สปสช.โอนค่าโควิด ต.ค.-พ.ย.64 กว่า 2.1 หมื่นล้าน จับมืออาสาช่วยผู้ติดเชื้อ

13.01.22 | 18:58 น.

สปสช.โอนค่าโควิด ต.ค.-พ.ย.64 กว่า 2.1 หมื่นล้าน จับมืออาสาช่วยผู้ติดเชื้อ

เมื่อวันที่ 13 มกราคม นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปิดเผยว่า ตามที่ สปสช.ได้ดำเนินการขอรับงบประมาณเพิ่มเติมจาก พ.ร.ก.กู้เงินฯ สำหรับบริการโรคติดเชื้อโควิด-19 ตามที่ได้ประสานสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2564 เพื่อเป็นค่าชดเชยค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการให้บริการสาธารณสุขของหน่วยบริการหรือสถานพยาบาลในช่วงสถานการณ์วิกฤตการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 ให้กับหน่วยบริการที่ยังรอจ่ายค่าบริการชดเชย


ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2565 ได้ลงนามเพื่ออนุมัติโอนค่าบริการฯ สำหรับเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2564 ให้กับหน่วยบริการแล้ว รวมจำนวน 21,203,336,431.67 บาท ในจำนวนนี้เป็นค่าบริการตรวจคัดกรองและรักษาพยาบาล จำนวน 17,401,609,557.07 บาท ค่าบริการระบบดูแลผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่บ้านและในชุมชน (Home Isolation/Community Isolation : HI/CI) จำนวน 31,640,000 บาท และค่าบริการกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤตโรคโควิด-19 (UCEP COVID-19) จำนวน 3,770,086,874.60 บาท

“ขณะนี้ สปสช.ได้ดำเนินการโอนค่าบริการกรณีโควิด-19 ที่หน่วยบริการให้บริการในช่วงเดือน ต.ค.-พ.ย.2564 แล้ว หลังจากที่ได้รับงบประมาณ พ.ร.ก.กู้เงินฯ ซึ่ง สปสช.ไม่ได้นิ่งนอนใจในการเร่งจ่ายชดเชยค่าบริการให้กับหน่วยบริการที่ร่วมดูแลผู้ติดเชื้อโควิด-19 อย่างใด” นพ.จเด็จกล่าว

ผศ.ภญ.ยุพดี ศิริสินสุข รองเลขาธิการ สปสช.กล่าวว่า เมื่อวันที่ 12 มกราคมที่ผ่านมา สปสช.ได้ประชุมกับเครือข่ายจิตอาสากว่า 80 คน อาทิ เครือข่ายภาคประชาชน ภาคธุรกิจ แพทย์ พยาบาล เภสัชกรอาสา มูลนิธิต่างๆ ที่ได้ช่วยเหลือดูแลผู้ติดเชื้อโควิด-19 ให้เข้าสู่ระบบการรักษา ทั้งนี้ การหารือเพื่อสนับสนุนการทำงานของเครือข่ายจิตอาสาให้ช่วยเหลือผู้ติดเชื้อโควิด-19 ได้คล่องตัวมากขึ้น

Advertisement

“ที่ผ่านมา สปสช.ได้ทำงานร่วมกับทีมจิตอาสา คือรับผู้ป่วยต่อจากทีมจิตอาสาเพื่อประสานหาหน่วยบริการดูแลให้ รวมถึงการประสานหาเตียงใน รพ.กรณีผู้ติดเชื้อโควิด-19 มีอาการแย่ลง” ผศ.ภญ.ยุพดีกล่าว และว่า จากการหารือ เครือข่ายจิตอาสาได้สะท้อนปัญหาที่พบเจอในการช่วยเหลือดูแลผู้ติดเชื้อโควิด-19 ส่วนใหญ่เป็นความยากลำบากในการประสานงานและติดต่อกับภาครัฐ ตั้งแต่การไม่เป็น one stop service ทำให้แต่ละหน่วยงานต่างคนต่างทำ ไม่เป็นระบบ จิตอาสาต้องประสานกับหลายหน่วยงานกว่าที่จะได้รับการช่วยเหลือ ซึ่งทำให้ผู้ป่วยที่รอคอยมีอาการแย่ลง

ผศ.ภญ.ยุพดีกล่าวว่า สิ่งที่ต้องการให้ สปสช.แก้ไขและช่วยเหลือเพื่อสนับสนุนการทำงานนั้น เช่น ต้องการให้จัดทำการสื่อสารประชาสัมพันธ์ในลักษณะของ patient journey หรือเมื่อประชาชนมีอาการสงสัยว่าป่วยโควิด-19 จะหา ATK ที่ สปสช.สนับสนุนได้อย่างไร หรือเมื่อตรวจ ATK แล้วพบว่าติดเชื้อต้องทำอย่างไรต่อ หากคนไข้อาการหนักขึ้น จะส่งต่อเข้าระบบอย่างไรไม่ให้ล่าช้า รวมไปถึงการต้องมี one stop service หรือการติดต่อหน่วยงานรัฐให้เบ็ดเสร็จในจุดเดียว และการเชื่อมข้อมูลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลผู้ป่วย

“รวมไปถึงรายละเอียดการดูแลผู้ป่วย เช่น กรณีต้องมีการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย สปสช.สามารถใช้งบประมาณสนับสนุนรถแท็กซี่ที่เข้ามาร่วมให้บริการได้หรือไม่ ตลอดจนขั้นตอนการจ่ายยา-การส่งยาฟาวิพิราเวียร์ให้ผู้ติดเชื้อโควิด-19 บทบาทของร้านขายยาที่จะเข้ามาช่วยเสริมการคัดกรองและการดูแลผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่บ้าน กรณีผู้ติดเชื้อโควิด-19 ตกค้างไม่ได้รับการจับคู่ดูแลกับสถานพยาบาลต้องทำอย่างไร และอื่นๆ ซึ่งข้อเสนอต่างๆ เหล่านี้ สปสช.รับไปดำเนินการ และจะมีการนัดประชุมอีกครั้งในเร็วๆ นี้ เพื่อสรุปแนวทางทำงานร่วมกันต่อไป” ผศ.ภญ.ยุพดีกล่าว