บิ๊กป้อม สั่งตร.บังคับใช้กฎหมายจราจรเข้ม ตร.-หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสำรวจทางม้าลาย พร้อมปรับปรุงทั่วประเทศ -มอบรางวัลผู้ส่งคลิปผู้ฝ่าฝืนกฎหมายไม่จอดให้คนข้าม เผยมี100กว่าจุดเสี่ยงทั่วกรุง กทม.เร่งปรับปรุง
เมื่อวันที่ 28 มกราคม ที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารงานจราจร (ศจร.ตร.) ,พล.ต.ท.ปรีชา เจริญสหายานนท์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ท.โสภณ พิสุทธิวงษ์ รองผู้ว่า กทม. ร.ต.อ.พงศกร ขวัญเมือง โฆษก กทม. นายประพาส เหลืองศิรินภา ผอ.สำนักการจราจรและขนส่ง กทม. ศ.ดร.พิชัย ธานีรณานนท์ ประธานอนุกรรมการความปลอดภัยทางถนนและจราจร สภาวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย นายสุจิณ มั่งนิมิต ที่ปรึกษาศูนย์ปฏิบัติความปลอดภัยคมนาคม กระทรวงคมนาคม นายวิทยา จันทน์เสนะ ผู้อำนวยการกองบูรณาการความปลอดภัยทางถนน ผู้แทนกรมส่งเสริมการปกครองถิ่น กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท และกรมการขนส่งทางบก ร่วมประชุมหารือแนวทางการป้องกันแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุบริเวณทางม้าลาย
โดย พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ เปิดเผยว่า ได้นำ มติที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนแห่งชาติ (นปถ.) ซึ่งมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นประธาน เมื่อวันที่ 27 มกราคม มอบหมายให้ ตร.ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง และต่อเนื่อง โดยให้นำเทคโนโลยีมาสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ควบคู่กับการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้ผู้ใช้รถใช้ถนนมีความตระหนัก มีจิตสำนึก และมีความรับผิดชอบต่อสังคม ในที่ประชุมวันนี้ได้สั่งการให้สถานีตำรวจทั่วประเทศ ตรวจสอบทางม้าลายร่วมกับ จังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แขวงการทาง หรือหน่วยงานภาคเอกชนที่เป็นเจ้าของถนน เพื่อหาแนวทางปรับปรุงแก้ไขเส้นทางข้ามให้เหมาะสมเพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ ทั้งการทาสี ตีเส้น ทำแถบชะลอความเร็ว ทำป้ายเตือน ปรับทัศนวิสัย ติดตั้งไฟสัญญาณจราจรควบคุมทางข้าม การติดตั้งกล้อง CCTV และที่ประชุมวันนี้มีผลการหารือระหว่าง กทม.และบช.น. ได้สำรวจทางข้ามที่เป็นจุดเสี่ยงซึ่งจะต้องติดตั้งไฟสัญญาณจราจรควบคุมทางข้ามจำนวนกว่า 100 จุด ซึ่งขณะนี้ กทม.อยู่ระหว่างเสนองบประมาณจากสภากทม.
นอกจากนี้ ตำรวจจะร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ พิจารณากำหนดอัตราความเร็วในเขตชุมชนที่มีประชาชนหนาแน่น หรือบริเวณสถานศึกษาหรือโรงพยาบาลตั้งอยู่ รวมถึงความเร็วขั้นต่ำก่อนถึงทางม้าลาย จัดทำป้ายจำกัดความเร็ว ซึ่งในเขตชุมชนอาจจำกัดความเร็ว 30 – 40 กม./ชม. นอกเขตชุมชน จำกัดความเร็วไม่เกิน 60 กม./ชม. และจะบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดกับผู้ที่ฝ่าฝืน
พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ เปิดเผยต่อว่าแต่ละสถานีตำรวจจะจัดเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร และอาสาจราจรดูแลความปลอดภัยบริเวณทางม้าลาย โดยเฉพาะทางข้ามที่ไม่มีการติดตั้งไฟสัญญาณจราจรควบคุมในช่วงที่มีประชาชนเดินสัญจรไปมาจำนวนมาก และจะบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง กับผู้ที่ฝ่าฝืนกฎหมายเกี่ยวกับทางม้าลาย เช่น ไม่จอดให้คนข้าม ปรับไม่เกิน 1,000 บาท แซงบริเวณทางข้าม ปรับ 400- 1,000 บาท จอดรถในทางม้าลายปรับไม่เกิน 500 บาท รวมทั้งบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดข้อหาที่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ โดยเฉพาะ 10 ข้อหาหลัก เช่น ฝ่าไฟแดง ย้อนศร ขับรถเร็ว เมาแล้วขับ อย่างต่อเนื่อง
พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ เปิดเผยต่ออีกว่า สำหรับผู้พบการกระทำผิด รถไม่หยุดให้คนข้ามหรือรถฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจรที่ทางม้าลาย สามารถถ่ายคลิป แล้วส่งให้ตำรวจเพื่อดำเนินการตามกฎหมายได้ โดยให้ส่งมาที่ศูนย์บริหารงานจราจร ผ่านช่องทาง ศูนย์โซเชียลมีเดีย ศปก.ตร.https://www.facebook.com/SocialMediaRoyalThaiPolice/ หรือเพจอาสาตาจราจร มูลนิธิเมาไม่ขับ https://www.facebook.com/อาสาตาจราจร หรือเพจเฟซบุค จส.100 และ สวพ.91 คลิปที่ ตร. ได้รับ จะส่งต่อให้สถานีตำรวจพื้นที่ติดตามดำเนินคดีกับผู้ทำผิด รวมถึงส่งไปพิจารณาในโครงการอาสาตาจราจรประจำเดือน ซึ่งมีสิทธิได้รับเงินรางวัลสูงสุดเดือนละ 20,000 บาท ขอเชิญชวนให้ประชาชนร่วมกันเป็นอาสาตาจราจร เพื่อช่วยกันสร้างความตระหนักรู้ถึงผลที่อาจเกิดขึ้นจากการฝ่าฝืนกฎหมาย ความละอายต่อการทำผิด และสร้างวินัยการขับขี่ปลอดภัยให้เกิดขึ้นในสังคม

พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กล่าวภายหลังการประชุมว่า ตำรวจเตรียมออกข้อบังคับเจ้าพนักงานจราจร กำหนดชะลอความเร็วเหมาะสมก่อนถึงทางม้าลาย บางจุดอาจให้ใช้ 30 กม. ต่อชั่วโมงก่อนถึง ส่วนบริเวณทางม้าลายก่อนถึงหน้าโรงพยาบาลสถาบันโรคไตภูมิราชนครินทร์ ให้ชะลอความเร็วก่อนถึงในระยะ 50 เมตรไม่เกิน 40 กม. ต่อชั่วโมง ยกเว้นทางม้ายลายที่อยู่นอกเมือง ที่มองเห็นได้ในระยะไกล 100 เมตร ให้ใช้ความเร็ว 60 กม. ต่อชั่วโมงได้
ผู้สื่อข่าวถามว่าการสร้างทางม้าลายในพื้นที่ต่างๆ ใช้ปัจจัยอะไรมากำหนดว่าเหมาะสม พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กล่าวว่า เป็นการตัดสินใจร่วมกันของแต่ละจังหวัด และตามความประสงค์ของแต่ละจุด ซึ่งทางม้าลายหน้าสถาบันโรคไตฯ เมื่อปี 2558 โรงพยาบาลร้องขอมาที่ กทม. ว่ามีความจำเป็นที่ผู้ป่วยต้องใช้เดินสัญจรข้ามไปมา และมีการพิจารณาอนุญาตร่วมกันหลายหน่วย ในที่ประชุมวันนี้จึงมีมติยังไม่ยกเลิกทางม้าลายดังกล่าว เนื่องจากมีความจำเป็น แต่จะปรับปรุงให้มีความปลอดภัยสูงสุด และช่วงนี้อาจมีตำรวจไปกวดขันจับกุมผู้ฝ่าฝืนกฎหมาย
รอง ผบ.ตร. กล่าวอีกว่า ได้สั่งการให้ทุกพื้นที่สำรวจทางม้าลายที่มีการใช้งานน้อยมาก และเกิดความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ จนไม่สามารถป้องกันได้ บางจุดที่อยู่ใกล้สะพานลอย เพื่อนำมาพิจารณาปรับปรุงยกเลิกต่อไป
ด้านพล.ต.ท.โสภณ กล่าวว่า ในการประชุมวันนี้เพื่อแก้ไขปัญหาทางม้าลายหน้าโรงพยาบาลสถาบันโรคไตภูมิราชนครินทร์ ทาง กทม. ได้รับมอบหมายให้ติดตั้งสัญญาณไฟจราจรคนข้ามแบบกดปุ่ม จะใช้เวลาดำเนินการประมาณ 2 สัปดาห์ การติดตั้งกล้อง AI เพื่อตรวจจับผู้ฝ่าฝืนกฎหมายบริเวณทางข้ามดังกล่าว คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 30 วัน รวมไปถึงการทาพื้นสีแดง ขยายความกว้างของทางข้าให้เห็นได้ชัดเจน จะใช้เวลาช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ 29-30 มกราคม และวันจันทร์ที่ 31 มกราคม จะได้เห็นความเปลี่ยนแปลง จากการสำรวจพบว่า ใน กทม. มีทางม้าลาย จำนวน 3,280 แห่ง มีการติดตั้งไฟกระพริบ 1,277 แห่ง ติดตั้งไฟแบบกดปุ่ม 226 จุด และทาพื้นสีแดง 431 แห่ง ยังคงสภาพเดิมอีก 1,934 แห่ง ซึ่งกรุงเทพมหานครจะดำเนินการแก้ไขปัญหาในภาพรวม ขอจัดสรรงบประมาณ ติดตั้งไฟสัญญาณทางข้ามแบบกดปุ่ม 100 จุดเสี่ยงในกรุงเทพมหานครอย่างเร่งด่วน ส่วนจุดที่เหลือจะแก้ไขเบื้องต้นโดยการทาพื้นสีแดงอย่างทั่วถึง
ถามว่าจะมีการทำสะพานลอยคนข้ามบริเวณหน้าสถาบันโรคไตหรือไม่ พล.ต.ท.โสภณ กล่าวว่า กรุงเทพมหานคร คงศึกษาวิเคราะห์เชิงลึก ว่าจะทดแทนได้ดีกว่าหรือไม่ หากดีกว่าทาง กทม. พร้อมทำทันที ในชั้นนี้ยังไม่สามารถตอบได้ทันที ขอให้ทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องได้ร่วมพิจารณาก่อน

