สกู๊ปหน้า 1 : ชื่อนั้นสำคัญฉะนี้ จาก Bangkok สู่ Krung Thep Maha Nakhon

20.02.22 | 07:30 น.

สกู๊ปหน้า 1 : ชื่อนั้นสำคัญฉะนี้ จาก Bangkok สู่ Krung Thep Maha Nakhon

กลายเป็นประเด็นร้อน กรณีมติ ครม.ประกาศเพิ่มชื่อ กทม.ในภาษาอังกฤษ จาก Bangkok เป็น Krung Thep Maha Nakhon ตามที่สำนักงานราชบัณฑิตยสภาเสนอ

ส่งผลให้สังคมไทยยิงคำถามรัวๆ ซึ่งราชบัณฑิตยสภาชี้แจงว่า ใช้ได้ทั้ง 2 ชื่อ โดยอธิบายด้วยว่าเหตุผลที่เสนอไปเช่นนั้น เพื่อให้ ส่วนราชการ นำไปใช้ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันและสอดคล้องกับสภาพการณ์ปัจจุบัน

พร้อมย้ำว่า ดำเนินการโดยคณะกรรมการจัดทำพจนานุกรมชื่อภูมิศาสตร์สากลร่วมกับผู้เชี่ยวชาญเฉพาะสาขาวิชาจากกระทรวงการต่างประเทศ

หากวัดจากกระแสสังคมไทยในภาพรวม เกิดเสียงท้วงติงหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นประเด็นทาง ประวัติศาสตร์ ซึ่งชาวต่างชาติรับรู้ในนาม Bangkok มานานหลายร้อยปี ตั้งแต่ยุคกรุงเก่า

ปรากฏหลักฐานในเอกสารมากมาย อาทิ พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับ วัน วลิต หรือ ฟาน ฟลีต พ่อค้าชาวเนเธอร์แลนด์ พ.ศ.2182 ตรงกับ รัชกาลสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง สะกดเป็น Bangkocq

Advertisement

เช่นเดียวกับเอกสารของ นิโกลาส์ แชรแวส ทูตฝรั่งเศส ยุคสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ปรากฏคำว่า BANKOC โดยระบุว่า “BANKOC เป็นสถานที่อันมีความสำคัญที่สุดแห่งราชอาณาจักรสยามอย่างปราศจากข้อสงสัย..”

ชื่อ Bangkok ที่มาจาก บางกอก นี้ สันนิษฐานว่าเป็นชื่อเก่าตั้งแต่ก่อนขุดคลองลัดที่มีคลองสาขาเล็กๆ เรียก คลองบางมะกอก เพราะมีต้นมะกอกน้ำจำนวนมาก จึงเรียกชื่อพื้นที่ปากคลองเชื่อมแม่น้ำสายเก่าว่า บางมะกอก มีวัดของ ชุมชนเรียก วัดมะกอก ซึ่งปัจจุบันคือ วัดอรุณราชวรารามฯ

ครั้น พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ นาม กรุงเทพมหานครบวรรัตนโกสินทร์ จึงถือกำเนิดขึ้น ก่อนเปลี่ยนคำว่า บวร เป็น อมร ในสมัยรัชกาลที่ 4 ในขณะที่นานาชาติยังคงเรียกขานว่า Bangkok เป็นหลักตลอดมาจวบจนวันนี้

เสียงท้วงติง ยังพ่วงมาด้วยข้อสังเกตที่ว่าจะนำไปสู่ ความสับสน ในภาคปฏิบัติหรือไม่?

ธีรภัทร เจริญสุข นักเขียน-คอลัมนิสต์ หยิบยกข้อมูลจากงานวิจัยเมื่อปี 2014 ซึ่งระบุว่า การที่รัฐบาลสหรัฐ เปลี่ยนฟอนต์จาก Times New Roman เป็น Garamond ที่บางลง ประหยัดเงินค่าหมึกพิมพ์และกระดาษ ไปได้ 234 ล้านดอลลาร์

“เมื่อเป็นมติ ครม. และประกาศของราชบัณฑิตยฯ เท่ากับว่าหน่วยงานราชการทั้งหมดต้องปฏิบัติใช้ตาม ตามระเบียบสารบรรณฯของสำนักนายกฯ ต่อไปในเอกสารราชการ ต้องเปลี่ยนจาก Bangkok เป็น krung thep Maha Nakhon จาก 7 ตัวอักษร เป็น 19 ตัวอักษร รวมช่องไฟ 2 ช่อง เป็น 21 ตัวอักษร พื้นที่กระดาษและหมึกที่จะต้องเสียเพิ่มเติม คือ 3 เท่าตัว” ธีรภัทรคำนวณ

ขณะที่ รัศมิ์ ชาลีจันทร์ อดีตเอกอัครราช ทูตไทยในหลายประเทศ และเจ้าของเพจ ทูตนอกแถว ขอเห็นต่าง โดยยกเหตุผลว่า คำว่า Bangkok มักถูกฝรั่งนำมาล้อเลียนเป็นที่สนุกสนาน เพราะความที่ไทยแลนด์โด่งดังด้านอุตสาหกรรมทางเพศ เนื่องจากเสียงไปคล้องจองกับทั้งกิริยา และส่วนนั้นของผู้ชายในภาษาอังกฤษ อีกทั้งเมืองหลวงประเทศอื่นก็เคยเปลี่ยนชื่อมาแล้วหลายแห่ง ล่าสุดคือ เมืองหลวงของ คาซัคสถาน จาก Astana เป็น Nur-Sultan

อดีตทูตรัศมิ์จี้จุดสำคัญที่ว่า ก่อนจะทำเรื่องนี้ควรต้องมีการระดมสมอง หารือคุยกันให้ตกผลึก เปิดเวทีสาธารณะให้ผู้รู้อื่นๆ และประชาชนมีส่วนร่วมด้วย ไม่ใช่อยู่ดีๆ แค่ให้ราชบัณฑิตยฯมาเสนอแล้วอนุมัติกันเอง

“มันทำให้เกิดการตั้งคำถามว่า อยู่ดีๆ มาทำเพราะอะไร มีใบสั่งไหม หรือมีเหตุผลอื่นใดแอบแฝง ฯลฯ คนก็เลยพากันออกมาด่ากันอย่างที่เห็น ซึ่งเอาเข้าจริงมันสะท้อนให้เห็นชัดถึงความไม่ไว้วางใจและทัศนคติทางลบที่ประชาชนมีต่อรัฐบาลด้วยนั่นเอง” ทูตนอกแถวระบุ

ส่วน ผศ.ดร.รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ยังไขปมอันนำมาซึ่งดราม่าในครั้งนี้ว่าเป็นเพราะวิธีการสื่อสาร ของราชบัณฑิตยฯกับสังคม

“เมื่อไม่ออกมาสื่อสารให้เข้าใจตรงกันตั้งแต่แรก หวยจึงลงที่ราชบัณฑิตยฯ ประชาชนทั่วไปไม่รู้หรอกว่าหน้าที่ราชบัณฑิตยฯคืออะไร วัตถุประสงค์เดิมสมัยหลวงวิจิตรวาทการ เหมือนตั้งให้เป็นสถาบันการศึกษาตามแบบฝรั่งเศส กึ่งเป็นสภาวิจัย แต่ปรากฏว่าตอนหลังราช บัณฑิตยฯไม่ได้ทำหน้าที่อย่างนั้น กลายเป็นทำพจนานุกรมอย่างเดียว”

“ราชบัณฑิตยฯแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนที่ทำงานวิชาการบัญญัติศัพท์ก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่ง กับฝ่ายที่บริหารจัดการก็อีกกลุ่มหนึ่ง เหมือนในมหาวิทยาลัยที่มีฝ่ายวิชาการและฝ่ายบริหาร”

“ต้องถามว่าฝ่ายบริหารจะต้องทำอย่างไรเพื่อให้ทันกับสังคม” ผศ.ดร.รุ่งโรจน์กล่าว

แน่นอนว่า เรื่องจริงที่ไม่อาจปฏิเสธคือ ราชบัณฑิตยสภา รวมไว้ซึ่ง “ปราชญ์” ในสาขาวิชาต่างๆ แต่ภายหลังกลับเกิดคำถาม ด้วยสาเหตุหลากประการ โดยเฉพาะเมื่อมีการเผยแพร่ “ศัพท์บัญญัติ” ซึ่งหลายต่อหลายคำถูกมองว่าชวน “ขบขัน” และเข้าใจยากกว่าคำทับศัพท์

หน้าที่สำคัญอย่าง “การสร้างองค์ความรู้ในศาสตร์สาขาต่างๆ การกำหนดมาตรฐานการใช้ภาษาไทย และการเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการทางวิชาการแก่ประชาชน” ที่ดำเนินการมานานกว่า 90 ปี นับแต่สถาปนาขึ้นเมื่อวันที่ 19 เมษายน พุทธศักราช 2469 จึงถูกท้าทาย ท่ามกลาง “คอมเมนต์” ในสังคมออนไลน์

และคงไม่ใช่ครั้งสุดท้าย หากไม่มีการปรับยุทธศาสตร์การสื่อสาร และท่าทีของการ เคียงข้าง สังคมไทยในฐานะที่พึ่งทางวิชาการที่เข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม