ความหวังผู้ป่วยมะเร็ง แพทย์จุฬาฯโชว์ผลวิจัย วัคซีนรักษาเฉพาะคน

5.03.22 | 09:40 น.

สกู๊ปหน้า 1 : ความหวังผู้ป่วยมะเร็ง แพทย์จุฬาฯโชว์ผลวิจัย วัคซีนรักษาเฉพาะคน

มะเร็ง…ถือเป็นโรคที่คร่าชีวิตผู้คนเป็นจำนวนมากในแต่ละปี สำหรับประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งเฉลี่ยปีละ 8 หมื่นคน และมีผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่ประมาณ 1.5 แสนคนต่อปี

ดังนั้น มะเร็ง ถือเป็นโรคร้ายที่สำคัญ จึงมีความพยายามจากหน่วยงานต่างๆ ในการหานวัตกรรมการรักษาโรคมะเร็งให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยอย่างดีที่สุด

ศูนย์ความเป็นเลิศด้านภูมิคุ้มกันบำบัดมะเร็ง คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เป็นอีกหน่วยงานในการศึกษาวิจัยการรักษาโรคมะเร็งด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ อย่างเช่นการใช้วัคซีน
เมื่อไม่นานมานี้ มีการแถลงข่าวถึงความก้าวหน้าวัคซีนรักษามะเร็งเฉพาะรายบุคคล นวัตกรรมแห่งความหวังของสังคมไทย

ศ.นพ.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ข้อมูลว่า โครงการแพทย์จุฬาฯ พัฒนางานวิจัยภูมิคุ้มกันบำบัดมะเร็ง เป็นโครงการวิจัยขนาดใหญ่ของจุฬาฯ ซึ่งเกิดจากการผนึกกำลังความร่วมมือจากหลายคณะและสถาบันในจุฬาฯ เพื่อให้การขับเคลื่อนงานที่ท้าทายเหล่านี้สามารถริเริ่มได้อย่างรวดเร็วทันการณ์

จุฬาฯ จัดตั้งกองทุนศตวรรษที่ 2 เพื่อการก้าวกระโดดของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการสนับสนุนโครงการวิจัยขนาดใหญ่ ซึ่งโครงการแพทย์จุฬาฯ พัฒนางานวิจัยภูมิคุ้มกันบำบัดมะเร็ง เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่สำคัญของกองทุนนี้ เพื่อร่วมกันวิจัย และพัฒนาวิธีการรักษาโรคมะเร็งด้วยภูมิคุ้มกันบำบัด ซึ่งเป็นวิธีการรักษาแบบใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูง เพื่อแก้ไขปัญหาโรคมะเร็งที่พบมากขึ้นในสังคมสูงวัยของประเทศไทย

Advertisement

ด้าน รศ.ดร.นพ.วิโรจน์ ศรีอุฬารพงศ์ หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์โรคมะเร็งครบวงจร โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันการให้ยารักษามะเร็ง มีแนวทางหลัก 3 วิธี คือ

1.ยาเคมีบำบัด เป็นการรักษาที่ค่าใช้จ่ายไม่สูง มีประสิทธิภาพปานกลาง และอาจมีผลข้างเคียงที่มากได้

2.ยามุ่งเป้า เป็นการให้ยารักษาที่จำเพาะต่อการกลายพันธุ์ของมะเร็ง มีประสิทธิภาพจำเพาะเฉพาะในรายที่มีการกลายพันธุ์ตรงกับตัวยา อาการข้างเคียงมักจะไม่รุนแรงเมื่อเทียบกับยาเคมีบำบัด

3.ภูมิคุ้มกันบำบัด ปัจจุบันมีทั้งการรักษาแบบการให้ยาแอนติบอดี และการใช้เซลล์บำบัด

ซึ่งทั้ง 2 แนวทางนี้ได้รับการอนุมัติให้ใช้รักษาโดยทั่วไปแล้ว มีประสิทธิภาพดี ไม่จำเพาะกับชนิดมะเร็ง และส่วนใหญ่ผลข้างเคียงน้อย แต่อาจมีผลข้างเคียงส่วนน้อยที่เกิดรุนแรงได้บางครั้ง

ในการวิจัยและพัฒนาการรักษาโรคมะเร็งด้วยภูมิคุ้มกันบำบัด มุ่งเน้นพัฒนาการรักษาใน 3 วิธีคือ เซลล์บำบัดมะเร็ง (CAR T-cells และ NK cells) วัคซีนรักษามะเร็งเฉพาะบุคคล (therapeutic cancer neoantigen vaccine) และยาแอนติบอดีต้านมะเร็ง (ยาภูมิต้านมะเร็ง, immune checkpoint inhibitor)

ภูมิคุ้มกันบำบัดทั้ง 3 วิธีนี้ มีจุดเด่นที่แตกต่างกัน และสามารถใช้รักษาร่วมกัน และใช้ร่วมกับการรักษามะเร็งด้วยวิธีการอื่นๆ ได้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา

เบื้องต้นในการศึกษาวิจัยวัคซีนมะเร็งเฉพาะบุคคลในมะเร็งไต และมะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมา (melanoma) หรือมะเร็ง เม็ดสี

นพ.ไตรรักษ์ พิสิษฐ์กุล หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาเชิงระบบ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ เสริมว่า ทีมวิจัยได้พัฒนาวัคซีนรักษามะเร็งเฉพาะบุคคลมาตั้งแต่ปี 2560 จนถึงขั้นตอนทดสอบทางคลินิกระยะที่ 1 ให้อาสาสมัครตั้งแต่เดือนมกราคม 2564 นับเป็นการทดสอบทางคลินิกครั้งแรกในประเทศไทย และในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

การผลิตวัคซีนเฉพาะบุคคลนี้ ต้องใช้ข้อมูลการกลายพันธุ์ที่ตรวจพบในผู้ป่วยรายนั้น เพื่อกระตุ้นให้เกิดการสร้างภูมิคุ้มกันที่จำเพาะต่อการกลายพันธุ์ของมะเร็ง เนื่องจากมะเร็งของผู้ป่วยแต่ละคนมีการกลายพันธุ์ส่วนใหญ่ที่ต่างกัน การผลิตวัคซีนจึงต้องทำทีละ 1 ราย เพื่อสร้างให้เกิดการกระตุ้นภูมิคุ้มกันที่จำเพาะ และมีประสิทธิภาพไว้ต่อสู้กับโรคมะเร็ง

การให้วัคซีนรักษามะเร็งเฉพาะบุคคล เริ่มต้นด้วยการนำชิ้นเนื้อมะเร็งจากผู้ป่วยมาถอดรหัสพันธุกรรมใช้เวลาประมาณ 2 เดือน เพื่อตรวจหาการกลายพันธุ์ที่พบในชิ้นเนื้อมะเร็งเท่านั้น ซึ่งไม่พบในเซลล์ปกติของร่างกาย และนำข้อมูลการกลายพันธุ์มาผลิตเป็นชิ้นส่วนของโปรตีนของมะเร็งที่กลายพันธุ์ขนาดเล็ก ที่มีเพียงข้อมูลการกลายพันธุ์แต่ไม่สามารถก่อโรคได้ โดยไม่มีการฉีดเซลล์มะเร็งเข้าในร่างกายแต่อย่างใด

ทั้งนี้ ผู้ป่วยไม่ต้องนอนโรงพยาบาล แต่ต้องมารับวัคซีน 7 ครั้ง แบ่งเป็น 5 ครั้งแรกภายใน 1 เดือน และเว้นระยะการฉีดอีก 2 เข็ม เพื่อกระตุ้นไป 1-2 เดือน หลังฉีดวัคซีนเม็ดเลือดขาวชนิด antigen presenting cells จะกินชิ้นส่วนโปรตีนกลายพันธุ์ที่ผลิตไว้ และกระตุ้นเม็ดเลือดขาวชนิดทีเซลล์ให้รู้จักการกลายพันธุ์ของมะเร็งมากขึ้นอย่างจำเพาะ นพ.ไตรรักษ์แจงวิธีการรักษา

เบื้องต้นใน 1 ปีที่ผ่านมา การทดสอบวัคซีนรักษามะเร็งเฉพาะบุคคลกับอาสาสมัครผู้ป่วยมะเร็ง 4 ราย ซึ่งเป็นระยะที่ 4 (ระยะลุกลาม) แบ่งเป็น ผู้ป่วยมะเร็งเม็ดสี 3 ราย และมะเร็งไต 1 ราย พบว่าการฉีดวัคซีนมีความปลอดภัย พบผลข้างเคียงน้อย เช่น มีอาการปวดตรงจุดที่ฉีดวัคซีน ไม่พบผลข้างเคียงรุนแรง และหลังจากการฉีดวัคซีน 3 สัปดาห์ พบว่าหลังจากฉีดไป 3 สัปดาห์สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันในผู้ป่วยทั้ง 4 รายดีขึ้นอย่างชัดเจน และเป็นการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันที่มีความจำเพาะต่อชิ้นส่วนการกลายพันธุ์ของผู้ป่วยมะเร็งรายนั้นๆ

ดังนั้น วัคซีนนี้จึงเป็นวัคซีนรักษามะเร็ง โดยนำข้อมูลจากชิ้นเนื้อมะเร็งมาผลิตวัคซีน ไม่ใช่วัคซีนป้องกันมะเร็ง และในต่างประเทศ เช่น ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ก็มีการศึกษาเช่นกัน และพบว่าการใช้วัคซีนรักษามะเร็งเฉพาะบุคคลร่วมกับการให้ยาแอนติบอดีที่ช่วยเสริมการทำงานของภูมิคุ้มกัน สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาให้สูงขึ้นได้ นับว่าการแพทย์ของไทยนับว่าก้าวทันต่างประเทศ

ทั้งนี้ ทีมวิจัยได้ตรวจติดตามการตอบสนองทางพยาธิวิทยาในผู้ป่วย 1 ราย เมื่อประเมินการกระจายตัวของเม็ดเลือดขาวชนิดทีเซลล์ในชิ้นเนื้อมะเร็ง (T-cell tumor infiltration) พบถึงการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน ซึ่งก่อนฉีดวัคซีน ตรวจพบเซลล์เม็ดเลือดขาวอยู่บริเวณรอบนอกก้อนมะเร็งเป็นหลัก และหลังได้รับวัคซีน พบว่าเม็ดเลือดขาวมีการเปลี่ยนแปลง ตอบสนองในทางบวก มีการกระจายตัวเข้าไปในชิ้นเนื้อมะเร็งมากขึ้น ปัจจุบันผู้ป่วยรายนี้อาการคงที่หลังได้รับการรักษาด้วยวัคซีนมะเร็ง และตรวจติดตามเป็นเวลา 9 เดือน
หากมีการพิสูจน์ประสิทธิภาพของวัคซีนได้ อาจจะเร็วหรือภายใน 4 ปีข้างหน้า ทีมวิจัยจะเดินหน้าเข้าสู่การทดสอบทางคลินิกระยะถัดไป โดยเริ่มเปิดให้บริการในโรงพยาบาลจุฬาฯ เมื่องานวิจัยสามารถพิสูจน์ถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัยจะดำเนินการขึ้นทะเบียน

ในขณะเดียวกันศูนย์ความเป็นเลิศด้านภูมิคุ้มกันบำบัดมะเร็งจะทำการวิจัยและพัฒนายาแอนติบอดีรักษามะเร็ง หรือยาภูมิต้านมะเร็งคู่ขนานด้วย ซึ่งปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการผลิตในโรงงาน และจะเริ่มการทดสอบในสัตว์ทดลองภายในปีนี้ รวมถึงการเริ่มทดสอบทางคลินิกในผู้ป่วยมะเร็งในปี 2566

หากการพัฒนาวัคซีนรักษามะเร็งเฉพาะบุคคล และยาแอนติบอดีประสบผลสำเร็จจะสามารถใช้การรักษาทั้ง 2 วิธีควบคู่กัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษามะเร็งให้ดีขึ้น และในราคาที่จะช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาได้ หมอไตรรักษ์สรุป

เป็นอีกความหวังของผู้ป่วยมะเร็ง ที่จะมีทางเลือกในการรักษาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อบรรเทาหรือให้หายจากโรคร้ายนี้ได้