“สมบัติ”กก.บห.งานยุติธรรมเเห่งชาติชี้ เเต่งกายตามเพศสภาพเข้าสอบ เป็นสิทธิที่ รธน.รองรับ ไม่ใช่สิ่งชี้ขาดความสามารถ ยกพรบ.ความเท่าเทียมระหว่างเพศ ไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง กก.ระวางโทษไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 2 หมื่น หลังสภาทนายเเจง วลพ. นศ.เเต่งเข้าสอบผิดระเบียบ
เมื่อวันที่ 11 มกราคม 65 ว่าที่พันตรี ดร.สมบัติ วงศ์กำแหง อดีตเลขาธิการสภาทนายความปัจจุบันเป็นกรรมการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีมีประเด็นข่าว เรื่องที่มีนักศึกษานิติศาสตร์ ร้องต่อ ท่านประธาน ชวน หลีกภัย เพื่อเร่งรัดการพิจารณาของ คณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ (วลพ.) ตามพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ.2558
จากการติดตามข้อมูลข่าวพบว่า นักศึกษาคนดังกล่าว เรียกร้องความเป็นธรรมว่า ตัวเองเป็นหญิงข้ามเพศ และเป็นผู้ได้รับความเสียหายจากการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ จากสำนักฝึกอบรมวิชาว่าความแห่งสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ แต่ขณะที่ยื่นเอกสารสมัคร เจ้าหน้าที่แจ้งว่า สำนักฝึกอบรมวิชาว่าความฯ ไม่อนุญาตให้ตนแต่งกายในชุดผู้หญิงตามเพศสภาพ ทั้งที่ได้ศัลยกรรมหน้าอกและผ่าตัดแปลงเพศแล้ว เพราะในระเบียบการสอบข้อเขียนของสำนักฝึกอบรมว่าความฯ กำหนดว่า ชายและหญิงต้องแต่งกายอย่างไร หากมีความประสงค์ต้องแต่งกายตามเพศสภาพ ต้องทำหนังสือขออนุญาตเพื่อเข้าสอบต่อผู้อำนวยการสำนักฝึกอบรมวิชาว่าความฯ พร้อมแนบใบรับแพทย์จากโรงพยาบาล เพื่อนำเข้าพิจารณา ไม่เช่นนั้นจะถูกตัดคะแนนข้อเขียน
ซึ่งเรื่องดังกล่าวนี้ สภาทนายความได้ให้ข้อเท็จจริงแก่ (วลพ.) ว่า ได้ปฏิบัติถูกต้องตาม พรบ.ทนายความแล้ว เพราะข้อบังคับสภาทนายความ เกี่ยวกับการแต่งกายของทนายความ ได้กำหนดให้สอดคล้องกับการแต่งกายของเนติบัณฑิตยสภา และของศาลแล้ว การแต่งกายตามเพศสภาพอาจเป็นการละเมิดอำนาจศาลได้ การแต่งกายเข้าสอบถือเป็นการแต่งกายผิดระเบียบ อาจถูกกรรมการสอบ หักคะแนนได้ จึงไม่ได้เป็นการเลือกปฏิบัติ
อย่างไรก็ตาม สำนักฝึกอบรมวิชาว่าความ เปิดโอกาสให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมสามารถขออนุญาตแต่งกายตามเพศสภาพได้ แต่การพิจารณาขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของคณะกรรมการสอบในแต่ละครั้ง หากศาล หรือเนติบัณฑิตยสภาอนุญาตให้ทนายความแต่งกายตามเพศสภาพได้ สภาทนายความและสำนักฝึกอบรมวิชาว่าความ จะพิจารณาแก้ไขระเบียบการแต่งกายให้สอดคล้องกับระเบียบของศาลและเนติบัณฑิตยสภาต่อไป นั้น
ตนขอให้ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ว่าว่า ในขณะที่เป็นผู้อำนวยการสำนักฝึกอบรมวิชาว่าความแห่งสภาทนายความ ได้อนุญาตให้นักศึกษาที่ประสงค์จะแต่งกายตามเพศสภาพ ทำคำร้องขออนุญาตแต่งกายตามเพศสภาพเข้าห้องสอบและทำการสอบ โดยต้องแต่งกายให้เรียบร้องตรงตามระเบียบการแต่งกายตามเพศสภาพ แม้ไม่ตรงกับเพศโดยกำเนิดได้ เพราะการแต่งกายของนักศึกษา ไม่ใช่สิ่งชี้ขาดถึงความรู้ความสามารถในการศึกษาของตัวนักศึกษาเอง การวัดผลการสอบอยู่ที่การมีความรู้เพียงพอที่จะสามารถทำข้อสอบได้หรือไม่ ซึ่งรัฐธรรมนูญหลาย ก็ได้บัญญัติรับรองถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค ปรากฏว่านักศึกษาที่ขออนุญาตแต่งกายตามเพศสภาพ สามารถสอบผ่านได้ตามเกณฑ์และมาตรฐานของสำนักฝึกอบรมวิชาว่าความได้ และได้ไปศึกษาต่อในต่างประเทศในเรื่องการแต่งกายตามเพศสภาพนี้ ปี พ.ศ.2527 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้พิจารณาคำร้องกรณีนักศึกษาเพศที่ 3 ร้องเรียน เรื่องขอแต่งชุดนักศึกษาหญิง เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร เนื่องจากมหาวิทยาลัยกำหนดระเบียบห้ามนักศึกษาชายแต่งกายเป็นหญิงในการรับพระราชปริญญาบัตร ซึ่งถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน
และเมื่อวันที่ 27 มิ.ย.2557 กสม.ได้มีมติว่า การที่มหาวิทยาลัยไม่อนุญาตให้นักศึกษาที่มีเพศสภาพไม่ตรงกับเพศกำเนิดข้ามเพศ (Transgender) แต่งกายตามเพศสภาพในการเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร ถือเป็นการปฏิบัติที่ไม่เคารพต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และละเมิดสิทธิมนุษยชน กสม. ยังมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายให้มหาวิทยาลัยพิจารณาปรับปรุงแก้ไขกฎ ระเบียบ ข้อบังคับเกี่ยวกับการแต่งกายของนักศึกษาที่มีเพศสภาพไม่ตรงกับเพศกำเนิด โดยให้กำหนดแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน ทั้งในเรื่องการแต่งกายเข้าเรียน การเข้าสอบ ตลอดจนการเข้าร่วมพิธีพระราชทานปริญญาบัตร เมื่อสำเร็จการศึกษา ทั้งนี้ เพื่อเป็นการส่งเสริมการเคารพต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิเสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคลให้เป็นไปตามหลักการสิทธิมนุษยชนต่อไป
นอกจากนี้ ในปี พ.ศ.2558 รัฐสภายังได้ตราพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 โดยมีเหตุผลในการประกาศใช่กฎหมายฉบับนี้ คือ โดยที่ปัจจุบันไม่มีมาตรการป้องกันการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศที่ชัดเจนส่งผลให้บุคคลซึ่งถูกเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศไม่ได้รับความคุ้มครองและไม่ได้รับความเป็นธรรมเท่าที่ควร สมควรมีกฎหมายเพื่อกําหนดมาตรการคุ้มครองผู้ถูกเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ และป้องกันมิให้มีการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ ซึ่งสอดคล้องกับหลักการสิทธิมนุษยชนสากลตามพันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยเข้าเป็นภาคี
กฎหมายนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน 2558 โดยได้กำหนดนิยาม “การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ” หมายความว่า การกระทําหรือไม่กระทําการใด อันเป็นการแบ่งแยก กีดกัน หรือจํากัดสิทธิประโยชน์ใด ๆ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม โดยปราศจาก ความชอบธรรม เพราะเหตุที่บุคคลนั้นเป็นเพศชายหรือเพศหญิง หรือมีการแสดงออกที่แตกต่างจากเพศ โดยกําเนิด
โดยมีบทกำหนดโทษ ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของคณะกรรมการ “คณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ (วลพ.) ต้องระวางโทษ สูงสุดจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับแต่น่าเสียดาย คนทั่วไปไม่ค่อยทราบว่ามีกฎหมายฉบับนี้ออกมาบังคับใช้แล้ว
อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน สถาบันอุดมศึกษา เช่น มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลับนเรศวร ฯลฯ ต่างก็ได้ อนุมัติเรื่องการแต่งกายด้วยเครื่องแบบนักศึกษาว่า นักศึกษาสามารถแต่งกายตามเพศกำเนิดหรือเพศสภาพ ทั้งในการเข้าเรีบนและในการรับปริญญา ได้
เมื่อสถาบันอุดมศึกษาต่าง พากันแก้ไข ข้อบังคับ ระเบียบ ในการแต่งกายของนักศึกษาตามเพศสภาพได้แล้วคำชี้ขาดในเรื่องนี้ จะได้รับการพิจารณาออกมาโดยรวดเร็ว หรือไม่ เพียงใด และอย่างไร

