เผยเส้นทางแก๊งคอลเซ็นเตอร์กัมพูชา ถูกหลอกจริงหรือ?
ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เรื่องราวของการไปตั้งแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชาเพื่อใช้เป็นฐานในการโทรมาหลอกลวงผู้เสียหายในประเทศไทยมีให้ได้ยินกันมาต่อเนื่อง หลายรายถูกนำตัวกลับมาดำเนินคดีในไทยภายใต้การประสานงานระหว่างทางการไทยกับกัมพูชา
ขณะที่ล่าสุดก็มีพัฒนาการไปอีกขั้นเมื่อมีคนไทยมาร้องขอความช่วยเหลือ โดยระบุว่าถูกหลอกลวงให้ไปทำงาน และถูกกักขังอยู่ในฝั่งกัมพูชา จนทำให้เกิดคำถามตามมาว่า เหตุใดในช่วงที่ผ่านมาจึงมีคนไทยถูกหลอกให้ไปทำงานในกัมพูชาเป็นจำนวนมาก เหตุการณ์ลักษณะนี้เพิ่งเกิดขึ้น หรือเกิดมานานแล้ว และเบื้องหลังของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดในกัมพูชาที่มีคนไทยเข้าไปเกี่ยวข้องมีที่มาอย่างไร
แหล่งข่าวเล่าว่า การตั้งแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชาเพื่อโทรศัพท์เข้ามาหลอกลวงต้มตุ๋นคนไทยไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นแต่มีมาสักระยะหนึ่งแล้ว เดิมอาจมีอยู่ในจังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชาเท่านั้น แต่ในระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 การเดินทางโดยเครื่องบินเพื่อไปหางานทำที่ถูกหรือผิดกฎหมายในต่างประเทศมีข้อจำกัดมากมาย ประจวบเหมาะกับการที่มาเฟียจีนเข้ามาตั้งถิ่นฐานในกัมพูชามากขึ้น แก๊งคอลเซ็นเตอร์ในลักษณะนี้ก็เฟื่องฟูมากขึ้นตามไปด้วย
เมื่อตั้งคำถามว่าคนไทยส่วนใหญ่ที่ไปทำงานกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์รู้แต่แรกว่าไปทำงานแบบนี้หรือถูกหลอกไป แหล่งข่าวบอกว่าส่วนใหญ่ไม่น่าจะถูกหลอก เพราะก่อนที่เรื่องพวกนี้จะเป็นข่าวตามสื่อไทย ในอดีตก็มีกรณีที่คนไทยซึ่งเข้ามาทำงานในแก๊งคอลเซ็นเตอร์ติดต่อมายังสถานทูตเพื่อขอความช่วยเหลือเป็นระยะ การขอความช่วยเหลือมักจะเกิดขึ้นในช่วงต้นเดือนและกลางเดือนของทุกเดือน เพราะเป็นช่วงวันหลังจ่ายเงินค่าจ้างทุก 2 สัปดาห์ สาเหตุหลักมักเป็นเพราะไม่พอใจกับสภาพการทำงานจึงอยากเปลี่ยนนายจ้าง
สถานเอกอัครราชทูตไทยในกรุงพนมเปญเป็นหนึ่งในสถานทูตที่มีตัวแทนของหน่วยราชการต่างๆ ในไทยครบครัน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือผู้ช่วยทูตตำรวจ เมื่อได้รับแจ้งขอความช่วยเหลือ สิ่งที่ดำเนินการต่อไปคือการประสานงานกับตำรวจกัมพูชาเพื่อให้ฝ่ายกัมพูชาส่งคนไปช่วย เพราะสถานทูตหรือผู้ช่วยทูตตำรวจไทยไม่สามารถเข้าไปให้ความช่วยเหลือคนไทยในกัมพูชาได้เอง ดังนั้นจึงขึ้นกับฝ่ายกัมพูชาว่าจะให้ความร่วมมือมากน้อยเพียงใด
ข้อสังเกตที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือคนที่มาทำงานในแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชาส่วนใหญ่เป็นคนมีการศึกษา เพราะต้องพูดได้หลายภาษานอกจากภาษาไทย ไม่ว่าจะเป็นภาษาจีน หรือภาษาอังกฤษ เพื่อสื่อสารกับมาเฟียจีนซึ่งเป็นเจ้าของกิจการ นอกจากนี้ ยังมีทักษะความเชี่ยวชาญในการใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือต่างๆ ซ้ำยังต้องมีวาทศิลป์ขนาดที่สามารถล่อหลอกต้มตุ๋นคนไทยที่มีเงินและการศึกษาระดับปัญญาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย
คำถามที่น่าจะมีคำตอบในตัวคือคนที่มีการศึกษาและทักษะเหล่านี้ จะอ้างว่าถูกหลอกให้เดินทางข้ามประเทศแบบไม่ถูกกฎหมายหรือไม่ต้องมีหนังสือเดินทางได้ง่ายๆ หรือ

ในอดีตการให้ความช่วยเหลือคนไทยที่เข้ามาทำงานในแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่กัมพูชาก่อนหน้าที่จะปรากฏเป็นข่าวก็มีขึ้นอยู่เสมอ บางครั้งก็มากถึง 100-200 คน ซึ่งมากกว่าตัวเลขคนไทยที่เพิ่งได้รับความช่วยเหลือออกมาล่าสุดเสียอีก
อีกทั้งดูเหมือนเมื่อเดินทางกลับมาถึงไทย กลุ่มคนเหล่านี้กลับไม่ได้รับโทษในฐานะผู้ที่เดินทางออกนอกประเทศโดยผิดกฎหมายอย่างที่ควรจะเป็นเท่าใดนัก นี่อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนที่เคยทำผิดในลักษณะนี้ย่ามใจ และพร้อมจะกลับมาเข้าร่วมกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์อีกครั้งเมื่อโอกาสอำนวย
แหล่งข่าวบอกว่า หากประเมินตัวเลขคนไทยที่ถูกดึงให้เข้ามาทำงานร่วมกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชาปัจจุบันอาจสูงถึงราว 2,000 คน โดยมีการกระจายตัวไปทำงานทั้งในกรุงพนมเปญ ปอยเปต และสีหนุวิลล์ และมีการเดินทางข้ามแดนอย่างต่อเนื่องทั้งๆ ที่จุดผ่านแดนทางบกทั้งหมดปิดการสัญจรมากว่า 2 ปีแล้ว แต่แหล่งใหญ่ที่สุดของแก๊งคอลเซ็นเตอร์คือสีหนุวิลล์ เพราะถือเป็นแหล่งรวมตัวของมาเฟียจีนในกัมพูชา
อย่างไรก็ดีเมื่อมีข่าวการบุกทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่จุดใด อาคารแห่งนั้นในกัมพูชาจะถูกปิดไป 2-3 วัน ก่อนจะกลับมาเปิดใหม่อีกครั้ง ดังนั้นไม่ว่าจะกวาดจับแก๊งคอลเซ็นเตอร์เท่าไหร่ก็ไม่จบ เพราะคนพวกนี้มีเครือข่ายกว้างขวางและมีทุนหนาที่สามารถใช้เงินเบิกทางได้ไม่ยาก
ดูแค่ตัวเลขความเสียหายจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ 21 คนที่ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. ในฐานะ ผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร ) ไปรับตัวกลับมาจากกัมพูชาเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ซึ่งมาจากการทลายเป้าหมายเพียง 3 จุด มูลค่าความเสียหายก็สูงถึงกว่า 1,000 ล้านบาทแล้ว
คำถามที่สังคมไทยควรหาคำตอบในเวลานี้ควรเป็นว่า ทำไมคนไทยมากมายจึงสามารถเดินทางไปทำงานในกัมพูชาโดยมีเอกสารประจำตัวเพียงบัตรประชาชน ไม่ต้องพูดถึงเอกสารเดินทางที่ถูกต้องอย่างหนังสือเดินทางหรือวีซ่าทำงาน ซึ่งแน่นอนว่าย่อมไม่มี
คนไทยเหล่านี้เดินทางออกไปได้อย่างไร ไปผ่านช่องทางไหน เชื่อว่าคำตอบไม่น่าจะหายากแต่อย่างใด

