ปฏิบัติการ บ้านห้วยส้าน รวบ ‘เล่าต๋า’

13.10.16 | 11:30 น.

ชื่อของ “เล่าต๋า แสนลี่” อายุ 78 ปี ราชายาเสพติดเมืองไทย ดังกระฉ่อนอีกคำรบหนึ่ง หลังเงียบหายไประยะหนึ่ง เพราะสู้คดีค้ายาเสพติด ผิด พ.ร.บ.อาวุธปืน และจ้างวานให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานฆาตกรรม ชนะในชั้นศาลเนื่องจากหลักฐานไม่เพียงพอ


ครั้นนายเล่าต๋าพ้นคุกก็ไปเริ่มต้นธุรกิจใหม่ อาทิ สถานีบริการน้ำมัน ปลูกและผลิตกาแฟอัดเม็ด และเปิด “กาแฟเล่าต๋า” ที่ ต.ท่าตอน อ.แม่อาย เชียงใหม่ รวมถึงกิจการมากมายในท้องถิ่นที่แผ่อิทธิพลในพื้นที่ตอนเหนือของเชียงใหม่ ทั้ง อ.ฝาง อ.ไชยปราการ อ.แม่อาย

วันที่ 11 ตุลาคม พล.ต.ต.สมหมาย กองวิสัยสุข รักษาราชการแทนผู้บัญชาการปราบปรามยาเสพติด (รรท.ผบช.ปส.) สนธิกำลังตำรวจกับทหารกว่า 200 นาย เปิด “ปฏิบัติการบ้านห้วยส้าน” ต.ท่าตอน เข้าปิดล้อมปั๊มน้ำมันแสนลี่ ทางเข้าหมู่บ้านห้วยส้าน หมู่ 12 ต.ท่าตอน ของ นายวิจารณ์ แสนลี่ อดีตกำนัน ต.ท่าตอน ลูกชายของนายเล่าต๋า

ตรวจค้นยึดยาไอซ์ 20 กิโลกรัม เงินสด 11 ล้านบาท อาวุธปืนยาวและสั้นอีกกว่า 10 กระบอก พร้อมคุมตัวนายเล่าต๋า นายวิจารณ์ พร้อมพรรคพวกรวม 15 คน พร้อมอายัดทรัพย์มูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท

Advertisement

พล.ต.ต.สมหมายบอกว่า ก่อนการปฏิบัติการจู่โจม ตำรวจ บช.ปส.เก็บข้อมูลและรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ มานานกว่า 2 ปี ส่งชุดสืบสวนลงพื้นที่หาข่าวโดยละเอียด นำข้อมูลจากสายลับของตำรวจมาประกอบ ตลอดระยะเวลาที่ดำเนินการก็ได้ล่อซื้อยาเสพติดจากลูกน้องและพรรคพวกของนายเล่าต๋าหลายครั้ง

“ยอมรับว่าครั้งแรกๆ นายเล่าต๋าและลูกชายไม่ได้ปรากฏตัว แต่จะมีคนอื่นมารับเงิน พร้อมส่งยาเสพติดแทน ทุกครั้งที่นัดรับ-ส่งยา นายเล่าต๋าจะไม่นัดรับกันออกนอกพื้นที่โดยเด็ดขาด เพราะเกรงจะไม่ปลอดภัย หากอยู่ในพื้นที่นายเล่าต๋าสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ซึ่งนายเล่าต๋าจะระมัดระวังตัวมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิตโดยทั่วไป หรือจะเป็นด้านธุรกิจ” พล.ต.ต.สมหมายกล่าว

และว่า การแกะรอยเพื่อจับกุมนายเล่าต๋า ถือว่าเป็นงานหนักของตำรวจ เพราะสายลับที่ส่งไปมีหน้าที่หลักคือต้องค่อยๆ แทรกซึม จนกว่าฝั่งนายเล่าต๋าจะไว้เนื้อเชื่อใจ การล่อซื้อแต่ละครั้ง ตำรวจได้ใช้ยุทธวิธีทางลับ กระทั่งสามารถขอศาลอาญา ออกหมายจับนายเล่าต๋าในข้อหาร่วมกันมียาเสพติดให้โทษไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายได้ในที่สุด

พล.ต.ต.สมหมายเล่าอีกว่า ก่อนขอออกหมายจับจากศาล ตำรวจปรึกษากันอย่างหนักว่า จะนำหมายศาลเข้าจับกุมนายเล่าต๋าและพวกเลยดีหรือไม่ แต่แล้วหลายฝ่ายมีความเห็นว่าเนื่องจากประวัตินายเล่าต๋าที่เคยถูกศาลยกฟ้องมาแล้ว เพราะพยานหลักฐานไม่เพียงพอ จึงตกลงกันว่าจะใช้วิธีล่อซื้อและจับกุมแบบคาหนังคาเขา

“ซึ่งการปฏิบัติการ ตำรวจและทหารเตรียมกำลังไปกว่า 200 นาย เพื่อสกัดจับกุมนายเล่าต๋าพร้อมพวกทันทีที่ล่อซื้อยาไอซ์ 20 กิโลกรัม เป็นเงิน 11 ล้านบาท ที่สายเตรียมไปแลกเปลี่ยนกัน การนัดซื้อขายยาถือว่าเป็นครั้งที่มีมูลค่ามากที่สุดที่ล่อซื้อมา ทางสายพบกับกลุ่มนายเล่าต๋าตามที่นัดกันที่ปั๊มแสนลี่ไว้ เวลาประมาณ 10.00 น. ขณะนั้นกลุ่มนายเล่าต๋ายังไม่ไว้ใจสาย เกรงจะเป็นตำรวจ จึงขอตรวจสอบทุกอย่าง ทั้งอาวุธและเงินสด” พล.ต.ต.

สมหมายกล่าว และว่า เจ้าหน้าที่สังเกตเห็นได้ชัดเจนว่าทางกลุ่มนายเล่าต๋าเตรียมกำลังเพื่ออารักขาอย่างครบทีม อาวุธครบมือ ทั้งยังขอเลื่อนเวลาออกไปเรื่อยๆ กระทั่งทางสายยืนยันว่าหากยังไม่ยอมทำการซื้อ-ขาย จะตัดสินใจกลับทันที เนื่องจากทางฝั่งเราไม่มีอาวุธ แต่เงินพร้อมแล้ว กระทั่งกลุ่มนายเล่าต๋าตัดสินใจยินยอมส่งของและรับยา เมื่อภาพตรงหน้าปรากฏถือเป็นการกระทำความผิดสำเร็จ นำไปสู่การเข้าชาร์จเพื่อจับกุมทันที

พล.ต.ต.สมหมายบอกอีกว่า ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่สายลับเกาะติดหาข่าวเชิงลึกก็พบเบาะแสว่ามีข้าราชการ หรือหน่วยงานรัฐ บางกลุ่มมีส่วนเกี่ยวข้องกับครอบครัวนายเล่าต๋า ซึ่งต้องยอมรับว่านายเล่าต๋าถือเป็นผู้มีบารมีในพื้นที่ค่อนข้างมาก ทำให้มีคนเกรงใจและคอยหนุนหลัง ขณะนี้อยู่ระหว่างขยายผลเพื่อตรวจสอบว่ามีบุคคลเอื้อประโยชน์ หรือร่วมขบวนการดังกล่าวด้วยอีกหรือไม่ ยืนยันว่าหากพบจะดำเนินคดีให้ครบถ้วนทั้งขบวนการแน่นอน

“สำหรับบริเวณปั๊มน้ำมัน เป็นแหล่งพักยาเสพติด เพราะใกล้กับชายแดน และพบว่านายเล่าต๋าโยกย้ายเงินไปฟอกผ่านธุรกิจหลายอย่าง ทั้งร้านกาแฟ ปั๊มน้ำมัน โรงสี สร้างบ้านเรือนหลายหลัง รถยนต์หลายคัน มีภรรยาหลายคน โดยกลุ่มนี้ทำมานานกว่า 10 ปี มีกองกำลังเป็นชาวบ้านที่อยู่ฝ่ายเดียวกันแทบทั้งหมู่บ้าน” พล.ต.ต.สมหมายระบุ

“เล่าต๋าจัดเป็นนักค้ายาระดับโลก ไม่ใช่เพียงแค่ในประเทศไทยเท่านั้นที่ต้องการตัว แต่ทางการสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆ ก็ต้องการตัวอย่างมาก เนื่องจากขบวนการผลิตและส่งยาเสพติดนั้น มีการส่งออกไปยังประเทศสำคัญหลายประเทศ หนึ่งในนั้นคือ อเมริกา นั่นเอง” รรท.ผบช.ปส.กล่าว

ทั้งนี้ เมื่อปี 2546 นายเล่าต๋าเคยถูกจับกุมมาแล้ว แต่พยานหลักฐานเป็นเพียงคำซัดทอด ทำให้หลุดรอดคดีอาญามาได้ ปัจจุบันนายเล่าต๋าส่งต่อกิจการให้ลูกหลานดำเนินการ เรียกว่าคุมพื้นที่ อ.แม่อาย ทั้งหมด ทั้งมวลชนที่เชื่อถือต่างเกรงใจและเกรงกลัวอิทธิพล ขณะเดียวกันใช้อิทธิพลและเงินที่ได้มาจากการค้ายาเสพติดแผ่ขยายธุรกิจ การเมือง สังคม และให้ประโยชน์แก่ประชาชน โดยนำเงินทุจริตมาฟอก ใช้ และได้มาซึ่งสิทธิของการเป็นคนไทย ลูกหลานเรียนรู้กฎระเบียบต่างๆ จนเข้าใจว่าต้องหาที่มาที่ไปของเงิน เพื่อป้องกันการดำเนินการทางกฎหมายจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ด้วยการฟอกเงิน เปลี่ยน “เงินเสีย” ให้เป็น “เงินดี”

สำหรับประวัติของ นายเล่าต๋า แสนลี่ เป็นชาวเขาเผ่าลีซอ ปัจจุบันอายุ 78 ปี เป็นอดีตผู้ใหญ่บ้านห้วยส้าน หมู่ 10 ต.ท่าตอน อ.แม่อาย มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับขบวนการค้ายาเสพติด เคยเป็นมือขวาของขุนส่า ราชายาเสพติดฝั่งพม่า จนได้ชื่อว่าเป็นราชายาเสพติดรายใหญ่ของเมืองไทย นายเล่าต๋าเคยถูกจับกุมและดำเนินคดีในความผิดทั้งค้ายาเสพติด พ.ร.บ.อาวุธปืน และจ้างวานให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานฆาตกรรม แต่พยานหลักฐานไม่เพียงพอจึงถูกยกฟ้องและหันมาประกอบธุรกิจหลายชนิด แผ่อิทธิพลในพื้นที่ตอนเหนือของเชียงใหม่ ทั้ง อ.ฝาง อ.ไชยปราการ อ.แม่อาย โดยเฉพาะบ้านห้วยส้าน ซึ่งเป็นอาณาจักรที่แม้แต่เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่างๆ จะบุกเข้าไปกวาดล้างได้ยาก เพราะที่ผ่านมาการข่าวมักรั่วไหลจนแทบจะทำอะไรคนในตระกูลแสนลี่ไม่ได้เลย

“การจับกุมนายเล่าต๋าเป็นเพียงยกแรก ซึ่งเจ้าหน้าที่ยังต้องทำงานหนักอีกมาก เพราะลูกหลานในตระกูลแสนลี่แผ่ขยายอิทธิพลไปมากกว่าที่คาดคิด ส่งลูกหลานเล่าเรียนสูงๆ บางคนจบปริญญาโท จบปริญญาเอก มีความรู้เรื่องกฎหมายดีมาก พร้อมที่จะต่อสู้ทุกวิถีทาง

จึงเชื่อว่าคดี ‘เล่าต๋า’ และพรรคพวก คงต้องใช้เวลาอีกยาวนานกว่าจะปิดฉาก และปิดตำนาน ‘เล่าต๋า แสนลี่’ ราชายาเสพติดนามกระฉ่อนลงได้” เจ้าหน้าที่ซึ่งร่วมปฏิบัติการกล่าวทิ้งท้าย