ศบค.โชว์กราฟ-โอมิครอน ลามทั่ว ปท. พุ่ง 3 หมื่น ก.พ.นี้-ห่วงคลัสเตอร์โรงงาน

11.01.22 | 08:38 น.

ศบค.โชว์กราฟ-โอมิครอนลามทั่ว ปท. พุ่งถึง 3 หมื่น ก.พ.นี้-ห่วงคลัสเตอร์โรงงาน

เมื่อวันที่ 11 มกราคม พญ.สุมนี วัชระสินธุ์ ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข แถลงเมื่อวันที่ 10 ม.ค.ที่ผ่านมา ว่าขณะนี้ผลจากการสุ่มตรวจกลายพันธ์ุ พบสายพันธุ์โอมิครอน 5,397 ราย กระจาย 71 จังหวัดทั่วประเทศ และตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2564-วันที่ 9 มกราคม 2565 พบสัดส่วนเชื้อสายพันธุ์เดลต้า 64.71% โอมิครอน 35.17% ส่วนที่เหลือเป็นอัลฟ่า 0.10% และเบต้า 0.03%


การพิจารณาสุ่มตรวจรายสัปดาห์วันที่ 2-8 มกราคม พบสัดส่วนโอมิครอน 70.3% เดลต้า 29.7% ถ้าพิจารณาเป็นรายสัปดาห์การแพร่กระจายของสายพันธุ์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยสัปดาห์ล่าสุดพบโอมิครอน 91.3% เป็นการสุ่มตรวจจากผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ ขณะที่โอมิครอนในประเทศพบ 57.9%

พญ.สุมนีกล่าวว่า สำหรับแนวโน้มการคาดการณ์จำนวนผู้ติดเชื้อ ขณะนี้จำนวนผู้ติดเชื้อประจำวันจะเห็นว่าไต่อยู่ในระดับกราฟเส้นสีเทาแล้ว หากขึ้นไปตามเส้นกราฟสีเทาเรื่อยๆ คาดว่าช่วงปลายเดือนมกราคม จะมีผู้ติดเชื้อกว่า 2 หมื่นราย/วัน และช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ อาจจะแตะที่ 3 หมื่นราย/วัน ส่วนการเสียชีวิตยังเป็นไปแนวเดียวกันกับสถานการณ์โลก แต่การที่มีแนวโน้มผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น ทาง ศบค.และกระทรวงสาธารณสุข มีการเตรียมยกระดับการจัดการไว้แล้ว จะต่างจากการระบาดหนักในระลอกเดือนเมษายน 2564 เพราะขณะนั้นประชาชนยังได้รับวัคซีนไม่ครอบคลุม

วันเดียวกัน ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัด สธ. แถลงอัพเดตสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ในประเทศไทย

Advertisement

นพ.เกียรติภูมิกล่าวว่า การระบาดในระลอกเดือนมกราคม 2565 ส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์โอมิครอน วันนี้พบผู้ติดเชื้อใหม่ 7,926 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 13 ราย จะเห็นได้ว่าขณะที่เราติดเชื้อเฉลี่ยวันละ 2-3 พันราย แต่ผู้เสียชีวิตประมาณ 2 ราย ดังนั้น ตอนนี้แม้ติดเชื้อมากขึ้นแต่การเสียชีวิตลดลง สอดคล้องกับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง แม้วันนี้มีรายงานเพิ่มขึ้น แต่แนวโน้มลดลง เป็นการบอกว่าโรคอาจติดง่าย แต่การทำอันตรายถึงกับเสียชีวิตลดความรุนแรงลงมาก

นพ.เกียรติภูมิกล่าวอีกว่า สถานประกอบการก็ต้องเคร่งมาตรการโควิด ฟรี เซตติ้ง (Covid Free Setting) ที่รอบนี้พบในร้านอาหารกึ่งผับที่มาตรการไม่เพียงพอ ทำให้เกิดระบาดได้ สำหรับโรงงานนั้นคาดว่าจะเกิดการระบาดในระยะถัดไป จึงขอผู้ประกอบการพยายามทำความเข้าใจ เคร่งครัดมาตรการบับเบิล แอนด์ ซีล (Bubble and seal) ด้วย

สำหรับแผนรับมือการระบาดโรคโควิด-19 ของประเทศไทยนั้น เราสู้กันมา 3 ปี ในปีแรกที่โรคเข้ามาคิดว่าน่าจะเหมือนไข้หวัดนก โรคซาร์ส เราสู้กันสักพัก และสามารถลดเคสได้รวดเร็ว แต่เนื่องจากระบาดทั่วโลก ที่วนไปมาจึงกลับเข้ามาอีกที โดยเข้ามาหนักในปี 2564 ช่วงเดือน เม.ย.-พ.ค. และหนักมากในเดือน ก.ย. จึงต้องมีมาตรการต่างๆ เข้าไป หลังจากได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายทำให้การติดเชื้อลดน้อยลง ฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ทำให้โรคบรรเทาลง จนเราเปิดประเทศด้วยแผนอยู่กับโควิด (living with Covid-19) เพื่อฟื้นเศรษฐกิจ แต่เมื่อการระบาดระลอกใหม่ด้วยเชื้อโอมิครอนที่ความรุนแรงน้อย อัตราตายต่ำแต่เชื้อแพร่ได้เร็ว ทางกรมควบคุมโรคจึงพิจารณาว่าเตรียมให้การระบาดครั้งนี้เข้าสู่โรคประจำถิ่น (Endemic) ได้แล้ว

เนื่องจาก 1.เชื้อลดความรุนแรง 2.ประชาชนร่วมมือฉีดวัคซีน มีภูมิคุ้มกันค่อนข้างดี 3.การบริหารจัดการ ดูแลรักษา และการชะลอการระบาดได้อย่างดี ดังนั้น ยุทธศาสตร์ปี 2565 คือการชะลอการแพร่ระบาด การติดเชื้อไม่น่ากลัว แต่เรากลัวการแพร่ระบาดที่รวดเร็วเกินไป อาจทำให้ล้นโหลดระบบสาธารณสุข หรือเกิดเชื้อกลายพันธุ์ได้อีก ดังนั้น เราต้องชะลอการระบาดและค่อยๆ รับมือ” นพ.เกียรติภูมิกล่าว

“ระยะการระบาดนี้เราจะเน้นตรวจ ATK เป็นหลัก เรียกว่า ATK First เพราะเราศึกษาจากการใช้หลายล้านชิ้น พบว่ามีประสิทธิภาพ สามารถดักจับโควิด-19 ได้ดีมาก สามารถใช้ตรวจประจำได้เพื่อป้องกันการระบาด ต่อไปเราต้องใช้เป็นประจำ ทั้งหมดนี้เป็นวิธีการที่ทำให้คนไทยทุกคนปลอดภัย ประเทศเดินต่อไปได้ หากทุกฝ่ายร่วมมือกัน สธ.จะพยายามบริหารจัดการให้เป็นโรคประจำถิ่นให้ได้ในปีนี้” นพ.เกียรติภูมิกล่าว และว่า หากกลุ่มเสี่ยง หรือผู้มีอาการจะใช้การตรวจ RT-PCR

ผู้สื่อข่าวถามว่าช่วงใดจึงจะเข้าใกล้การเป็นโรคประจำถิ่น นพ.เกียรติภูมิกล่าวว่า เกิดจากลักษณะตัวโรคลดความรุนแรงลง ประชาชนมีภูมิต้านทาน ระบบรักษามีประสิทธิภาพ ลดอัตราป่วยหนักเพื่อให้อัตราเสียชีวิตอยู่ในระดับต่ำมาก สาเหตุที่โควิดเป็นโรคระบาดรุนแรงเพราะอัตราเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 3 และค่อยๆ ลดลง หากลดมาถึงร้อยละ 0.1 ก็จะเข้าข่ายโรคประจำถิ่นได้ ส่วนอีกนานหรือไม่ตนได้ปรึกษากับกรมควบคุมโรคว่า

“ขณะนี้เป็นเวฟที่ 4 ของโอมิครอนที่จะอยู่ประมาณ 2 เดือน จากนั้นจะค่อยๆ ลดลง เกิดพีคเล็กๆ ไปอีกระยะหนึ่ง ทั้งนี้ หากการจัดการวัคซีนดี ประชาชนร่วมฉีดให้มีภูมิต้าน โรคไม่กลายพันธุ์เพิ่ม การติดเชื้อไม่รุนแรงมากขึ้น ก็คาดว่าภายในปีนี้จะกลายเป็นโรคประจำถิ่นไปได้” นพ.เกียรติภูมิกล่าว