ศาลฎีกายกฟ้อง สธ.ไม่ต้องชดใช้คดีน้องพอตเตอร์ ท่อช่วยหายใจเคลื่อนเป็นเหตุให้พิการ ชี้สุดวิสัย

1.03.22 | 14:38 น.

ศาลฎีกากลับยกฟ้องแพ่ง สป.สธ.ไม่ต้องชดใช้คดีน้องพอตเตอร์ ท่อช่วยหายใจเคลื่อน เป็นเหตุให้พิการ ชี้เป็นเหตุสุดวิสัย พ่อแม่น้องพอตเตอร์ผิดหวังผลคำพิพากษา พร้อมดูแลต่อไป


เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 1 มีนาคม ที่ห้องพิจารณาคดี 10 ศาลจังหวัดนนทบุรี ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาคดีดำ ผบ.21/2560 ที่ ด.ช.วิตศรุต เหลี่ยมสีจันทร์ หรือน้องพอตเตอร์ โดย น.ส.ศุฑาทิพย์ มีสมบูรณ์ มารดา เป็นโจทก์ฟ้องสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขเรื่องละเมิด เรียกค่าเสียหายทางแพ่ง 2 ล้านบาท

โจทก์ฟ้องความผิดสรุปว่า เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2558 น้องพอตเตอร์ อายุ 8 เดือน ได้เข้ารับการผ่าตัดหัวใจที่ รพ.มหาราช จ.นครราชสีมา ที่อยู่ในความดูแลของจำเลย หลังการผ่าตัดเสร็จสิ้นมีการเคลื่อนย้ายน้องพอตเตอร์ไปที่ห้องพักฟื้น แต่เกิดเหตุท่อช่วยหายใจที่สอดไว้ที่ปากเคลื่อนออก ทำให้น้องพอตเตอร์หัวใจหยุดเต้น ขาดอากาศหายใจไป 5 นาที 10 วินาที ก่อนเจ้าหน้าที่จะช่วยเหลือกู้ชีพจรกลับมาได้ เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นการปฏิบัติหน้าที่ในการรักษาโรคด้วยความประมาทเลินเล่อ ปราศจากความระมัดระวังของจำเลย ทำให้น้องพอตเตอร์กลายเป็นผู้พิการ

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิเคราะห์แล้วเห็นว่าบุคลากรทางการแพทย์ของจำเลยไม่ได้ทำท่อช่วยหายใจหลุดในขณะเคลื่อนย้ายโจทก์ภายหลังจากการผ่าตัดเสร็จสิ้น และบุคลากรทางการแพทย์ได้ปฏิบัติการกู้ชีพเป็นไปตามหลักวิชาการทางการแพทย์แล้ว การที่โจทก์สมองพิการ เสียหายถาวรไม่ได้เป็นผลมาจากการประมาทเลินเล่อของบุคลากรทางการแพทย์ของจำเลข กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นอื่นอีก พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์

Advertisement

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกผู้บริโภค วินิจฉัยว่า จำเลยไม่สามารถนำสืบให้รับฟังได้โดยชัดแจ้งว่า เหตุที่โจทก์สมองพิการ เสียหายถาวรช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ไม่ได้เป็นผลมาจากท่อช่วยหายใจที่ใส่ให้แก่โจทก์หลังจากการทำการผ่าตัดหลุด หรืออยู่ในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสม เป็นเหตุให้โจทก์สมองพิการถาวรช่วยเหลือตัวเองไม่ได้อันเป็นผลมาจากการประมาทเลินเล่อของบุคลากรทางการแพทย์ของจำเลย จำเลยจึงต้องรับผิดตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2538 มาตรา 2 วรรค 1 พิพากษากลับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายทางด้านจิตใจ ค่าทนทุกข์ทรมาน 1 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาพยาบาล 1 ล้านบาท และค่าเสียหายที่เป็นรายได้ในอนาคต 5 แสนบาท รวม 2.5 ล้านบาท ให้แก่โจทก์

จำเลยยื่นฎีกา ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือแล้วเห็นว่า ตั้งแต่การเตรียมผ่าตัด การผ่าตัดและเคลื่อนย้ายหลังการผ่าตัด จำเลยได้ทำตามขั้นตอนการรักษาผู้ป่วยอย่างถูกต้อง ส่วนท่อช่วยหายใจที่หลุดขณะเคลื่อนย้ายนั้นฟังไม่ได้ว่าเกิดจากการประมาทของบุคลากรทางการแพทย์ของจำเลย ถือเป็นเหตุสุดวิสัยไม่อาจคาดหมายได้ เพราะฉะนั้นบุคลากรทางการแพทย์ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์

ศาลฎีกาจึงพิพากษาว่าที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังขึ้น พิพากษากลับยกฟ้อง

ภายหลัง น.ส.ศุฑาทิพย์ มารดาของน้องพอตเตอร์ กล่าวด้วยความรู้สึกผิดหวังเมื่อได้ยินคำพิพากษาศาลฎีกาถึงกับพูดไม่ออก

ส่วนนายสมาน เหลี่ยมสีจันทร์ สามี ร่ำไห้ด้วยความเสียใจ เพราะสองคนต่อสู้เพื่อลูกมาหลายปีจนตอนนี้น้องพอตเตอร์อายุ 7 ขวบแล้ว ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ต้องคอยดูแลอาบน้ำ ให้อาหารเหลวทางหน้าท้องวันละ 6 มื้อ สุดท้ายเราสองคนพ่อแม่จะเลี้ยงดูน้องพอตเตอร์ต่อไป ไม่ว่าลูกจะอยู่ในสภาพแบบไหนก็ตาม

ด้านนางกอบพร วงศ์คำ ทนายความของน้องพอตเตอร์ กล่าวว่า ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นเหตุสุดวิสัยจึงไม่อาจก้าวล่วงได้ แต่ในการรักษานั้นทุกขั้นตอนต้องมีการตระเตรียมการในการช่วยเหลือ เพราะระบบสมองหากขาดอากาศหายใจ 4-5 นาที คงช่วยให้กลับมาเป็นปกติไม่ได้แล้ว ทำให้น้องพอตเตอร์ต้องอยู่ในสภาพช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ จากนี้ยังมีผลในคดีอาญาที่ยังรอคำพิพากษาอยู่ ขั้นต่อไปคงต้องยื่นถวายฎีกาเพื่อหาช่องทางในการช่วยเหลือครอบครัวของน้องพอตเตอร์

สำหรับผู้ที่ประสงค์ช่วยเหลือครอบครัวของน้องพอตเตอร์ สามารถบริจาคได้ที่บัญชี น.ส.ศุฑาทิพย์ มีสมบูรณ์ ธนาคารกรุงไทย เลขที่บัญชี 4930782554