ในอดีตกลุ่มบุคคลไร้สถานะจัดเป็นกลุ่มคนชายขอบที่มักถูกมองข้าม เพียงเพราะว่าพวกเขาไม่มีความชัดเจนในเรื่องของสถานะความเป็นคนไทย บ้างก็อยู่ระหว่างรอขั้นตอนการพิสูจน์สถานะจากกระทรวงมหาดไทย บ้างก็เป็นชาวกะเหรี่ยงที่อยู่ระหว่างดินแดนของทั้งสองประเทศ ส่งผลให้ลูกหลานของพวกเขาขาดสิทธิที่พึงได้รับตามไปด้วย
ไม่เว้นแม้แต่สิทธิด้านสุขภาพ การเข้าถึงบริการสาธารณสุข ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ โดยเฉพาะกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เล็งเห็นความสำคัญ และจากมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2552 เห็นชอบธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งกำหนดไว้ในข้อ 16 ของธรรมนูญดังกล่าวว่า หลักประกันและความคุ้มครองด้านสุขภาพจะต้องครอบคลุมประชาชนทุกคนที่อยู่บนผืนแผ่นดินไทย โดยไม่มีการแบ่งแยกตามฐานะเศรษฐกิจ สังคม สภาพทางกาย ความพิการ เพศ อายุ ถิ่นที่อยู่ เชื้อชาติ สัญชาติ ศาสนา วัฒนธรรม ความเชื่อ และอุดมการณ์ทางการเมือง
จากธรรมนูญสุขภาพฯ เครือข่ายเอ็นจีโอ รวมทั้งกลุ่มนักวิชาการ และ สธ.จึงร่วมกันผลักดันเพื่อให้เกิดกองทุนคืนสิทธิ ในการดูแลสุขภาพและสาธารณสุขสำหรับบุคคลเหล่านี้ กระทั่ง ครม.มีมติเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2553 เห็นชอบตั้งกองทุนให้สิทธิ (คืนสิทธิ) ขั้นพื้นฐานด้านสาธารณสุข สำหรับบุคคลที่มีปัญหาสถานะและสิทธิ จำนวน 457,409 คน โดยให้ได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานด้านสาธารณสุข ครอบคลุมการส่งเสริมสุขภาพและการรักษาพยาบาล การฟื้นฟูสุขภาพ และการควบคุมป้องกันโรค ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2553 เป็นต้นไป
ต่อมาได้มีการเรียกร้องจากเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย (คชท.) โดยนายวิวัฒน์ ตามี่ ตัวแทน คชท.ระบุว่า ยังมีกลุ่มบุคคลไร้สถานะตกหล่นอีก ทาง สธ.จึงร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสืบหาข้อมูล และพบว่ายังมีอีกราว 2 แสนคน ที่จำเป็นต้องเข้ากองทุนคืนสิทธิ และมีการผลักดัน กระทั่ง ครม.มีมติเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2558 เห็นชอบเพิ่มกลุ่มบุคคลที่มีปัญหาสถานะและสิทธิ จำนวน 208,631 คน เข้าสู่กองทุนให้สิทธิ (คืนสิทธิ) ขั้นพื้นฐานด้านสาธารณสุข ซึ่งประกอบด้วย ชนกลุ่มน้อยที่อพยพเข้ามาในประเทศไทย จำนวน 150,076 คน และบุตรของบุคคลตามกลุ่มเป้าหมายของยุทธศาสตร์การจัดการปัญหาสถานะและสิทธิของบุคคล จำนวน 56,672 คน นอกนั้นเป็นบุคคลกลุ่มอื่นๆ ที่ได้รับการสำรวจและจัดทำทะเบียนตามยุทธศาสตร์การจัดการปัญหาสถานะและสิทธิของบุคคลในโครงการเฉพาะ เช่น บุคคลที่ขึ้นทะเบียนไว้ตามโครงการเฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษาฯ จำนวน 1,883 คน
ส่วนกลุ่มบุคคลอื่นๆ ที่ยังไม่ได้รับการคืนสิทธิอีก คือ กลุ่มนักเรียนในสถานศึกษาที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ให้สิทธิด้านการศึกษาไว้ หรือเรียกว่า กลุ่ม G โดยระบุตัวตน แต่ยังไม่ได้รับสิทธิพื้นฐานด้านสาธารณสุข มีจำนวน 67,433 คน และยังมีกลุ่มดั้งเดิมที่ไม่มีสัญชาติไทย แต่มีอยู่ในทะเบียนราษฎร หรือคนโพ้นทะเลอีก 40,229 คน รวมแล้วกลุ่มนี้เป็น 107,662 คน ซึ่งควรให้สิทธิแก่พวกเขาด้วย
นพ.โสภณ เมฆธน ปลัด สธ. บอกว่า ที่ผ่านมาได้นำกลุ่มบุคคลที่มีปัญหาสถานะ จำนวน 107,662 คน ซึ่งเป็นเด็กนักเรียนและกลุ่มคนโพ้นทะเล เสนอต่อ ครม.เพื่อพิจารณา แต่ ครม.ได้ส่งเรื่องกลับเพื่อขอให้พิจารณาตัวเลขอีกรอบ ซึ่งขณะนี้ได้มอบหมายให้สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ไปดำเนินการ และยืนยันจะส่งข้อเสนอดังกล่าวต่อ ครม.เช่นเดิม เพื่อยืนยันว่ากลุ่มคนเหล่านี้ โดยเฉพาะเด็กนักเรียนจำเป็นต้องได้รับสิทธิสุขภาพขั้นพื้นฐาน แม้จะยังไม่ได้สิทธิคนไทย แต่ก็มีสิทธิที่มนุษย์ควรได้รับ ไม่ว่าจะเป็นการรักษาพยาบาลขั้นพื้นฐาน การควบคุม ป้องกันโรคเรื้อรัง การป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี ฯลฯ
ดังนั้น คงต้องมาลุ้นว่าสุดท้ายรัฐบาลจะให้ความสำคัญกับพวกเขา รวมทั้งลูกเด็กเล็กแดงให้ได้เข้าถึงบริการสุขภาพ การสาธารณสุขขั้นพื้นฐานที่มนุษย์ควรได้รับหรือไม่ หวังจริงๆ

