บิ๊กดาต้าชุมชน แก้ ‘จน-เพิ่มรายได้’
ฐานข้อมูล ขนาดใหญ่ของชุมชน (Thailand Community Data) หรือ TCD ในโครงการมหาวิทยาลัยสู่ตำบล สร้างรากแก้วให้ประเทศ หรือ U2T
จัดทำโดยผู้ได้รับการจ้างงานกว่า 6 หมื่นคน ในโครงการ U2T ในพื้นที่มากกว่า 3,000 ตำบลทั่วประเทศ ในช่วงปี 2564 ที่ผ่านมา ซึ่งปัจจุบันได้ดำเนินการเสร็จสมบูรณ์ครบทุกพื้นที่แล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างเพิ่มความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ในการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลที่แต่ละหน่วยงานจัดเก็บ เพื่อให้มีความสมบูรณ์และครอบคลุมในทุกมิติ อีกทั้งยังพร้อมสนับสนุนและเผยแพร่ให้ทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ เอกชน และท้องถิ่นเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากข้อมูลในการพัฒนา สร้างงาน สร้างอาชีพตามศักยภาพของพื้นที่ และนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมไปใช้ในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการในชุมชน
การจัดทำชุดข้อมูลชุมชนขนาดใหญ่ หรือ TCD จึงถือเป็นหัวใจสำคัญของโครงการ U2T ไม่ใช่เพียงแต่เป็นการจ้างงานบัณฑิตจบใหม่และคนในพื้นที่เพื่อให้ไปทำงานช่วยชาวบ้านและพัฒนาชุมชนเท่านั้น
โดยเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ศ. (พิเศษ) เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อม ศ.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัด อว. ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารโครงการ U2T พร้อมผู้บริหาร อว. ได้นำเสนอชุดข้อมูล TCD ในโครงการ U2T แก่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้รับทราบถึงการนำฐานข้อมูล TCD ซึ่งเป็นฐานข้อมูลชุมชนขนาดใหญ่หรือบิ๊กดาต้าของประเทศที่มีความละเอียดสูงมากไปใช้ประโยชน์ โดยเฉพาะการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากด้วยยุทธศาสตร์บีซีจี ประกอบด้วย เศรษฐกิจชีวภาพ (Bio-economy) เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy)
ศ. (พิเศษ) เอนก เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ได้ชื่นชมโครงการนี้ที่ทำให้ได้ข้อมูลจริง ทันสมัย เป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจ เพื่อวางแผนในการพัฒนาพื้นที่ได้อย่างตรงจุดและแม่นยำขึ้น โดยอาศัยข้อมูลเป็นที่ตั้ง และเป็นเรื่องดีที่มีการเชื่อมโยงข้อมูลจากหน่วยงานต่างๆ รวมกันเป็นชุดข้อมูลขนาดใหญ่ของชุมชนที่มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น พร้อมสั่งให้ อว.ทำงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทย (มท.) โดยนำข้อมูลนี้มาใช้ประโยชน์ในการแก้ปัญหาครัวเรือนยากจน โดยเฉพาะการนำข้อมูลที่เกี่ยวกับบีซีจีมาสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ และให้ อว.นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาช่วยสร้างมูลค่าเพิ่ม
“ฐานข้อมูล TCD จะเป็นหัวใจสำคัญในการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจบีซีจีไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ประกอบด้วย เศรษฐกิจชีวภาพ (Bio-economy) เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ทำให้มีข้อมูลพื้นฐานของการวางแผน บริหารจัดการความหลากหลายทางชีวภาพของไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในมิติของการสร้างมูลค่าสูงจากอุตสาหกรรมใหม่ และการช่วยลดความเหลื่อมล้ำ” ศ. (พิเศษ) เอนก กล่าว
ศ. (พิเศษ) เอนก กล่าวอีกว่า ฐานข้อมูล TCD จะเป็นคลังสมองให้กับรัฐบาลในการวางแผนขับเคลื่อนเศรษฐกิจบีซีจีให้สอดคล้องกับเขตระเบียงเศรษฐกิจที่ได้กำหนดไว้ โดยอาศัยกลไกของพื้นที่และสถาบันอุดมศึกษาที่กระจายอยู่ทั่วประเทศในการร่วมขับเคลื่อน เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม ที่สำคัญ ข้อมูลต่างๆ สามารถถูกเพิ่มและเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องครบถ้วนได้ตลอดเวลา เนื่องจากเชื่อมต่อกับระบบบันทึกข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้มีความทันสมัยอยู่ตลอดเวลา ผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถเรียกใช้ข้อมูลได้และข้อมูลสามารถถูกนำไปสู่ระบบการประมวลผลปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ (AI) เพื่อให้การวางแผนบริหารจัดการพื้นที่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้เกิดการสร้างแผนงานรายตำบลที่แม่นยำ ก่อให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ สร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับชาวบ้านได้อย่างยั่งยืน
ตัวอย่างหนึ่งที่เป็นผลของการวิเคราะห์ฐานข้อมูล TCD จากการป้อนข้อมูลความต้องการของตลาดที่กำลังมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นสวนทิศทางของโควิด คือ ผลิตภัณฑ์โปรตีนทางเลือกจากแมลง ที่สามารถเติบโตเกือบเท่าตัวอยู่ที่ 34 ล้านเหรียญสหรัฐ และตัวเลขคาดการณ์การเติบโตยังคงอยู่ในทิศทางที่สูงขึ้น ในขณะที่ข้อมูลจาก TCD พบว่ากำลังการเลี้ยงของชาวบ้านเกษตรกรในพื้นที่ภาคอีสาน ยังสามารถรับการพัฒนาและเพิ่มมูลค่า สร้างรายได้ให้กับเกษตรได้อีกจำนวนมาก โดยใช้เทคโนโลยี Internet of Things (IoT) หรือไอโอที ในการสร้างโรงเรือนดูแล การเลี้ยงแมลง การใช้ของเหลือทิ้งจากแปลงเกษตร เช่น ใบมันสำปะหลัง มาเป็นอาหารให้แมลง รวมถึงการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมอาหารในอนาคตของไทยมาช่วยในการแปรรูปสร้างมูลค่าการส่งออก เนื่องจากโปรตีนจากแมลงถือเป็นแหล่งโปรตีนต้นทุนต่ำและกำลังได้รับความนิยมในต่างประเทศ
“นอกจากนี้แล้ว กลุ่มของมันสำปะหลัง และของเหลือทิ้งจากไร่อ้อยก็ยังสามารถนำมาใช้ในการสร้างพลังงานชีวมวลให้กับพื้นที่ แปรรูปเป็นพลังงานทางเลือก แทนการเผาที่เป็นต้นเหตุของการเกิดมลพิษ PM2.5 ได้อีกด้วย” รมว.อว.ระบุ
ขณะที่ ศ.นพ.สิริฤกษ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารโครงการ U2T กล่าวว่า ปัจจุบันในฐานข้อมูล TCD มีข้อมูลที่จัดเก็บมาได้กว่า 1 ล้านชิ้น โดยแบ่งหมวดหมู่ต่างๆ ได้แก่ ข้อมูลประชากร อาชีพและรายได้ พืชและสัตว์ในท้องถิ่น ภูมิปัญญาท้องถิ่น เกษตรกรในท้องถิ่น แหล่งน้ำในท้องถิ่น ผู้ที่ย้ายกลับบ้านเนื่องจากสถานการณ์โควิด แหล่งท่องเที่ยวร้านอาหารในท้องถิ่น อาหารที่น่าสนใจประจำถิ่น และที่พักโรงแรม เป็นต้น
ฐานข้อมูลเหล่านี้ได้ถูกจัดเก็บ เรียบเรียงเพื่อนำไปสู่การสร้างมูลค่า เชื่อมโยงการวิเคราะห์กับข้อมูลความต้องการของตลาด ข้อมูลปัจจัยต่างๆ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องจากหน่วยงานราชการอื่น อาทิ ข้อมูล ผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชน ข้อมูลการส่งออก ข้อมูล TPMAP ที่เป็นระบบบริหารจัดการข้อมูลการพัฒนาคนและแก้จนแบบชี้เป้า เป็นต้น
“อว.ได้ร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ในการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลที่แต่ละหน่วยงานจัดเก็บ อาทิ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน เป็นต้น เพื่อให้เป็นฐานข้อมูลที่มีความสมบูรณ์และครอบคลุมทุกมิติ พร้อมส่งเสริมและเผยแพร่ให้ทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและภาคเอกชนเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากข้อมูลในการวิเคราะห์ เพื่อการพัฒนาพื้นที่อย่างหลากหลาย
ที่สำคัญ อว.จะส่งคืนข้อมูลในฐานข้อมูล TCD นี้ให้กับชุมชนทั้ง 3,000 ตำบล ซึ่งเป็นเจ้าของข้อมูลที่แท้จริง เพื่อนำไปใช้พัฒนา สร้างงาน สร้างรายได้ในชุมชนของตนเอง และได้มอบให้มหาวิทยาลัยทุกแห่งเข้ามาสนับสนุนชุมชนอย่างใกล้ชิดและมุ่งเป้าตามนโยบายของรัฐบาล” ศ.นพ.สิริฤกษ์กล่าวทิ้งท้าย
ส่วน “ผล” ปฏิบัติจะ “สำเร็จ” มากน้อยแค่ไหนต้องติดตามกันต่อไป

