ปอท.น็อกดาวน์ แก๊ง ‘อีเมล์สแกม’ มีชาวไนจีเรียร่วม แฮกข้อมูลสวมรอยทำธุรกิจสูญกว่า 6 ล้าน

18.02.22 | 12:02 น.

เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. พร้อมด้วย พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม รอง ผบช.ก., พ.ต.อ.อธิป พงศ์ศิวาลัย รอง ผบก.ปอท. และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมแถลงข่าวปฏิบัติการ “Knock Down แก๊ง Email Scam” หลอกลวงเหยื่อให้โอนเงินกว่า 6 ล้านบาท


พล.ต.ท.จิรภพเปิดเผยว่า พ.ต.อ.วัชรพันธ์ ศิริพากย์ ผกก.กก.1 บก.ปอท. ได้รับแจ้งจากผู้เสียหายซึ่งประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการผลิตน้ำตาล และติดต่อกับบริษัทคู่ค้าจากฮ่องกงผ่านทางอีเมล์มาตลอด ว่าถูกกลุ่มคนร้ายสร้างอีเมล์ปลอมที่มีลักษณะคล้ายกับอีเมล์บริษัทคู่ค้า และทำการเปลี่ยนแปลงบัญชีธนาคาร อีกทั้งยังปลอมใบเสร็จเรียกเก็บเงินจากผู้เสียหาย ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินกว่า 6 ล้านบาท ไปยังบัญชีม้าที่ผู้ต้องหาจัดเตรียมไว้ จากการสืบสวนพบว่า นายลลิต (สงวนนามสกุล) อายุ 26 ปี เป็นผู้ดำเนินการเปิดบัญชีม้าโดยมีนางจุฑาทิพ (สงวนนามสกุล) อายุ 50 ปี ทำหน้าที่จัดหาบัญชีธนาคารและว่าจ้างนายลลิตให้เปิดบัญชี โดยนางจุฑาทิพได้เงินไป 220,000 บาท นำเงินไปใช้ส่วนตัว และแบ่งเงิน 95,000 บาท ให้กับนายลลิต ส่วนเงินที่เหลือนางจุฑาทิพได้ฝากเข้าบัญชีต่างๆ ให้กับผู้ร่วมขบวนการชาวไนจีเรีย โดยนำไปซื้อคริปโทเคอร์เรนซี

พล.ต.ท.จิรภพกล่าวอีกว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปอท. ได้รวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติหมายจับและหมายค้นต่อศาลอาญาเพื่อเข้าการตรวจค้นสถานที่ต้องสงสัย โดยเข้าตรวจค้นบ้าน และบริษัทที่เกี่ยวข้อง ในพื้นที่กรุงเทพฯ จ.สมุทรปราการ และ จ.สมุทรสาคร รวม 4 จุด จับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ 3 คน แจ้งข้อกล่าวหา 1 คน ได้แก่ นายลลิต อายุ 26 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 1857/2564 ลงวันที่ 2 พฤศจิกายน 2564 นางจุฑาทิพ อายุ 50 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 1858/2564 ลงวันที่ 2 พฤศจิกายน 2564 นายลีวีนุส อายุ 51 ปี สัญชาติไนจีเรีย ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 1860/2564 ลงวันที่ 2 พฤศจิกายน 2564 และแจ้งข้อกล่าวหานางสาวรุ่งอรุณ อายุ 48 ปี ในความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่น, ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือน หรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง” พร้อมของกลางโทรศัพท์มือถือ 26 เครื่อง, สมุดบัญชีธนาคาร 79 เล่ม, คอมพิวเตอร์ 4 เครื่อง, เอกสารจดทะเบียนบริษัทและตรายาง 4 รายการ และของกลางอื่นๆ รวมจำนวน 21 รายการ ขณะนี้อยู่ระหว่างการติดตามนำเงินคืน รวมถึงขยายผลดำเนินคดีผู้ร่วมขบวนการต่อไป

ขณะที่ พ.ต.อ.อธิปกล่าวว่า อยากเตือนภัยไปยังประชาชน การหลอกลวงในลักษณะนี้จะเป็นการเปลี่ยนอีเมล์ และเลียนแบบลักษณะการพูดคุย การทำธุรกรรม ให้เหมือนคู่ธุรกิจเดิม วิธีการที่ดีที่สุดในการป้องกันการหลอกลวงในลักษณะนี้ คือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงธุรกรรมต่างๆ แนะนำให้ใช้วิดีโอคอล เพื่อยันยืนตัวตน ก่อนที่จะดำเนินธุรกรรมใดๆ นอกจากนี้ การรับจ้างเปิดบัญชียังถือว่าเป็นความผิด และเสี่ยงถูกดำเนินคดีอีกด้วย

Advertisement