เจ้าของร้านบุตรดาบาร์ เดินหน้าเอาผิดคนชกหน้า หลังไม่ยอมปริปาก ให้การไม่ตรงวงจรปิด

16.02.22 | 17:12 น.

เจ้าของร้านบุตรดาบาร์ เดินหน้าดำเนินคดีคู่กรณีชกหน้า หลังไม่ยอมปริปากบอกผู้จ้างวาน ซ้ำให้การไม่ตรงหลักฐานกล้องวงจรปิด


จากกรณีนายณัฐวร สระทองคำ หรือ เปาว์ อายุ 48 ปี เจ้าของร้านบุตรดาบาร์ (BUD ดา BAR) ย่านลาดพร้าว กรุงเทพฯ ถูกคนร้ายบุกเข้ามาชกที่ใบหน้า ภายหลังปิดร้าน จากนั้นคนร้ายได้วิ่งออกมานอกร้าน ซึ่งมีเพื่อน 2-3 คน ยืนรออยู่ มีการท้าทายและโยนเก้าอี้ใส่พนักงานของร้าน ก่อนที่ทั้งหมดจะขึ้นรถมาสด้า 3 สีแดง หลบหนีไป เหตุเกิดเมื่อคืนวันที่ 24 มกราคม 2565 ที่ผ่านมา ตามที่มีการนำเสนอข่าวไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าเมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 16 กุมภาพันธ์ ที่ สน.สุทธิสาร เจ้าของร้านบุตรดาบาร์ เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.
สุธิศักดิ์ พิริยะภิญโญ ผกก.สน.สุทธิสาร หลังผู้ก่อเหตุมีการประสานผ่านทางผู้ใหญ่เพื่อขอเข้าเจรจา โดยการพูดคุยเจรจาใช้เวลานานกว่า 2 ชั่วโมงก่อนที่ทางผู้ก่อเหตุจะเดินออกจาก ห้องประชุมและกลับออกจากสน.โดยไม่มีการให้ข้อมูลกับสื่อมวลชนที่เฝ้ารออยู่ที่บริเวณหน้าห้อง

ด้านนายณัฐวร เปิดเผยหลังการเจรจาว่า การพูดคุยในวันนี้ ตนยืนยันว่าหากผู้ก่อเหตุยอมรับสารภาพว่าใครเป็นผู้สั่งการให้มาก่อเหตุก็พร้อมจะไม่แจ้งความและยุติทุกอย่างทางคดี เพราะไม่อยากมีปัญหาแต่ที่ต้องการทราบเนื่องจากจะได้ให้ผู้สั่งการรู้ว่าตนเองรับรู้แล้วว่าเป็นใครจะได้ไม่มีการกลับมาก่อเหตุซ้ำเพราะตนเองต้องทำมาหากินประกอบธุรกิจร้านอาหารและทางครอบครัวมีความวิตกกังวล แต่จากการพูดคุยผู้ก่อเหตุยังคงอ้างว่าในวันเกิดเหตุอยู่ในอาการมึนเมาส่วนที่ก่อเหตุลงมือต่อยตนเอง เนื่องจากเข้าใจผิดว่าเป็นแฟนเก่าของแฟนสาวที่โกรธแค้นกันอยู่ และในวันก่อเหตุได้มีการติดต่อพี่ชายให้เดินทางมารับไม่ได้มีการยกพวกมาจะทำร้ายหรือหาเรื่อง ทางตำรวจจึงมีการติดต่อทางโทรศัพท์ไปถึงพี่ชายของผู้ก่อเหตุที่มีการอ้างชื่อถึงซึ่งทางพี่ชายของผู้ก่อเหตุได้ให้ข้อมูลกับตำรวจว่าในวันเกิดเหตุได้รับการติดต่อจากผู้ก่อเหตุให้ไปรับ เนื่องจากมีการดื่มสุราจนมึนเมาพี่ชายจึงเดินทางไปรับด้วยการนั่งรถแท็กซี่มาลงที่หน้าปากซอยและเดินเท้าเข้ามาที่ร้านเพื่อมารอรับน้องชาย แต่จากวงจรปิดทั้งหมดที่ตนได้รวบรวมไว้และให้ทาง ผกก.สน.สุทธิสาร ดู กลับไม่ตรงกับคำให้การของพี่ชายรวมถึงผู้ก่อเหตุ เพราะในวงจรปิดสามารถบันทึกภาพได้ว่าพี่ชายเดินทางมากับผู้ก่อเหตุ และมาเฝ้ารออยู่ภายในร้าน ก่อนจะมีการก่อเหตุและออกไปรวมตัวขว้างปาเก้าอี้อยู่ที่บริเวณหน้าร้าน ซึ่งจำนวนของผู้ก่อเหตุมีมากกว่าสองราย แต่พี่ชายอ้างว่าเดินทางไปรวมกันแค่สองรายซึ่งถือว่าขัดแย้งกับภาพที่ปรากฏอยู่ในกล้องวงจรปิดรอบจุดเกิดเหตุ และเป็นกล้องวงจรปิดที่ไม่ได้มีการนำเสนอผ่านสื่อในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา จึงคาดว่าผู้ก่อเหตุน่าจะไม่ได้เตรียมตัวเพราะไม่เห็นหลักฐานชุดนี้

Advertisement

นายณัฐวร กล่าวต่อว่า เมื่อมีการสอบถามว่าเหตุใดข้อมูลที่ให้มาจึงไม่ตรงกับภาพที่อยู่ในวงจรปิดทั้งสองไม่สามารถตอบได้ ในขั้นตอนต่อจากนี้ทราบว่าจะมีการเรียกตัวพี่ชายที่ขณะนี้ยังคงอยู่ที่ต่างจังหวัดให้เข้ามาให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนเจ้าของคดี เนื่องจากทางผกก.สน.สุทธิสาร มองว่าการให้ข้อมูลกับทางตำรวจของผู้ก่อเหตุไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่หลักฐานจากกล้องวงจรปิด จากการตรวจสอบพบว่าน่าจะเข้าข่ายความผิด 3 ข้อหา คือ ร่วมกันทำร้ายร่างกาย , ร่วมกันบุกรุกเคหะสถานยามวิกาล, และความผิดเกี่ยวกับการพกพาอาวุธมีด ส่วนจะมีข้อหาอื่นเพิ่มเติมอีกหรือไม่เบื้องต้นทางตำรวจอยู่ระหว่างการพิจารณา

“ผมยืนยันว่าในวันนี้จุดประสงค์ต้องการเข้ามาเคลียร์เพื่อยุติปัญหาแต่ในเมื่อทางคู่กรณีไม่ยอมพูดความจริงก็จะเดินหน้าทำตามขั้นตอนทางกฎหมาย ส่วนที่มีผู้ใหญ่ติดต่อประสานงานมาที่ทางผู้กำกับการตนเองได้สอบถามในประเด็นนี้ซึ่งมีการพูดชื่อถึงบุคคลหนึ่งซึ่งทางผู้ก่อเหตุอ้างว่าไม่มีเบอร์ติดต่อและไม่มีชื่อจริงรวมถึงทางผกก.เองก็ไม่รู้จัก จึงยังไม่สามารถระบุได้ว่าผู้ที่เป็นตัวกลางในการนัดเจรจาเลยครั้งนี้คือใคร ในส่วนของความรู้สึกส่วนตัวตั้งแต่วันเกิดเหตุมาจนถึงปัจจุบันยังคงรู้สึกเฉยๆ ไม่ได้มีความรู้สึกหวาดกลัวใดใดมีแต่ครอบครัวและภรรยาที่ยังคงตกใจกับเหตุการณ์ดังกล่าวซึ่งได้มีการกำชับไม่ให้ตนเองเข้าร้านโดยไม่จำเป็น เพราะเกรงว่าอาจจะเกิดเหตุซ้ำขึ้นได้อีก”นายณัฐวร กล่าว