“โกศลวัฒน์” รอง อธ.อัยการเผยจัดติวเข้มอบรมอัยการศาลเเขวงพร้อมรับมือคดียาเสพติดตามกม.ใหม่ เเล้ว

20.01.22 | 13:28 น.

“โกศลวัฒน์” รอง อธ.อัยการเผยจัดติวเข้มอบรมอัยการศาลเเขวงพร้อมรับมือคดียาเสพติดตามกม.ใหม่ เเล้ว ยันพิจารณาไม่ให้เป็นช่องโหว่ให้ผู้ค้าจกตาเป็นผู้เสพ

เมื่อวันที่ 20 มกราคม นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองอธิบดีอัยการสำนักงานคดีศาลเเขวง โพสต์เฟซบุ๊กให้ความเห็นเรื่อง กฎหมายยาเสพติดใหม่ ความว่า หลายเรื่องที่ยังสงสัย เช่น ข้อหามีไว้ในครอบครองเพื่อเสพ และขับขี่รถยนต์เสพยาเสพติด เป็นคดีที่ต้องขึ้นศาลแขวง ?พนักงานอัยการสำนักงานคดีศาลแขวงพร้อมครับ กฎหมายเขียนอย่างไรอัยการมีหน้าที่รักษากฎหมายให้มีประสิทธิภาพ จะเสพ จะขับเสพ จะค้า กระบวนการสอบสวนหาความจริงตามกฏหมาย จะให้ความเป็นธรรม โดยพนักงานอัยการจะตรวจสอบข้อเท็จจริงต่างๆด้วยความระมัดระวังเพื่อให้กฎหมายเป็นหลักประกัน สำหรับความสงบสุขของบ้านเมือง หลายท่านมีข้อสงสัยเช่น

1.ผู้ปฏิบัติงานทั้งตำรวจ อัยการ และศาล มีความสับสนการใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติดใหม่หรือไม่อย่างไร
ศาลและตำรวจ ทางอัยการคงไม่สามารถตอบแทนได้ แต่สำหรับอัยการนั้นมีการอบรมการใช้งานกฎหมายใหม่กับผู้ปฏิบัติงานก่อน ผู้ปฏิบัติงานโดยเฉพาะในส่วนของพนักงานอัยการนั้น สำนักงานอัยการสูงสุดมีการจัดให้มีการอบรมเกี่ยวกับประมวลกฎหมายยาเสพติดและกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติดที่แก้ไขใหม่ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงาน ของพนักงานอัยการ เมื่อวันที่ 2-3 ธ.ค.64 ที่ผ่านมา และนอกจากนั้น สำนักงานอัยการสูงสุดออกแนวทางดำเนินงานของสำนักงานอัยการสูงสุดในการมีผลบังคับใช้ของพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฏหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 ประมวลกฎหมายยาเสพติด และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2564 เพื่อให้พนักงานอัยการทราบแนวทางปฏิบัติตามประมวลกฎหมายยาเสพติดและกฎหมายที่เกี่ยวกับยาเสพติดที่มีการแก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งทำให้พนักงานอัยการทราบแนวทางในการดำเนินงานก่อนที่ประมวลกฎหมายยาเสพติดจะมีผลใช้บังคับในวันที่ 9 ธ.ค.64 นอกจากนั้นโดยเนื้อหาของประมวลกฎหมายยาเสพติด เป็นการประมวลเนื้อหาของกฎหมายยาเสพติดต่าง ๆ มารวมไว้เป็นประมวลกฎหมายยาเสพติด ซึ่งเป็นกฎหมายที่พนักงานอัยการได้ปฏิบัติ หน้าที่มาก่อนอยู่แล้ว จึงไม่ทำให้เกิดความสับสนและติดขัดในการปฏิบัติงานของพนักงานอัยการแต่อย่างใด และแม้ปัญหาในทางปฏิบัติ สำนักงานอัยการคดีศาลแขวงก็กำลังรวบรวม ปัญหา ข้อขัดข้อง เพื่อหาแนวทางแก้ไขให้อย่างประโยชน์สูงสุดต่อกระบวนการยุติธรรมต่อไป

2 .หลังประมวลกฎหมายยาเสพติดใหม่มีผลบังคับใช้ มีคดียาเสพติดมาที่อัยการศาลแขวงเพิ่มขึ้น ทันทีเนื่องจากสำนักงานอัยการคดีศาลแขวง มีอำนาจดำเนินคดีที่มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวง ซึ่งในประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 107ได้บัญญัติเกี่ยวกับความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษไว้ในครอบครองเพื่อเสพ ซึ่งเป็นการครอบครองยาเสพติดให้โทษในปริมาณเล็กน้อยเพื่อเสพ ความผิดตามมาตรา 107 นี้เป็นความผิดที่ไม่เคยมีบัญญัติไว้ในกฎหมายยาเสพติดให้โทษฉบับเดิม และความผิดดังกล่าวกำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 2ปี หรือปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้ความผิดเกี่ยวกับผู้ขับขี่ซึ่งเสพยาเสพติดให้โทษ ซึ่งเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 ประกอบประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 104ก็จะเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของสำนักงานอัยการคดีศาลแขวงเช่นกัน ดังนั้น ปริมาณคดีในส่วนนี้ก็จะเพิ่มมากขึ้น

3.การทำสำนวนอัยการใช้ดุลพินิจสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องในคดียาเสพติดอย่างไร เช่น ข้อหาครอบครอง ข้อหาครอบครองเพื่อเสพ ข้อหาครอบครองเพื่อจำหน่าย การพิจาณณาสั่งคดีของพนักงานอัยการว่าจะฟ้องหรือไม่ฟ้องผู้ต้องหานั้น คงเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 143โดยพิจารณาจากพยานหลักฐานที่ปรากฎในสำนวนสอบสวนว่าสามารถพิสูจน์ความผิดของผู้ต้องหาได้หรือไม่ ประวัติการกระทำความผิดของผู้ต้องหา หากเห็นว่ามีพยานหลักฐานที่จะต้องสอบสวนเพิ่มเติมพนักงานอัยการก็สามารถดำเนินการให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติม เพื่อให้การสอบสวนสมบูรณ์และได้พยานหลักฐานที่เพียงพอในการพิสูจน์ความผิดหรือความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหา เพื่อสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องต่อไป ดังนั้น ประมวลกฎหมายยาเสพติดไม่ได้มีบทบัญญัติใดที่จะทำให้การใช้ดุลพินิจของพนักงานอัยการแตกต่างไปจากที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาแต่อย่างใด หากสำนวนการสอบสวนปรากฏว่า พฤติกรรมการกระทำความผิดไม่อยู่ในเขตอำนาจศาลแขวง สำนักงานอัยการคดีศาลแขวงก็จะทำบันทึก ส่งให้สำนักงานคดียาเสพติดเป็นผู้ดำเนินคดี ตามข้อหาที่ถูกต้องต่อไป โดยยึดมั่นพยานหลักฐานในสำนวนเป็นสำคัญ

Advertisement

4. ประมวลกฎหมายยาเสพติดใหม่จะเป็นช่องโหว่ให้กลุ่มผู้ค้ารายใหญ่ตบตาเจ้าหน้าที่ โดยการเปลี่ยนมาเป็นครอบครองยาเสพติดจำนวนน้อย โดยคิดจะหลีกเลี่ยงข้อหาค้ายาเสพติดได้หรือไม่ เนื่องจากว่าประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 1กำหนดให้ความผิดเกี่ยวกับการผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติด และการสมคบ สนับสนุน หรือพยานกระทำความผิดดังกล่าว เป็นความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด ดังนั้น เมื่อมีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในความผิดดังกล่าวไม่ว่าจะเป็นการครอบครองจำนวนเท่าไหร่ เจ้าพนักงานตำรวจหรือเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. สามารถสืบสวนสอบสวนขยายผลไปสู่ผู้บงการหรือตัวการใหญ่ได้ และนอกจากนั้นยังสามารถใช้มาตรการตรวจสอบทรัพย์สินเพื่อยึดทรัพย์ของผู้กระทำความผิดที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้ค้ายาเสพติดได้ หากทรัพย์สินของผู้ที่เกี่ยวข้องที่มีอยู่หรือได้มาเกินกว่าฐานะหรือความสามารถในการประกอบอาชีพหรือกิจกรรมอย่างอื่นโดยสุจริต ดังนั้น รูปแบบการจำหน่ายของผู้ค้ารายใหญ่คงไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปหรือสามารถที่จะหลบหลีกการสืบสวนขยายผลของเจ้าพนักงานผู้เกี่ยวข้องได้แต่อย่างใด

5 ข้อห่วงใยเรื่องจะอุดช่องโหว่อย่างไร หากเจ้าหน้าที่จับกุม บางรายคิดแสวงหาประโยชน์ จากผู้ค้ารายย่อยที่ครอบครองยาเสพติดไม่ถึง 100 เม็ด โดยเขียนสำนวนให้กลายเป็นผู้เสพ และกลุ่มผู้ค้ารายเดิมก็กลับมากระทำผิดซ้ำอีก โดยมีผู้สอบถามถึงวิธีการป้องกันของอัยการนั้นกรณีการเรียกทรัพย์จากผู้กระทำความผิดเพื่อให้ข้อหาเบาลงนั้นถือว่าเป็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ซึ่งมีโทษสถานหนักอยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นเจ้าพนักงานฝ่ายใดก็ตามซึ่งในการพิจารณาสำนวนของพนักงานอัยการนั้น ไม่ได้พิจารณาแค่ข้อหาที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหามาเท่านั้น แต่จะพิจารณาพยานหลักฐานในสำนวนด้วยว่าการกระทำของผู้ต้องหาเป็นความผิดในข้อหาใด หากเห็นว่าการแจ้งข้อหาไม่ครบถ้วนหรือไม่ถูกต้อง พนักงานอัยการก็จะดำเนินการให้พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาให้ถูกต้อง ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 143 และขณะเดียวกันสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขันในการจับกุม อยู่แล้วซึ่งเคยปรากฏมาแล้วว่าประชาชนสามารถร้องเรียน ผู้บังคับบัญชาในระดับสูงของสำนักงานตำรวจลงมาดูแลให้ความยุติธรรมกันตลอดมา มีปัญหาจึงควรต้องเริ่มด้วยการร้องเรียน เพื่อประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรมโดยรวม ซึ่งสำหรับสำนักงานอัยการสูงสุดแล้วมีระเบียบ ในการร้องขอความเป็นธรรมที่พนักงานอัยการทุกคนจะต้องปฏิบัติ และใส่ใจดูแลให้เกิดความยุติธรรมแก่ประชาชน การไม่ปฏิบัติตามระเบียบหรือกฎหมาย ก็ถือเป็นความผิดเช่นกัน แนวทางการปฏิบัติราชการจึงสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนได้ ปัญหายาเสพติดเคยเป็นวาระแห่งชาติ และรัฐบาลให้ความสำคัญตลอดมา เป็นเรื่องที่ผู้บังคับบัญชาระดับสูงในทุกหน่วยงานที่มีหน้าที่ร่วมกันให้ความสำคัญ การดำเนินคดีให้ความจริงจัง อย่าให้ยาเสพติดมาทำลายชีวิตเราและครอบครัวเรา