กลุ่มปกป้องสถาบันฯร้อง สน.ปทุมวัน เอาผิดผู้บงการหลอกลวงเยาวชน

14.02.22 | 17:48 น.

เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 14 กุมภาพันธ์ ที่ สน.ปทุมวัน กลุ่มศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) นำโดย ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์, นายอานนท์ กลิ่นแก้ว และ น.ส.วริษนันท์ ศรีบวรธนกิตติ์ พร้อมพวก เข้าพบ พ.ต.ท.เจริญสิทธิ์ จงอิทธิ รอง ผกก.(สอบสวน) สน.ปทุมวัน เพื่อให้ดำเนินคดีกับกลุ่มผู้อยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหวทางการเมือง ที่ฝ่าฝืนคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และหมิ่นสถาบันฯ


ผศ.ดร.อานนท์อ่านแถลงการณ์โดยระบุว่า เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2564 ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยโดยลงมติ 8 ใน 9 ว่ามีขบวนการเคลื่อนไหวเครือข่ายที่เป็นการล้มล้างการเมืองการปกครอง และศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ให้หยุดการกระทำดังกล่าวในทันที ขบวนการดังกล่าวและเครือข่ายก็ยังคงมีความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งล่าสุดมีกลุ่มทะลุวังและเพจมังกรปฏิวัติที่ออกมาลบหลู่ดูหมิ่นสถาบันฯ แม้เวลาล่วงเลยมากว่าสามเดือนนับแต่วันที่มีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ แต่กลับไม่มีการดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1, 13 และมาตรา 116 อันเป็นคดีกบฏล้มล้างการปกครอง จึงขอแจ้งเบาะแสการกระทำผิดในคดีกบฏล้มล้างการปกครองแผ่นดินดังกล่าวให้ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เร่งดำเนินคดีเพื่อให้บ้านเมืองกลับสู่ความสงบเรียบร้อย และติดตามผลการดำเนินการของ ตร.ในอีกหนึ่งเดือนนับจากวันนี้เป็นต้นไป และหวังจะได้เห็นความคืบหน้าในการดำเนินคดีอย่างชัดเจนและรวดเร็ว

นายอานนท์กล่าวว่า หลังจากที่แจ้งความกับผู้ต้องหาตามมาตรา 112 มาเป็นเวลาปีกว่า 50 กว่าคดี ผู้ต้องหาส่วนมากนั้นอายุไม่เกิน 25 ปี ซึ่งรุ่นราวคราวเดียวกับลูกของตน ทุกครั้งที่แจ้งความก็ถอดถอนหายใจว่าทำไมเด็กถึงเป็นแบบนี้กันหมด แต่ก็ต้องแจ้งความเพื่อดำรงไว้ซึ่งมาตรา 1112 วันนี้ ศปปส.จึงอยากให้คนที่หลงผิดกลับตัวกลับใจและหันมาให้เบาะแสว่าใครเป็นตัวบงการ ใครเป็นท่อน้ำเลี้ยง

Advertisement

ด้าน น.ส.วริษนันท์กล่าวว่า รู้สึกเสียใจที่ประชาชนตกเป็นเหยื่อกลุ่มที่ให้ร้าย พวกตนมองเด็กเหล่านี้เหมือนลูกหลาน ซึ่งเด็กกลุ่มนี้ถือว่ามีความกล้า แต่น่าเสียดายที่ได้รับข้อมูลที่บิดเบือนและกระทำสิ่งที่ไม่ควร อยากให้หยุดและหันกลับมารักตนเอง ทำหน้าที่ที่ควรทำ และหันกลับไปหาข้อมูลที่ไว้ใจได้ที่สุด ซึ่งก็คือพ่อแม่ ทั้งนี้ เชื่อว่าอาจารย์ในมหาวิทยาลัยยังมีคนที่ให้ข้อมูลที่ถูกต้อง หากใครมีเบาะแสว่าใครคือตัวบงการ ใครคือท่อน้ำเลี้ยงให้ออกมาบอกทางการ พวกตนไม่อยากให้เยาวชนถูกเอาผิด อยากให้ถูกกันออกมาเป็นพยาน ขอให้พูดด้วยข้อเท็จจริง

ผู้สื่อข่าวถามถึงความมั่นใจในข้อมูลหลักฐานว่ามัดตัวผู้บงการได้ ผศ.ดร.อานนท์กล่าวว่า เห็นสำนวนฟ้องศาลรัฐธรรมนูญของนายณฐพร โตประยูร ซึ่งเป็นข้อมูลที่มาจากทางราชการ หน่วยงานด้านการข่าวความมั่นคง ซึ่งข้อมูลเหล่านี้มีรายชื่อผู้ที่อยู่ในเครือข่าย ทั้งนักวิชาการ นักการเมือง และนายทุน ซึ่งพอเพียงที่จะดำเนินคดีมาตรา 113 และ 116 โดยอาศัยสำนวนฟ้องเดิม เท่าที่ทราบ ฝ่ายความมั่นคงก็ติดตามความเคลื่อนไหวสถานที่เกิดเหตุเหล่านั้นและทำบันทึกไว้หมด หากทำสำนวนให้ดีก็สามารถระบุตัวการได้ รวมถึงหากเยาวชนที่ตกเป็นเหยื่อทางการเมืองกลับมาให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจก็จะเป็นประโยชน์กับรูปคดี

ผศ.ดร.อานนท์กล่าวอีกว่า ส่วนตัวคนหนึ่งที่สงสารคือ น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือรุ้ง เมื่อครั้งที่อ่านประกาศเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันฯที่ลานพญานาค มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เมื่อเดือนสิงหาคม 2563 แม้รุ้งจะมีท่าทีแข็งกร้าว แต่ลึกๆ แล้วไม่เข้าใจในสิ่งที่ตนเองอ่าน เมื่อให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวแห่งหนึ่งว่า ที่ขึ้นไปอ่านไม่ได้เขียนเองหรือเข้าใจใดๆ ทั้งสิ้น แต่มีนักวิชาการเขียนมาให้ ตนจึงทราบว่าตัวบงการคือนักวิชาการคนดังกล่าว จึงอยากทำหน้าที่ของคนที่เป็นครู ช่วยเหลือเด็กหลงทาง และเด็กที่ตกเป็นเหยื่อออกมาจากคนที่บังคับขู่เข็ญ อยากให้ตำรวจดำเนินคดีกับตัวบงการ และกันเด็กออกมาเป็นพยาน เพราะตัวบงการยังไปหลอกเด็กให้มาทำผิด โดยที่ไม่โดนดำเนินคดีอะไรเลย ซี่งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไม่มีบทลงโทษ จึงไม่ทำให้คนที่กระทำความผิดเข็ดหลาบ โดยเฉพาะการหลอกใช้เด็ก อยากให้สื่อมวลชนนำเสนอว่าเด็กตกเป็นเหยื่อและต้องดำเนินคดีกับผู้บงการ เพื่อให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย

ผู้สื่อข่าวถามถึงเยาวชนที่มีการศึกษาแต่ยังถูกล่อลวง ผศ.ดร.อานนท์กล่าวว่า เมื่อจบมหาวิทยาลัยมาใหม่ๆ ก็มักจะร้อนวิชา บางครั้งเรียนมาเยอะก็ฉลาดแต่ขาดความเฉลียว รวมถึงความอหังการในตัวและต้องการเปลี่ยนแปลง คนที่ฉลาดกว่าก็มักใช้สิ่งนั้นมาใช้งานเด็ก ทั้งนี้ การจับตัวการใหญ่ได้โดยละเว้นปลาซิวปลาสร้อยก็ย่อมเป็นประโยชน์และอาจช่วยในการเปลี่ยนใจคนได้