ผมได้รับคำถามตรงไปตรงมาจากหลายๆ คนว่า เมืองไทยเราควรกลัวการระบาดของ “ไข้ซิกา” หรือ “ซิกาฟีเวอร์” ที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสซิกา ซึ่งกำลังกลายเป็นข่าวโด่งดังระดับโลกอยู่ในเวลานี้หรือไม่?
แต่ทุกครั้งที่ผมตอบง่ายๆ สั้นๆ ว่า ก็ควรเป็นกังวลอยู่ คำถามก็มีตามมาอีกเป็นกะตั้ก มีหลายๆ คำถามที่ให้แง่คิดน่าสนใจให้นำมาแลกเปลี่ยนกันอีกด้วย
จริงๆ “ไข้ซิกา” ไม่ใช่โรคอุบัติใหม่ ในเมืองไทยเราก็เคยพบ แต่ก็ไม่มีข้อมูลแสดงแน่ชัดว่ามีการระบาดเป็นวงกว้างอย่างไรหรือไม่
เหมือนอย่างที่ นายแพทย์อำนวย กาจีนะ อธิบดีกรมควบคุมโรค เคยพูดเรื่องนี้เอาไว้ว่า ตั้งแต่ปี 2555-2558 มีรายงานผู้ป่วย 2-5 ราย ทุกครั้งผู้ป่วยจะหายและยุติโรคได้ ไม่มีการแพร่ระบาด
นอกจากนั้น ในประกาศของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข ในสังกัดกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุขเองก็ระบุไว้ด้วยว่า เมื่อราวปี 2506 เคยมีการตรวจสอบพบแอนติบอดี ที่ทำลายเชื้อโรคชนิดนี้ได้ในคนไทย
ซึ่งหมายความว่า ไวรัสซิกา กับคนไทยมีความคุ้นเคยกันอยู่ ชนิดที่ร่างกายของคนเรามีการสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาทำลายเชื้อได้
ต่างกับคนในประเทศแถบอเมริกาใต้ อเมริกากลางและสหรัฐอเมริกา ในเวลานี้ ที่ไม่เคยพบพานและทำให้ร่างกายไม่มีภูมิต้านทานโรคอยู่เลยแม้แต่น้อย
แล้วทำไมถึงต้องเป็นกังวล หรือ ต้องกลัว?
โดยความเห็นส่วนตัวผมเชื่อว่า ประเทศเรายังคงต้องเฝ้าระวังโรคนี้อยู่อย่างเคร่งครัด ด้วยเหตุผลสองสามอย่างด้วยกัน
จริงอยู่ เราเคยพบไข้ซิกาในประเทศไทย แต่ประเด็นสำคัญอยู่ตรงที่ว่า เราไม่เคย “เกิดการระบาดใหญ่” ขึ้นในประเทศไทย การพบ กับการระบาดมีนัยแตกต่างกันอยู่ไม่น้อย ผลลัพธ์ก็แตกต่างกันอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว
ในช่วงของการระบาดในเวลานี้ มีการ “พบ” ผู้ป่วยไวรัสซิกาในไทย 2 ราย รายหนึ่งเป็นคนไทยที่เดินทางไปไต้หวันและถูกตรวจพบว่ามีเชื้อที่นั่น
อีกรายเพิ่งเป็นข่าวเมื่อเร็วๆ นี้ว่า พบเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ จนหายเป็นปกติเรียบร้อยดีแล้ว
สถานการณ์ไข้ซิกาในเมืองไทยจึงยังเป็นปกติดีอยู่ แต่จะแตกต่างกันออกไปมากหากพบว่าเกิดการ “ระบาดใหญ่” ขึ้นในประเทศ ด้วยกระแสข่าวที่กระพือโหมกันอยู่ทั่วโลกในเวลานี้ ไข้ซิกา สามารถส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวได้ไม่แพ้น้องๆ ซาร์ส หรือโรคอาการทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง ได้เลยทีเดียว
ยิ่งมีองค์การอนามัยโลก ประกาศให้โรคนี้เป็นภัยคุกคาม “ฉุกเฉิน” ทางสาธารณสุขในระดับโลกเหมือนที่เป็นอยู่ในเวลานี้ด้วยอีกต่างหาก
อีกประเด็นที่ยังเป็นที่ถกเถียงกันแม้แต่ในบรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบาดและนักไวรัสวิทยาในต่างประเทศ ก็คือ ไวรัสซิกา ที่แพร่ระบาดอยู่ในทวีปอเมริกาไปเกือบหมดทวีปทั้งเหนือ กลาง ใต้ ในเวลานี้นั้น เป็นเชื้อตัวเดียวกันกับที่เคยระบาดในเอเชียกับแอฟริกาหรือเปล่า?
ข้อเท็จจริงก็คือ ไวรัสซิกา นั้น พบในลิงตั้งแต่ปี 2490 โน่น (เป็นลิงในป่าซิกา ในยูกันดา อันเป็นที่มาของชื่อไวรัส) แล้วกว่าจะพบในคนเป็นครั้งแรกในประเทศไนจีเรียก็เป็นปี 2511 เนิ่นนานแล้วเหมือนกัน นับตั้งแต่บัดนั้นเรื่อยมาจนถึงเมื่อปีที่แล้ว ไวรัสซิกา ที่ก่อให้เกิดไข้ซิกา ถูกจัดให้เป็นโรคเขตร้อนธรรมดาๆ ที่สามารถหายได้เองไม่ต้องรักษาก็ได้ เพิ่งแตกตื่นกันตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมาที่นักวิทยาศาสตร์บราซิล โยงมันเข้ากับภาวะ “ไมโครเซฟาลี” หรือภาวะกะโหลกเล็กตั้งแต่แรกเกิด ที่อาจก่อให้เกิดภาวะพัฒนาการช้า เดินเหิน พูด มอง ลำบาก เรื่อยไปจนถึงเป็นอัมพาตและเสียชีวิต
ผู้เชี่ยวชาญไม่ได้กังขากับข้อมูลของทางบราซิล แต่คำถามของคนเหล่านั้นก็คือ ทำไมการเชื่อมโยงระหว่างซิกากับไมโครเซฟาลี ถึงไม่มีขึ้นก่อนหน้านี้? ผู้เชี่ยวชาญมีข้อสันนิษฐานที่ใช้อธิบายถึงความเป็นไปได้ในกรณีนี้อยู่ 2 ทางด้วยกัน
ทางหนึ่งนั้นอธิบายไว้ว่า เป็นไปได้ว่า การแพร่ระบาดก่อนหน้านี้ในแอฟริกา หรือในเอเชียก็ตาม ไม่ได้เกิดขึ้นในพื้นที่ที่มีการตั้งครรภ์สูง หรือไม่ก็ไม่ได้เกิดครอบคลุมพื้นที่กว้างขวางพอ จนไม่ทำให้สถิติการเกิดภาวะไมโครเซฟาลี เพิ่มจำนวนมากขึ้นจนน่าตกใจ เหมือนกับการเพิ่มขึ้นเกือบ 2,000 เปอร์เซ็นต์ในบราซิล
ข้อสันนิษฐานอีกทางหนึ่งก็คือ ซิกาไวรัส ก็เป็นเหมือนไวรัสร้ายกาจที่เรารู้จักมักคุ้นกันอีกหลายๆ ชนิด ตั้งแต่ไวรัสไข้หวัดนก เรื่อยไปจนถึง ไวรัสซาร์ส และ เมอร์ส
นั่นคือมันกลายพันธุ์ไม่หยุดหย่อน
ซิกาไวรัสที่กำลังระบาดรุนแรงอยู่ในเวลานี้ เป็นชนิดที่กลายพันธุ์แล้วรุนแรงขึ้น อันตรายมากขึ้นกว่าที่เคยพบกันในเอเชียและแอฟริกา
ด้วยความที่มันไม่เคยเป็นโรคที่น่ากลัว น่าวิตก ทั้งโลกเลยไม่มีองค์ความรู้ที่จะชี้ชัดเรื่องนี้ ยารักษาก็ไม่มี วัคซีนยิ่งไม่มีครับ
วัคซีนซิกา ถ้าเริ่มต้นทำวันนี้กว่าจะได้ใช้อย่างน้อยต้องใช้เวลาอีก 2 ปี แต่มีวี่แววว่าจะใช้เวลานานกว่านั้น
นี่ไงครับคือเหตุผลที่เมืองไทยควรกลัวและกังวลกับไวรัสร้ายกาจนี้

