แก้มลิง ถือเป็นศาสตร์พระราชา สะท้อนพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่เห็นลิงกินกล้วย แต่แทนที่จะเคี้ยวกลืนกินในทันที กลับขยักสะสมไว้ในอุ้งปากให้ได้มากๆ มองภายนอกเป็นกระพุ้งแก้มลิงขยายไปทั้งสองข้าง แล้วค่อยๆ ขย้อนมาเคี้ยวกินในภายหลัง
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการน้ำ โดยเรียกกระบวนการนี้ว่า แก้มลิง คือ เอาน้ำที่หลากท่วมไปเก็บไว้ในพื้นที่ลุ่มต่ำเป็นการชั่วคราว เพื่อลดยอดน้ำหลาก และน้ำที่เก็บเอาไว้สามารถใช้ประโยชน์ได้ในฤดูแล้งหลังน้ำท่วมไปแล้ว
“กรมชลประทานได้น้อมนำแนวพระราชดำริแก้มลิงมาปรับใช้ในพื้นที่บางแห่ง โดยผันน้ำเข้าทุ่งเก็บไว้ ขณะเดียวกันได้ขอความร่วมมือเกษตรกรให้ปรับปฏิทินการผลิตใหม่ โดยให้เก็บเกี่ยวก่อนเดือนสิงหาคม เพื่อเลี่ยงปัญหาน้ำท่วมผลผลิตข้าวเสียหาย พร้อมกับพัฒนาแก้มลิงอื่นๆ เช่น แก้มลิง 3 แห่ง ในอำเภอบางระกำ จ.พิษณุโลก หรือแก้มลิงจังหวัดชายแดนอีสาน เก็บน้ำปลายฤดูฝนไว้ก่อนไหลลงแม่น้ำโขง โดยมีอาคารชลประทานคอยกำกับควบคุมน้ำเข้า-ออก” นายสัญชัย เกตุวรชัย อธิบดีกรมชลประทานกล่าวถึงความเป็นมา และความเป็นไปของโครงการแก้มลิง เครื่องมือช่วยตัดยอดน้ำ

ลุ่มเจ้าพระยามีพื้นที่ลุ่มต่ำมาก ชนิดที่น้ำหลากมาทีไรก็ท่วมได้ทีนั้น เป็นสภาพปกติธรรมดา ชาวบ้านในพื้นที่ไม่ได้ตื่นตระหนกตกใจ เพราะเป็นวิถีชีวิตที่อิงธรรมชาติอยู่แล้ว แก้มลิงขนาดใหญ่ที่ได้ยินชื่อบ่อยๆ ได้แก่ แก้มลิงผักไห่ บางบาล ป่าโมก เจ้าเจ็ด ท่าวุ้ง เป็นต้น ซึ่งกรมชลประทานได้ศึกษาแผนการใช้พื้นที่ลุ่มต่ำเหล่านี้ มาปรับใช้เป็นแก้มลิงไว้เรียบร้อยแล้ว สามารถหยิบฉวยมาใช้เมื่อถึงคราวจำเป็นจริงๆ
“แต่ปริมาณน้ำในปีนี้ไม่ได้มากมายผิดปกติ สภาพที่เห็นท่วมๆ ก็เป็นบริเวณที่ท่วมตามธรรมชาติของมัน จึงไม่น่าห่วง เราเองเฝ้าติดตามปริมาณน้ำ ระดับน้ำ และการเดินทางของน้ำในแต่ละพื้นที่ตลอดเวลา เชื่อมโยงกันทั้งลุ่มน้ำ โดยมีศูนย์ประมวลและวิเคราะห์สถานการณ์น้ำปฏิบัติหน้าที่ตลอด 24 ชั่วโมง สายด่วนชลประทานรับโทรศัพท์จากชาวบ้านก็ทำงานจนถึง 4 ทุ่ม หลังจากนั้นเชื่อมไปยังเจ้าหน้าที่ศูนย์ประมวลฯ รับช่วงต่อ สถานการณ์จนถึงเวลานี้ยังไม่มีอะไรวิกฤตจนถึงขั้นน่าเป็นห่วง”
อธิบดีกรมชลประทานกล่าวว่า ถึงขณะนี้กรมชลประทานยังไม่เปิดพื้นที่แก้มลิงเก็บน้ำ ตราบใดที่แม่น้ำเจ้าพระยายังไม่บ่าข้ามคันกั้นน้ำ เข้าท่วมพื้นที่การเกษตรในคันกั้นน้ำ เนื่องจากสถานการณ์น้ำจนถึงขณะนี้ ยังอยู่ในภาวะรับมือได้ และระดับน้ำตามพื้นที่ต่างๆ ส่วนใหญ่ลดระดับลงเรื่อยๆ เช่นเดียวกับการระบายน้ำผ่านลำน้ำเจ้าพระยาก็ดี คลองต่างๆ ก็ดี ล้วนลดลงเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม หากพื้นที่ลุ่มต่ำหรือแก้มลิงตามธรรมชาติบางแห่งที่เกษตรกรเก็บเกี่ยวเสร็จแล้ว และประสงค์เก็บน้ำไว้ กรมชลประทานจึงจะผันน้ำไปเก็บไว้ช่วงปลายฤดูฝน เพื่อใช้ในฤดูแล้ง แทนการปล่อยทิ้งลงไปด้านล่าง โดยไม่ได้ใช้ประโยชน์ใดๆ
“ปริมาณน้ำปี 2559 ไม่ได้มากผิดปกติ และน้อยกว่าปีน้ำท่วมใหญ่ 2554 มาก เราสามารถใช้เครื่องมือทางชลประทานบริหารจัดการน้ำได้ตามปกติ เช่น เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน เขื่อนเจ้าพระยา เขื่อนพระรามหก โครงข่ายระบบชลประทาน เช่น คลอง ประตูระบายน้ำ เป็นต้น”
ทั้งนี้เขื่อนภูมิพล มีปริมาณน้ำ 6,404 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 48% ของความจุ เขื่อนสิริกิติ์ปริมาณน้ำ 7,410 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 78% ของความจุ เขื่อนแควน้อยฯ 939 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 89% และเขื่อนป่าสักฯ 899 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 94% ของความจุ
นายสัญชัยกล่าวว่า โดยภาพรวมสถานการณ์น้ำยังถือว่าไม่หนักหนารุนแรง เพราะน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่มีปริมาณน้ำเกิน 80% ของความจุ มีเพียง 7 แห่ง จากทั้งหมด 34 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำเขื่อนกิ่วคอหมา จ.ลำปาง เขื่อนแควน้อยฯ จ.พิษณุโลก เขื่อนจุฬาภรณ์ จ.ชัยภูมิ เขื่อนป่าสักฯ จ.ลพบุรี เขื่อนทับเสลา จ.อุทัยธานี เขื่อนขุนด่านปราการชล จ.นครนายก และเขื่อนรัชประภา จ.สุราษฎร์ธานี

“น่าจะเบาใจได้ว่าไม่รุนแรง ตอนนี้เป็นช่วงปลายฤดูฝน อีกไม่กี่วันก็เข้าสู่ฤดูแล้งแล้ว สถานการณ์น้ำหลากจะค่อยๆ ดีขึ้น เช่น ระดับน้ำหน้าเขื่อนเจ้าพระยาก็ลดลง การผันน้ำเข้าคลองระพีพัฒน์ สู่พื้นที่เจ้าพระยาฝั่งตะวันออก ก็ยังน้อยกว่าขีดความสามารถในการระบายน้ำด้วยซ้ำ ดังนั้นขอวิงวอนประชาชนว่าอย่าตื่นตระหนกกับข่าวลือเรื่องน้ำท่วมพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา” อธิบดีกรมชลประทานกล่าวย้ำทิ้งท้าย
*******************

