“บิ๊กโจ๊ก”ประชุมร่วมหลายหน่วย สั่งเจ้าของกู้เรือน้ำมันเขียว พบพิรุธเอี่ยวหลายคดี จัดชุดปฎิบัติการล้างบางทำประมงผิดกม.ตรวจเข้มเรือไม่ติดตั้งระบบติดตามเรือ
เมื่อวันที่ 4 มีนาคม ที่ห้องประชุมพะยูน กรมประมง พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะประธานคณะทางานเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบ ควบคุม และเฝ้าระวัง การทำประมง IUU เป็นประธานในการประชุมคณะทางาน ครั้งที่ 3/2565 โดยมีหน่วยงานเข้าร่วมประกอบด้วย ศูนย์รักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) กรมศุลกากร กรมประมง กรมเจ้าท่า กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และกรมการจัดหางาน
พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ เปิดเผยว่าที่ประชุมดำเนินการใน 3 ประเด็นสาคัญ คือ 1) การพิจารณาคำร้องขอของเรือ ป.อันดามัน 2 ที่บรรทุกน้ำมันเขียวกว่า 5 แสนลิตร และจมบริเวณ จ.ชุมพร เมื่อวันที่ 22 ม.ค. ต่อมากรมเจ้าท่าออกคำสั่งให้เจ้าของเรือทำการกู้เรือ แต่เจ้าของเรือแจ้งกรมเจ้าท่าว่า ไม่มีความประสงค์จะกู้เรือ ทำให้เกิดข้อสงสัยกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องว่า เรือน้ำมันลำดังกล่าว เป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าหลายร้อยล้านบาท แต่เจ้าของเรือกลับไม่มีความต้องการที่จะนำทรัพย์สินมาซ่อมแซมเพื่อใช้ประโยชน์ ประกอบกับมีข้อมูลทางพฤติกรรมของเรือที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฎหมายหลายฉบับ ที่ประชุมจึงเห็นว่าข้อเสนอของเจ้าของเรือไม่สมเหตุผล อาจมีเจตนาแอบแฝง จำเป็นที่เจ้าหน้าที่ต้องสืบสวนแสวงหาพยานหลักฐานต่างๆ เพิ่มเติม พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ จึงให้กรมเจ้าท่าใช้อำนาจสั่งเจ้าของเรือให้ดำเนินการกู้เรือ โดยทันที หากมีเจตนาประวิงเวลา ให้เจ้าหน้าที่กรมเจ้าท่าร่วมกับชุดปฏิบัติการ IUU Hunter บังคับใช้กฎหมายโดยเคร่งครัด
2) ตามพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 กำหนดให้เรือประมงขนาดตั้งแต่ 30 ตันกรอสขึ้นไป ต้องติดตั้งระบบติดตามเรือประมง VMS จึงมีเรือประมงขนาดต่ำกว่า 30 ตันกรอส ที่ไม่มีการติด VMS และใช้ เครื่องมือประสิทธิภาพสูง เช่น อวนลากต่าง ๆ ซึ่งมีอยู่ 612 ลำ และเรือคราดหอย 208 ลำ ได้รับการ ร้องเรียนจากชาวประมงจำนวนมาก ว่ามีพฤติกรรมเข้ามาทำประมงในเขตทะเลชายฝั่ง รวมถึงการขนถ่าย แรงงาน พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ จึงสั่งการให้ชุดปฏิบัติการ IUU Hunter ร่วมกับ กองตรวจการประมง และกอง ตรวจสอบเรือประมง ดำเนินการติดตาม ตรวจสอบ ควบคุม และเฝ้าระวัง เรือประมงกลุ่มนี้อย่างเข้มข้น ทั้งการตรวจที่ท่าเทียบเรือและการตรวจในทะเล หากพบการกระทำผิดให้ดำเนินการบังคับใช้กฎหมายโดยเคร่งครัด เนื่องจากพื้นที่เขตทะเลชายฝั่ง เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำวัยอ่อน การให้เรือประมงเครื่อ งมือ ประสิทธิภาพสูง ลักลอบเข้ามาทำการประมงจึงเป็นการทำลายความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล ยิ่งไปกว่านั้นเรือประมงกลุ่มนี้ กฎหมายมิได้ให้ติดระบบติดตามเรือ (VMS) ทำให้องค์กรภาคประชาสังคมแจ้ง ข้อมูลว่า มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดการขนถ่ายแรงงาน แรงงานบังคับ ไปจนถึงการค้ามนุษย์
3) ตามที่เมื่อวันที่ 7 ม.ค.2565 พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ สั่งเร่งรัดให้กรมประมงดำเนินการตามคำ พิพากษาฎีกา ระหว่าง กรมประมง โจทก์ นายทวี แพใหญ่ และนายบุญชู แพใหญ่ จำเลย กรณีไม่มีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือจากภาครัฐเนื่องจากเรือประมงได้รับความเสียหายซ่อมแซมไม่ได้ ทำให้จำเลยต้องชำระเงินคืนภาครัฐ รวมกันประมาณ 10,224,571.61 บาท แต่กรมประมงยังไม่สามารถบังคับคดีได้ทั้งที่คำพิพากษาศาลฎีกาได้ล่วงมากว่าสามปีแล้ว นอกจากนั้นจำเลยทั้งสองมี พฤติกรรมประวิงเวลาในการชำระเงินคืน โดยขอจ่ายเฉพาะเงินต้นโดยปลอดดอกเบี้ย และให้ลดยอดเงินที่ต้อง จ่ายตามคำพิพากษาของศาลลงครึ่งหนึ่งของยอดเงินทั้งหมด และผ่อนชำระเดือนละไม่ต่ากว่า 10,000 บาท พร้อมทั้งขอให้ขยายระยะเวลาผ่อนชำระคืนเงินตามจำนวนที่กรมประมงได้พิจารณาแล้วภายใน 5 ปี นั้น พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ เห็นว่ากรณีนี้จำเป็นต้องเร่งรัดการบังคับใช้กฎหมาย เพราะมีคำพิพากษาศาลฎีกาถึงที่สุด แล้ว อีกทั้งเป็นการทำความเสียหายให้กับรัฐถึงกว่า 10 ล้านบาท หากไม่เคร่งครัดในการบังคับใช้กฎหมายกับ กรณีนี้ ย่อมถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ ส่งผลให้เกิดความรู้สึกเหลื่อมล้ำในสังคมเพิ่มมากขึ้น จนมีวาทกรรมที่แพร่หลายว่า คุกมีไว้ขังคนจน จึงประสานงานร่วมกับอธิบดีกรมบัญชีกลางในการดำเนินการ และ ได้รับการยืนยันจากกรมบัญชีกลางเมื่อวันที่ 1 มี.ค. ที่ผ่านมา ตามหนังสือกรมบัญชีกลาง ด่วนที่สุด ให้กรม ประมงดำเนินการบังคับคดีตามคาพิพากษาต่อไป ดังนั้นจึงมอบหมายให้กรมประมงบังคับคดีให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วัน และให้กรมเจ้าท่าร่วมกับชุดปฏิบัติการ IUU Hunter ตรวจสอบเรือประมงตามคำพิพากษาให้เสร็จสิ้น ภายใน 15 วัน หากพบว่ามีการกระทำผิดกฎหมายให้บังคับใช้กฎหมายโดยเคร่งครัด
พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ เปิดเผยอีกว่าในฐานะประธานคณะทำงานเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบ ควบคุม และเฝ้าระวัง การทำประมง IUU “ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รองนายกรัฐมนตรี พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ ในฐานะประธานกรรมการนโยบายการประมงแห่งชาติ กำชับให้หน่วยงานของรัฐ บังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดอย่างจริงจัง ขณะเดียวกันต้องส่งเสริมและอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่ ให้กับพลเมืองดี ดังนั้น ในภาคประมง การแยกน้ำ เสียออกจากน้ำดี จึงเป็นสิ่งที่มุ่งมั่นจะดำเนินการให้สำเร็จ โดยเร็วที่สุด จึงขอขอบคุณที่พี่น้องชาวประมงแทบทั้งหมดเข้าใจ และยินดีให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ เพราะหากเจ้าหน้าที่สามารถนำน้ำเสียออกจากวงการประมงได้ ชาวประมงทุกคนก็จะสามารถยืนหยัดในอาชีพได้ อย่างมีเกียรติ มีศักดิ์ ศรี ไม่ถูกเหมารวมว่าเป็นผู้ทำลายทรัพยากร เป็นแหล่งแรงงานบังคับ เป็นแหล่งค้ามนุษย์ ส่วนภาครัฐก็จะต้องมีนโยบายหรือมาตรการต่าง ๆ ในการส่งเสริมให้อาชีพชาวประมงมีความมั่นคง มีคุณภาพ ชีวิตที่ดี เพื่อบรรลุเป้าหมายประมงยั่งยืนร่วมกัน”

