ศบค.ชี้คลัสเตอร์ปีใหม่ยังไม่จบ เฝ้าระวังงานบุญ งานบวช จี้ฉีดวัคซีนเข็ม 3

WHO ห่วงโอมิครอนระบาดหนักต่อเนื่อง ศบค.จี้ฉีดเข็ม 2 ครบ 6 เดือนกระตุ้นเข็ม 3 ชี้คลัสเตอร์ปีใหม่ยังไม่จบ เฝ้าระวังงานบุญ งานบวช ก่อนเลี้ยงร่วมกันเดินทางข้ามจังหวัดเสี่ยงสูง

เมื่อวันที่ 14 มกราคม ที่ทำเนียบรัฐบาล พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) (ศบค.) เปิดเผยภายหลังการประชุม ศบค.ชุดเล็กว่า สถานการณ์การติดเชื้อทั่วโลก ประเทศที่มีรายงานการติดเชื้อสูง ยังคงเป็นประเทศสหรัฐอเมริกา และหลายประเทศในยุโรป ไม่ว่าจะเป็นสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส แม้หลายประเทศตัวเลขจะลดลง แต่ยังเป็นหลักหมื่น ทำให้องค์กรอนามัยโลกเป็นห่วงการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน ที่ยังคงสูงอย่างต่อเนื่อง

ส่วนในภูมิภาคเอเชีย ตัวเลขยังเพิ่มสูงอย่างต่อเนื่อง ทั้งเวียดนาม เมียนมา สิงคโปร มาเลเซีย ส่วนรายงานผู้ติดเชื้อในประเทศไทย โดยการตรวจ RT-PCR ผู้ป่วยรายใหม่ 8,158 ราย ถ้าบวกยอด ATK ซึ่งวันที่ 13 มกราคม มีการตรวจรวมทั้งประเทศอยู่ที่ 116,906 ตัวอย่าง รายงานติดเชื้อ 2,719 ราย ถ้ารวมกับ RT-PCR ตัวเลขผู้ติดเชื้อจะอยู่ที่ 10,877 ราย หายป่วยกลับบ้าน 3,942 ราย เสียชีวิต 15 ราย และผู้ที่อาการหนักปอดอักเสบ 510 ราย ใช้เครื่องช่วยหายใจ 105 ราย

พญ.อภิสมัยกล่าวต่อว่า เมื่อไปดูรายละเอียดจังหวัดผู้ติดเชื้อสูงสุด 10 อันดับแรก ดังนี้ ชลบุรี 825 ราย กรุงเทพฯ 766 ราย สมุทรปราการ 753 ราย ภูเก็ต 441 ราย นนทบุรี 368 ราย ขอนแก่น 299 ราย อุบลราชธานี 269 ราย ปทุมธานี 191 ราย เชียงใหม่ 189 ราย และสมุทรสาคร 181 ราย ทั้งนี้ในส่วนการรายงานผู้เสียชีวิต นอกจากเป็นกลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มโรคร้ายแล้ว ยังเป็นผู้ที่ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีน บางรายได้รับวัคซีนครบ 2 เข็ม แต่เว้นช่วงเกิน 6 เดือน ดังนั้น สธ.จึงเร่งให้รับแข็งกระตุ้นเข็ม 3 โดยข้อมูลการฉีดวัคซีน ระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2564-13 มกราคม 2565 จำนวน 108,313,948 โดส เข็ม 1 จำนวน 71.8% เข็ม 2 จำนวน 65,7% และเข็ม 3 จำนวน 12.9%

“ทั้งนี้ การฉีดวัคซีนเข็ม 3 ยังถือว่าค่อนข้างต่ำ กรมควบคุมโรคได้ออกมาเน้นย้ำว่าวัคซีนทุกยี่ห้อมีประสิทธิภาพในการป้องกันเชื้อโควิดสูง 90-100% การฉีด 2 เข็ม ประเภทเดียวกันก็มีประสิทธิผลสูงพอควร และสามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ การฉีดเข็ม 3 เพิ่มประสิทธิผลในการป้องกันสูงขึ้น การฉีดวัคซีนเข็ม 3 ในผู้ที่ได้รับวัคซีนเชื้อตายมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นแอสตร้าเซนเนก้า หรือไฟเซอร์ มีประสิทธิภาพในการป้องกันผู้ติดเชื้อไม่แตกต่างกัน และจากการศึกษาจากคลัสเตอร์กาฬสินธุ์ พบว่าผู้ที่ได้รับเข็มกระตุ้นทั้งแอสตร้าเซนเนก้าและไฟเซอร์ บ่งชี้ว่ามีประสิทธิภาพในการป้องกันเชื้อโควิด สายพันธุ์โอมิครอน 80-90% จึงนำมาสู่นโยบาย สธ.เน้นย้ำการให้วัคซีนเข็มกระตุ้น

หากทุกคนมีกำหนดได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้นให้ไปรับวัคซีนใกล้บ้านได้ทันที โดยสูตรถ้าได้รับ ซิโนแวค และแอสตร้าเซนเนก้า ครบในเดือนสิงหาคม-ตุลาคม 2564 ให้พิจารณาฉีดเข็มกระตุ้นเป็นแอสตร้าเซนเนก้า เป็นหลัก ผู้ได้รับแอสตร้าเซนเนก้า 2 เข็ม ให้กระตุ้นด้วยไฟเซอร์ และผู้ที่ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็ม ตั้งแต่ 4 สัปดาห์ขึ้นไปให้ให้ฉีดเข็มกระตุ้นด้วยแอสตร้าเซนเนก้า เป็นหลัก การฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นในผู้ที่มีประวัติติดเชื้อ ให้ฉีดวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า เป็นเข็มกระตุ้นในกลุ่มผู้ที่ได้รับวัคซีนไม่ครบ หรือครบตามเกณฑ์น้อยกว่า 2 สัปดาห์ก่อนการติดเชื้อ” พญ.อภิสมัยกล่าว

พญ.อภิสมัยกล่าวต่อว่า ทั้งนี้ กรุงเทพฯมีการเปิดลงทะเบียนฉีดวัคซีนผ่านแอพพลิเคชั่น QueQ โดยกระจายไปในหลายหน่วยงาน สามารถเลือกรับวัคซีนในสถานที่ใกล้บ้าน และเตรียมจะเปิดเพิ่มขึ้นอีกหลายแห่ง อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมรายงานการติดเชื้อเป็นคลัสเตอร์ ส่วนใหญ่เป็นคลัสเตอร์ร้านอาหาร ซึ่งพบหลายจังหวัด อาทิ จังหวัดเลย ขอนแก่น ซึ่งบางจังหวัดมีการเปิดร้านเหล้าแบบฝ่าฝืน จึงขอย้ำไปที่ศบค.จังหวัดให้ดูแลอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ ยังพบว่ามีรายงานผู้ติดเชื้อจากคลัสเตอร์ปีใหม่ต่อเนื่อง ทั้งคลัสเตอร์งานเลี้ยงที่จังหวัดอุดรธานี และจังหวัดอำนาจเจริญ รวมไปถึงการจัดพิธีกรรม ทั้งงานบวช งานบุญ โดยจากการสำรวจของกรมควบคุมโรคพบว่านอกจากมีการชุมนุมพบปะกันแล้ว ปัจจัยเสี่ยงสำคัญคือการรับประทานอาหารร่วมกัน ทำให้ต้องถอดหน้ากากอนามัย และการเดินทางข้ามพื้นที่ทำให้เกิดการแพร่ระบาดเป็นคลัสเตอร์

พญ.อภิสมัยกล่าวต่อว่า หลังเทศกาลปีใหม่ พบการแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่อง พบการแพร่ระบาดในโรงงานและสถานประกอบการ วันนี้มีรายงานจำนวน 10 ราย ในตำบลนาดี จ.อุดรธานี นอกจากนี้พบการระบาดที่ จ.สุมทรปราการ ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา และร้อยเอ็ด สาเหตุมาจากพนักงานเดินทางกลับจากงานปีใหม่ งานบุญ กลับเข้ามาทำงานโดยที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรการของบริษัท ทั้งนี้ พบว่ามีหลายบริษัททำได้ดี โดยเฉพาะธุรกิจประกอบรถยนต์ที่มีมาตรการเข้มข้น ให้พนักงานตรวจ ATK ก่อนที่จะเข้าปฏิบัติ แต่มีบริษัทที่พบการแพร่ระบาด เป็นคลัสเตอร์ เพราะมีการหละหลวมไม่ตรวจ ATK หรือพนักงานมีอาการเจ็บป่วย มีความน่าสงสัยว่าติดเชื้อ แต่ไม่ได้กักตัว ดังนั้นทางอธิบดีกรมการแพทย์ เน้นย้ำว่า หากประชาชนสำรวจตนเอง แล้วมีความสงสัย มีอาการเสี่ยง มีประวัติเสี่ยงไปสัมผัสใกล้ชิดผู้ที่มีความเสี่ยง ไปพื้นที่เสี่ยง มีอาชีพเสี่ยง ดังนั้นเพียงแค่สงสัย ก็ขอให้รีบตรวจ ATK ขณะนี้ ATK ก็หาซื้อง่าย มีหลายจังหวัดจัดบริการให้ตรวจ ATK และเมื่อตรวจแล้ว หรือขณะที่รอผลตรวจ ขอให้แยกกักตัวเองไม่ไปพื้นที่ชุมชน ไม่ไปที่ทำงาน

“หากมีผลเป็นบวก สธ.มีความพร้อม สามารถรองรับการรักษาอย่างสูงสุด อย่างกรุงเทพฯ มีการเตรียมสถานให้หน่วยบริการ HOME ISOLATION จำนวน 222 แห่ง คิดเป็นตัวเลขที่สามารถดูแลได้กว่า 4,000 เตียง หากผู้ป่วยอยู่ในระดับสีเขียว คืออาจจะไม่มีอาการ ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องได้รับการรักษาพิเศษ สามารถดูแลรักษาที่บ้านได้ เพื่อสงวนเตียงให้กับผู้ป่วยสีแดง แต่ในกรณีที่ไม่มีความพร้อมเนื่องจากมีผู้สูงอายุในบ้าน หรือในบ้านมีคนอยู่อาศัยหลายคน ก็มีศูนย์พักคอย Comnunity Isolation ที่ขณะนี้กรุงเทพฯเตรียมไว้ 41 แห่ง จำนวน 4,991 เตียง ครองเตียง 271 ราย คงเหลือ 4,720 เตียง นอกจากนี้ยังมีโรงพยาบาลสนามประจำกลุ่มเขต (District Field Hospital) จำนวน 8 แห่ง 1,660 เตียง ครองเตียง 207 ราย คงเหลือ 1,453 เตียง อยากให้ประชาชนมีความั่นใจ ในยามที่เจ็บป่วย มีการติดเชื้อ ทางสาธารณสุขรับมือได้ ขอให้พี่น้องประชาชนสำรวจตัวเอง และตรวจหาเชื้อโดยเร็ว ก็จะสามารถจำกัดวงติดเชื้อ ไม่ให้เกิดการแพร่ระบาด เป็นการแพร่ระบาดเป็นคลัสเตอร์” พญ.อภิสมัยกล่าว

พญ.อภิสมัยกล่าวต่อว่า ส่วนการเดินทางเข้าราชอาณาจักรมีประชาชนสงสัยเกณฑ์ต่างๆ เช่นกัน ว่ามีการยกเลิก RT-PCR หรือไม่ ย้ำว่า สธ.ไม่เปลี่ยนแปลงมาตรการ ผู้ที่เดินทางเข้าราชอาณาจักรจำเป็นต้องมีผลตรวจ RT-PCR ก่อนที่จะขึ้นเครื่องบินเข้ามาประเทศไทย ซึ่งเป็นมาตรการที่ใช้กับคนไทยในต่างประเทศด้วย นอกจากนี้เมื่อเดินทางมาถึงประเทศไทย ต้องมีการตรวจ RT-PCR ซ้ำทันที และมีมาตรการเพิ่มเติมขึ้นมาคือ ในวันที่ 5-6 จำเป็นต้องมีการตรวจครั้งที่ 2 ด้วย สธ.เน้นย้ำว่าการตรวจเป็นช่วงๆ มีความจำเป็น ไม่ได้ยกเลิก ในส่วนของการติดตามผู้ที่เดินทางเข้ามา ได้รับการรายงานมีการให้ผู้ที่เดินทางเข้ามาโหลดแอพพลิเคชั่นหมอชนะ ซึ่งพบว่าทำได้ 100% ดังนั้น จะเห็นภาพที่เราสามารถติดตามผู้เดินทางเข้ามา ให้มาตรวจ RT-PCR รอบ 2 ได้

พญ.อภิสมัยกล่าวต่อว่า จำนวนผู้ที่เดินทางเข้าประเทศ จากวันที่ 1-13 มกราคม มียอดผู้เดินทางเข้าประเทศ ทั้ง Test&Go ที่ลงทะเบียนไว้ก่อน 22 ธันวาคม ผู้ที่เดินทางมาในรูปแบบ Sandbox และ Quarantine รวมแล้ว 103,665 ราย พบติดเชื้อ 3,424 ราย คิดเป็น 3.30% โดยประเทศที่มีการรายงานติดเชื้อสูงสุด คือ นักท่องเที่ยวจาก ออสเตรีย สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา สวีเดน เยอรมนี ทั้งนี้เน้นย้ำว่า สธ.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด 24 ชั่วโมง เพื่อที่จะดูแลกำกับให้นักท่องเที่ยงกลุ่มนี้เข้ารักการรักษา และเพื่อให้ประชาชนในประเทศปลอดภัย จากที่ได้รับรายงานพบข้อมูลว่านักท่องเที่ยงที่ลงเบียนเข้าประเทศ 100 คน จะเดินทางเข้าประเทศ 30 คน แต่ช่วงปีใหม่มีเดินทางเข้าเพิ่มขึ้น 50% ดังนั้นการเดินทางเข้าราชอาณาจักรหลังวันที่ 15 มกราคม ก็สามารถทำได้ จนกว่าจะมีการประชุม ศบค.ชุดใหญ่ในครั้งถัดไป ถึงจะมีการพิจารณาเพิ่มเติม

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon