กก.พัฒนาบริหารงานยุติธรรมเเนะ ปชช.เสียหายจากน้ำมันรั่วทะเลระยอง ฟ้องรัฐ-เอกชน

3.02.22 | 13:28 น.

กก.พัฒนาบริหารงานยุติธรรมเเนะ ปชช.ยื่นฟ้องหน่วยงานรัฐ-เอกชน ชี้ผลคดีสิ่งเเวดล้อมที่ผ่านมายังไม่เพียงพอกับความเสียหายจริง


เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ว่าที่พ.ต.สมบัติ วงศ์กำแหง กรรมการพัฒนาการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติให้ความเห็นทางกฎหมายเหตุการณ์น้ำมันรั่วไหลลงทะเลจังหวัดระยองวันว่า ระบบทุ่นรับน้ำมันกลางทะเลและท่อใต้ทะเลของบริษัทปิโตรเลียม ดำเนินการมาตั้ง แต่ปี 2538 ซึ่งจะหมดอายุการใช้งาน และต้องรื้อเปลี่ยนใหม่เกือบทั้งหมดภายในปี 2568 นั่นก็เท่ากับว่าผ่านการใช้งานมาแล้วกว่า 27 ปี จึงมีโอกาสที่ท่อและวาล์วน้ำมันใต้ทะเลจะแตกหรือรั่วได้ทุกขณะ ตลอดจนการปิดวาล์วต้องใช้เวลานานมาก ซึ่งหลักการคือต้องติดตั้งอุปกรณ์ควบคุมการเปิด-ปิดการจ่ายน้ำมันโดยใช้ระบบควบคุมสั่งการจากทุ่นลอยน้ำ

สำหรับการดำเนินการทางกฎหมายนั้น สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาระยอง ได้เข้าร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.มาบตาพุด เพื่อดำเนินคดีกับกรรมการผู้จัดการบริษัทฯ ในความผิดฐานเท ทิ้ง หรือทำด้วยประการใด ๆ ให้น้ำมัน ลงทะเล ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 14) มาตรา 119 ทวิ ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

เหตุการณ์ปัญหาเกี่ยวกับน้ำมันรั่วไหลลงทะเลไม่ใช่เหตุการณ์แรกในประเทศไทย ในแต่ละครั้งที่เกิดปัญหามักได้รับความเสียหายต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก คำถามคือ มาตรการต่างๆ ในการควบคุมและป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาน้ำมันรั่วไหลนี้มีเพียงพอแล้วหรือไม่ หากหน่วยงานที่รับผิดชอบเห็นว่ามีเพียงพอแล้ว คำถามถัดมาก็คือ ที่หน่วยงานที่รับผิดชอบและบริษัทปิโตเลียม เจ้าของระบบส่งน้ำมันใต้ทะเล ได้ตรวจตรา บำรุงรักษา อย่างเข้า และได้ใช้ความระมัดระวังให้เพียงพอที่จะไม่ก่อให้เกิดปัญหานี้อีกหรือไม่ ส่วนตัวเชื่อว่ามีมาตรการและระบบที่กำกับไว้แล้ว แต่การใส่ใจในการปฏิบัติหน้าที่ของแต่ละฝ่ายอาจเกิดความหละหลวม ละเลย ทั้งที่อายุการใช้งานของระบบและอุปกรณ์มีโอกาสที่จะแตกหรือรั่วไปไหลได้ทุกขณะ

Advertisement

ว่าที่พ.ต.สมบัติกล่าวต่อไปว่า ประชาชนที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์นี้ จึงมีสิทธิที่ได้รับการชดใช้ความเสียหายจากทั้งหน่วยงานที่รับผิดชอบ คือกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ บริษัทเจ้าของระบบ ที่ก่อให้เกิดความเสียหายได้ โดยจะเป็นเรียกร้องในทางแพ่ง ซึ่งหากเป็นการเรียกร้องจากหน่วยงานของรัฐ จะต้องนำคดีไปฟ้องยังศาลปกครอง ส่วนบริษัทเอกชนคงต้องนำคดีนี้ไปยื่นฟ้องยังศาลจังหวัดระยอง

การฟ้องเป็นคดีแพ่งนี้ภาระการพิสูจน์ในคดีจะตกแก่โจทก์ ที่จะต้องนำสืบถึงพฤติการณ์ที่ผู้ทำละเมิดมีความประมาทเลินเล่ออย่างไร และความเสียหายเป็นเท่าใด ซึ่งเป็นคดีที่มีความยุ่งยากเป็นพิเศษ จำเป็นที่จะต้องใช้ทนายความที่มีความเชี่ยวชาญในคดีสิ่งแวดล้อม เพื่อฟ้องร้องดำเนินคดีให้ ในเบื้องต้นประชาชนผู้ได้รับผลกระทบและความเสียหายจากเหตุการณ์ดังกล่าว ต้องยื่นเรียกร้องต่อหน่วยงานของรัฐ และบริษัทเอกชนให้ชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมด ให้ชดใช้ความเสียหาย หากไม่ได้รับการชดใช้หรือไม่เพียงพอต่อความเสียหาย ก็อาจรวมตัวกันเพื่อยื่นฟ้องต่อศาลต่อไป สำหรับคดีอาญาคงต้องให้เป็นเรื่องของพนักงานสอบสวนและอัยการเป็นผู้รับผิดในการดำเนินการ

ผู้สื่อข่าวถามว่าคดีการฟ้องเกี่ยวกับความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมที่ผ่านมาผลคดีมีความเหมาะสมหรือไม่ ว่าที่พ.ต.สมบัติกล่าวว่า อย่างไรก็ตาม จากตัวอย่างคดีสิ่งแวดล้อมที่ผ่านมาในอดีต การกำหนดค่าเสียหายแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบ ปรากฏว่ายังไม่เพียงพอกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ระยะเวลาในการต่อสู้คดีต้องใช้เวลานานมาก โดยส่วนตัวเห็นว่า หากมีการกำหนดค่าเสียหายในลักษณะที่เป็นการลงโทษแก่บริษัทที่เป็นต้นเหตุที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งเวดล้อม จะทำให้ประชาชนได้รับการชดใช้ในจำนวนที่มากขึ้น และจะเป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังผู้ประกอบกิจการต่างๆ ว่า ต้องเพิ่มมาตรฐาน มาตรการ และวินัย ในการใช้ความระมัดระวังมิให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อีกทางหนึ่งด้วย