วช.-สวทช.ส่ง เครื่องเอกซเรย์ปอด ช่วยผู้ป่วยโควิด-รพ.

10.02.22 | 13:48 น.

วช.-สวทช.ส่ง เครื่องเอกซเรย์ปอดž ช่วยผู้ป่วยโควิด-รพ.

ในช่วงการระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ที่ผ่านมา ส่งผลกระทบอย่างมากต่อประชาชนทุกคน ตั้งแต่ผู้ค้าที่ต้องสูญเสียรายได้เนื่องจากการปิดร้าน พนักงานบริษัทที่มีคำสั่งให้ทำงานจากที่บ้าน (Work From Home) เด็กนักเรียนที่ไม่สามารถไปเรียนหนังสือกับเพื่อนๆ ได้ หรือบุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้าที่ต้องเฝ้ารอรับมือกับผู้ติดเชื้อโดยตรง


เรียกได้ว่า เป็นวิกฤตที่ทำให้คนทั้งประเทศต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต เพื่อช่วยให้ผ่านพ้นช่วงเวลานี้ไปได้ นอกจากการสวมหน้ากาก ล้างมือ และเว้นระยะห่างแล้ว

หนึ่งในจุดสำคัญของการควบคุมเชื้อไวรัสโควิด-19 คือการ คัดกรองโรคŽ

แต่หลายคนอาจไม่รู้ว่า นอกจากวิธีการตรวจโดยเก็บสารคัดหลั่งจากโพรงจมูก สามารถใช้วิธีเอกซเรย์ทรวงอกเพื่อวินิจฉัยผู้ป่วยโควิด-19 ว่ามีภาวะ เชื้อลงปอดŽ หรือไม่ ซึ่งวิธีนี้จะทำให้เห็นถึงความผิดปกติของปอด ตั้งแต่เป็นผู้ป่วยสีเขียวที่ไม่ค่อยมีอาการ ไปจนถึงผู้ป่วยสีแดงที่เข้าขั้นวิกฤต ทำให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาที่ตรงกับสภาวะปอดได้ทันเวลาและลดภาวะแทรกซ้อนที่อาจทำให้เสียชีวิตได้

Advertisement

การเอกซเรย์ภาพปอดแบบสองมิติ โดยทั่วไปจะมีเครื่องสองประเภทที่มีการใช้งานอยู่ในปัจจุบันคือ แบบ DR (Digital Radiography) และแบบ CR (Computed Radiography) ซึ่งเครื่องเอกซเรย์แบบ CR ถูกพัฒนามาก่อนและค่อยมาเป็นเครื่องเอกซเรย์แบบ DR

ในประเทศไทย โรงพยาบาลหลายแห่งยังใช้เป็นเครื่องแบบ CR ที่มีข้อจำกัดเรื่องระยะเวลาและขั้นตอนในการแปลงภาพฟิล์มเป็นดิจิทัลที่ใช้เวลาหลายชั่วโมง และถ่ายได้ทีละภาพเดียวเท่านั้น เกิดความล่าช้าเมื่อมีความจำเป็นต้องตรวจผู้ป่วยโควิดแบบเร่งด่วน อีกทั้งกระบวนการดังกล่าวยังทำให้เกิดความเสี่ยงในการติดเชื้อของบุคลากรทางการแพทย์เมื่อต้องสัมผัสกับตลับบันทึกภาพ หรือ Casette โดยตรงในห้องปิด

ในขณะที่เครื่อง DR ที่ถูกพัฒนามาเพื่อตอบโจทย์ปัญหาของเครื่อง CR ทำให้ไม่ต้องล้างฟิล์ม หรือค้นหาฟิล์มแบบวิธีเดิม สามารถถ่ายภาพที่มีความชัดเจนแม่นยำสะดวกต่อการวินิจฉัยได้อย่างต่อเนื่องและเชื่อมต่อกับระบบข้อมูลในโรงพยาบาลได้ทันที รวมถึงมีรีโมตควบคุมการทำงานของเครื่อง ลดการสัมผัสระหว่างผู้ติดเชื้อและบุคลากรทางการแพทย์ ทำให้ภาพที่ออกมามีความชัดเจน แม่นยำ สะดวกต่อการวินิจฉัย

ซึ่งความเป็นจริงเทคโนโลยีที่ใช้ในเครื่อง DR มีการใช้อย่างแพร่หลายแล้วในต่างประเทศ เป็นที่น่าเสียดายว่าด้วยปัจจัยต่างๆ ด้านการเงินทำให้โรงพยาบาลหลายแห่งในประเทศไทยยังคงต้องใช้เครื่องเอกซเรย์แบบเดิม

ศาสตราจารย์ ดร.ไพรัช ธัชยพงษ์ ผู้อำนวยการโครงการ และนำทีมวิจัยโดย ดร.เสาวภาคย์ ธงวิจิตรมณี หัวหน้าทีมวิจัยระบบสร้างภาพทางการแพทย์และคณะ ศูนย์วิจัยเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกและเครื่องมือแพทย์ (A-MED) สวทช.เล็งเห็นถึงช่องว่างในสังคมที่เกิดจากการขาดแคลนและเข้าไม่ถึงของอุปกรณ์ทางการแพทย์

จึงใช้เวลาพัฒนาหลายปีกว่าจะมาเป็นเครื่องเอกซเรย์สองมิติ ภายใต้ชื่อ บอดีเรย์ เอส (BodiiRay S) หรือเครื่องเอกซเรย์ดิจิทัลสำหรับถ่ายทรวงอก และเครื่องบอดีเรย์ อาร์ (BodiiRay R) หรือชุดแปลงภาพเอกซเรย์เป็นดิจิทัล ที่มีความโดดเด่นด้วยความคมชัดใช้งานง่าย และเหมาะกับสถานการณ์ เพื่อหวังปิดช่องว่างแห่งความเหลื่อมล้ำนั้นให้แคบลง พัฒนาโดยคนไทย ผลิตในประเทศไทย เพื่อให้คนไทยได้ใช้

ปัจจุบันเครื่องบอดีเรย์ เอส ได้ถูกนำไปติดตั้งแล้วที่โรงพยาบาลและโรงพยาบาลสนามเกือบ 20 แห่ง และเครื่องบอดีเรย์ อาร์ ได้ติดตั้งแล้ว 8 โรงพยาบาล ใน 12 จังหวัดเหล่านี้ จังหวัดตาก จังหวัดน่าน จังหวัดเชียงราย จังหวัดสงขลา จังหวัดตรัง จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดชลบุรี จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดสมุทรสาคร จังหวัดปทุมธานี และกรุงเทพฯ

โดยเฉพาะในช่วงปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้ให้ทุนสนับสนุนการผลิตเครื่องบอดีเรย์ เอส จำนวน 3 เครื่อง และเครื่องบอดีเรย์ อาร์ จำนวน 3 เครื่อง ส่งมอบให้กับโรงพยาบาลที่มีความจำเป็นและขาดแคลนอุปกรณ์

หนึ่งในผู้ใช้งานด่านหน้า พญ.จริยา ถิระศักดิ์ หัวหน้ารังสีแพทย์ โรงพยาบาลบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร ก็ได้เล่าถึงประสบการณ์การใช้เครื่องเอกซเรย์สองมิติบอดีเรย์ เอส ในโรงพยาบาลสนาม

ภาพที่ส่งมาจากโรงพยาบาลสนามคมชัดมาก ช่วยให้คุณหมออ่านฟิล์มและวินิจฉัยโรคได้เป็นอย่างดีŽ

ในส่วนของ นายมงคล ไชยพุฒ นักรังสีเทคนิค โรงพยาบาลบ้านแพ้ว กล่าวถึงการใช้งานเครื่องเอกซเรย์สองมิติทั้งสองรุ่น ว่าสามารถ ใช้งานได้ง่าย ไม่ซับซ้อน หรือยุ่งยากŽ โดยเฉพาะเครื่องบอดีเรย์ เอส ที่ มีขนาดกะทัดรัด แถมมีรีโมตคอนโทรลที่เชื่อมระหว่างตัว Bucky Stand (ที่ตั้งฉากรับรังสี) กับ X-Ray Tube (ที่ตั้งหลอดเอกซเรย์) ทำให้สามารถเคลื่อนที่ขึ้นลงได้พร้อมกัน นักรังสีเทคนิคจึงไม่ต้องไปสัมผัสกับคนไข้ที่ติดเชื้อโควิด-19Ž

การพัฒนาอุปกรณ์ทางการแพทย์ให้เข้าถึงประชากรได้อย่างแพร่หลายจะเสริมสร้างเครือข่ายการรักษาและเทคโนโลยีการแพทย์ของไทยให้มีความแข็งแรงและมั่นคงพร้อมรับมือทุกอุปสรรค โดยไม่ต้องพึ่งพาการนำเข้าเครื่องมืออุปกรณ์จากต่างประเทศ ซึ่งทำให้เม็ดเงินในประเทศมูลค่ามหาศาลต้องไหลออก

สุดท้ายแล้ว การพัฒนาระบบสาธารณสุขก็จะส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนชาวไทย ไม่ว่าจะอาศัยอยู่ที่ไหน ทำอาชีพอะไร หรือมีรายได้เท่าไหร่ คุณก็สามารถพึ่งพาและเข้าถึงการรักษาที่เท่าเทียมและมีคุณภาพได้