อ้างชื่อ “พล.ต.ท.ต่อศักดิ์” กรรโชกทรัพย์เหยื่อค่าจำนำรถ

7.02.22 | 17:10 น.

เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ สุวิมล ผู้ช่วยผบ.ตร. ประสานพล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก.สั่งการให้ พล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ ผบก.ปคม. พ.ต.อ.ทนงศักดิ์ ปันไชย ผกก.1 บก.ปคม และตำรวจ กก.1 บก.ปคม นำกำลังจับกุม นายสราวุฒิ กีรติกรภัทร อายุ 41 ปี อยู่บ้านเลขที่ 80/88 ซ.อ่อนนุช 17 แยก 16 แขวงและเขตสวนหลวง กทม.ในฐานความผิดกรรโชกทรัพย์ โดยจับกุมได้บริเวณร้านกาแฟศูนย์การค้าแห่งหนึ่งย่านสุขุมวิท


พล.ต.ท.ต่อศักดิ์  กล่าวว่าสืบเนื่องจากรับการร้องเรียนว่ามีบุคคลแอบอ้างว่ารู้จักกับ ตนไปกรรโชกทรัพย์ผู้เสียหายในหลายพื้นที่ เหตุเกิดช่วงปี 2562 โดยมีการแจ้งความร้องทุกข์กับทางพนักงานสอบสวน สน.พระโขนง ซึ่งกรณีดังกล่าวทางผู้เสียหายร้องทุกข์ว่ารู้จักกับนายสราวุฒิ อ้างตัวว่ารู้จักเป็นน้อง พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ และภายหลังผู้เสียหายขาดสภาพคล่องทางการเงินจึงนำรถยนต์มาจำนำไว้กับทางกลุ่มผู้ต้องหา 80,000 บาทโดยนำรถมาวางเป็นประกัน

ต่อมาผู้เสียหายไม่สามารถหาเงินมาไทยถอนได้ตามกำหนดผู้ต้องหาจึงขายรถคันดังกล่าวให้กับผู้อื่น ภายหลังมีการติดตามรถคันดังกล่าวกลับคืนมาได้ แต่นายสราวุฒิ ไม่ยอมอ้างว่าต้องนำเงิน 200,000 บาท ไปให้กับผู้ครอบครองรถจึงติดตามทวงหนี้กับผู้เสียหายให้แจ้งชำระเงินจำนวนดังกล่าวแต่ทางผู้เสียหายแจ้งว่าชำระเป็นเงิน 80,000 บาท แต่ทางผู้ต้องหาไม่ยอมจึงตกลงกันไม่ได้ พร้อมพูดจาข่มขู่ว่าจะทำร้ายร่างกาย อีกทั้งระบุว่ามีทีมอุ้มชื่อบังหมัดคลองตันเป็นลูกน้อง

นอกจากนี้ทางผู้ต้องหาส่งตัวอย่างภาพข่าวที่มีการอุ้มโดยทีมงานของบังหมัดมาให้ผู้เสียหายเพื่อให้เกิดความเกรงกลัว ผู้เสียหายจึงยอมโอนเงิน 25,000 บาท ให้กับผู้ต้องหาและนัดส่งมอบเงินอีก 50,000 บาท โดยนัดหมายกันที่ร้านกาแฟ ภายในศูนย์ เมื่อถึงเวลานัดหมายนายสราวุฒิ มาตามนัดก่อนที่ทางผู้เสียหายจะส่งมอบเงินให้ ทางเจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวเข้าจับกุม เมื่อผู้ต้องหาเห็นทางเจ้าหน้าที่ก็มีท่าทีที่ตกใจพร้อมกับพูดว่ามาจับกุมด้วยเหตุอะไร จากนั้นนำตัวไปค้นรถยนต์ที่อาคารจอดรถในห้างดังกล่าว ก่อนนำตัวไปสอบปากคำที่ บก.ปคม.ต่อไป

Advertisement

ด้าน นายเจตนิพัทธ์ ธรรมมะ อายุ 41 ปี ผู้เสียหาย กล่าวว่ารู้จักกับผู้ต้องหาเมื่อปี 2563 โดยมีคนแนะนำให้ว่าบุคคลดังกล่าวรู้จักกับผู้ใหญ่ ที่ดูแลเรื่องกฎหมายและรูปคดีให้ได้ส่วนธุรกรรมที่ทำร่วมกันผู้ต้องหาเกี่ยวข้องกับรถยนต์และธุรกิจสีเทาผู้ต้องหาระบุว่าจะเคลียร์ให้ตนได้ โดยผู้ต้องหามีการอ้างถึงผู้ใหญ่มีตำแหน่งที่สูง ทำให้ตนเกิดความเชื่อใจซึ่งการจ่ายเงินนั้นจ่ายให้มาตลอดตั้งแต่ปี 2563 จนรู้สึกว่าช่วงหลังให้ไม่ไหวแล้วเพราะเริ่มก้าวก่ายเข้ามาเรื่องส่วนตัวและเรื่องครอบครัว รวมถึงมีการเช็คโทรศัพท์ด้วยโดยการข่มขู่เริ่มหนักขึ้นเมื่อช่วงปลายปี 2564 ถึง ต้นปี 2565 โดยข่มขู่ว่ารู้จักผู้ใหญ่เช่นเดิมมีทีมงานที่สามารถอุ้มไปได้และมีการส่งตัวอย่างข่าวที่มีการอุ้มโดยทีมงานของบังหมัดส่งรูปภาพและรถของบังหมัดมาให้ดู
ผู้สื่อข่าวถามว่า มั่นใจได้อย่างไรว่าผู้ต้องหาไม่มีความเกี่ยวข้องกับ พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ นายเจตนิพัทธ์ กล่าวว่า มีผู้ใหญ่ตรวจสอบให้ว่าผู้ต้องหา ไม่ใช่คนที่รู้จัก พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ จริงจึงไปแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน สน.พระโขนง เพื่อให้จับกุมดำเนินคดีทางกฎหมาย จนจับกุมได้ สำหรับตัวเลขที่ถูกกรรโชกไปว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งสิ้นกว่า 10 ล้านบาท โดยมีทั้งเงินและรถยนต์

ด้าน พล.ต.ต.วิวัฒน์ เปิดเผยว่าตรวจสอบเบื้องต้นข้อความหลายข้อความในแอพพลิเคชั่นไลน์ของผู้ต้องหายืนยันได้ว่ามีการแอบอ้างจริงนอกจากนี้ตรวจสอบประวัติอาชญากรพบว่า ปี 2562 ผู้ต้องหามีคดีฉ้อโกง 2 คดี ที่ สภ.สัตหีบ ในเรื่องการออกเช็ค และ สภ.บางละมุง ข้อหาฉ้อโกงปลอมแปลงเป็นบุคคลอื่น และร่วมกันฉ้อโกง เบื้องต้นจะทำบันทึกการจับกุมความผิดซึ่งหน้าในเรื่องกรรโชกทรัพย์ ส่ง สน.พระโขนง ซึ่งเป็นพื้นที่เกิดเหตุ ในส่วนผู้ต้องหานั้นมีการแอบอ้างผู้มีอิทธิพลหลายฝ่าย จึงโทรศัพท์ไปสอบถาม พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ แล้วและสอบถามผู้ต้องหาได้ขอโทษและบอกว่าคำพูดอาจผิดเพี้ยนไป ทำให้เกิดความเสียหาย ส่วน พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ ได้ให้ดำเนินการตามกฎหมายหากมีการแอบอ้างจริง

พล.ต.ต.วิวัฒน์ กล่าวอีกว่า ขอฝากว่าในยุคออนไลน์ มีการฉ้อโกงหรือแอบอ้างที่รุนแรงมากขึ้น ขอให้ทุกคนตระหนักว่าอย่าหลงเชื่อคำกล่าวอ้าง โดยเฉพาะการทำธุรกิจผิดกฎหมาย เช่น เว็บพนันออนไลน์ คนร้ายมักใช้ช่องทางดังกล่าวในการหาผลประโยชน์ ซึ่งกรณีนี้ อาจมีเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายนายเข้าใจว่าผู้ต้องหาเป็นน้องชาย พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ ทั้งที่ไม่เป็นความจริง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าทั้งนี้ผู้ต้องหาแอบอ้างในหลายกรณีโดยแอบอ้างกับผู้เสียหายว่าสนิทกับนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ และขอเงินอ้างว่าเป็นค่าของขวัญวันเกิดของพล.ต.ท.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ด้วย