ปฏิรูปการศึกษา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี
อว.-โอกาส-อนาคต ที่จับต้องได้
คลื่นแห่งการปฏิรูปการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยเป็นการหลอมรวมระหว่างการอุดมศึกษา กับวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (วทน.) อย่างลงตัวและผสมกลมกลืน กลายเป็น กระทรวงแห่งปัญญา โอกาสและอนาคต
ศ.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า รูปธรรมจับต้องได้ในการดำเนินการเรื่องนี้เริ่มต้นด้วย 1.การจัดสรรงบประมาณกว่า 1,000 ล้านบาท ให้กับ กองทุนนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรม ที่จัดตั้งโดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ผ่านกลไกกองทุนร่วมลงทุน หรือ Matching Fund ของกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพื่อส่งเสริมสนับสนุน SMEs ของไทยให้สามารถพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมได้เอง สร้างโอกาสในการแข่งขันให้ธุรกิจภาคอุตสาหกรรมเข้มแข็งและเติบโตอย่างยั่งยืน แสดงให้เห็นว่า อว. พร้อมเป็นพันธมิตรและให้ความร่วมมือกับภาคเอกชนอย่างเต็มที่

2.การจัดตั้งกองทุนเพื่อพัฒนาการอุดมศึกษา ถือเป็นก้าวกระโดดครั้งใหญ่ในการพลิกโฉมมหาวิทยาลัย เพื่อขับเคลื่อนและช่วยสนับสนุนภารกิจการพัฒนาความเป็นเลิศของสถาบันอุดมศึกษาและการผลิตกำลังคนระดับสูงเฉพาะทางให้สอดรับกับความต้องการของประเทศ ถือเป็นอีกหนึ่งจิ๊กซอว์เพื่อนำไปสู่การปฏิรูปสถาบันอุดมศึกษาของประเทศไทย กองทุนนี้จะเป็นแรงจูงใจให้มหาวิทยาลัยคิดและทำ หรือได้ทดลองหลักสูตรใหม่ๆ ที่แตกต่างจากเดิม โดยเฉพาะหลักสูตรที่เน้นเรื่องการปฏิบัติตามความต้องการของตลาด ตอบโจทย์ประเทศได้มากขึ้น

3.การจัดกลุ่มสถาบันอุดมศึกษาที่แบ่งเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 กลุ่มพัฒนาการวิจัยระดับแนวหน้าของโลก กลุ่มที่ 2 กลุ่มพัฒนาเทคโนโลยีและส่งเสริมการสร้างนวัตกรรม กลุ่มที่ 3 กลุ่มพัฒนาชุมชนท้องถิ่น หรือชุมชนอื่น กลุ่มที่ 4 กลุ่มพัฒนาปัญญาและคุณธรรมด้วยหลักศาสนา และกลุ่มที่ 5 กลุ่มผลิตและพัฒนาบุคลากรวิชาชีพและสาขาจำเพาะ การจัดกลุ่มมหาวิทยาลัยนี้เป็นไปตามจุดมุ่งเน้นตามที่มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งได้เลือกเองว่าจะอยู่ในกลุ่มใด เพื่อที่จะดำเนินงานขับเคลื่อนให้ตรงกับทิศทางการพัฒนาของแต่ละแห่ง

4.ปรับหลักเกณฑ์และเพิ่ม 5 ช่องทางการขอตำแหน่งทางวิชาการ ซึ่งจะเป็นการเสนอขอตำแหน่งทางวิชาการที่ไม่จำเป็นต้องใช้แต่ตำราและงานวิจัยในรูปแบบเดิมเป็นหลัก โดยเพิ่มรูปแบบการขอตำแหน่งทางวิชาการเฉพาะด้านอีก 5 ด้าน ประกอบด้วย 1.ด้านรับใช้ท้องถิ่นและสังคม 2.ด้านสร้างสรรค์สุนทรียะ ศิลปะ 3.ด้านการสอน 4.ด้านนวัตกรรม และ 5.ด้านศาสนา ทำให้การขอตำแหน่งทางวิชาการของอาจารย์ในมหาวิทยาลัยมีช่องทางเพิ่มมากขึ้น ถือเป็นครั้งแรกของประเทศไทยและเป็นนวัตกรรมอุดมศึกษาอย่างแท้จริง ซึ่งจะมีส่วนช่วยให้การทำงานวิชาการของอาจารย์ในมหาวิทยาลัยตอบโจทย์การพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ มากขึ้น เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ การพัฒนาสังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชน นอกเหนือไปจากการทำตำราวิชาการและงานวิจัย

5.ยกเลิกเกณฑ์กลางระยะเวลาเรียน ไม่มีกำหนดเวลาจบ โดยยกเลิกการกำหนดระยะเวลาการสำเร็จการศึกษาของนักศึกษาในแต่ละระดับปริญญา กรณีกำหนดให้สำเร็จการศึกษาได้ไม่เกินกี่ปีการศึกษา เพื่อให้สอดคล้องกับบริบททางการศึกษาที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งในการเรียนรู้องค์ความรู้และทักษะใหม่ๆ ที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพราะความรู้ไม่ได้จำกัดอยู่ในห้องเรียนเสมอไป
6.เปิดลงทะเบียนเรียนข้ามสถาบันครั้งแรกของไทย ทลายพรมแดนแห่งการเรียนรู้ เมื่อ อว.และอธิการบดี 25 สถาบันอุดมศึกษา เห็นชอบเปิดลงทะเบียนเรียนรายวิชาข้ามสถาบันและสามารถใช้หน่วยกิตของรายวิชาดังกล่าวให้เป็นส่วนหนึ่งของหน่วยกิตในหลักสูตรที่นักศึกษากำลังศึกษาได้ รวมทั้งสามารถนำไปอยู่ในระบบคลังหน่วยกิตสะสมได้ตามข้อกำหนดของแต่ละสถาบัน
7.ร่วมผลักดันการแก้ไขพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ให้มีระบบให้ทุนการศึกษาแทนการกู้ยืมเงินในสาขาวิชาขาดแคลน โดย อว.ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการผลักดันการแก้ไขพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา โดยให้มีระบบให้ทุนการศึกษาแทนการกู้ยืมเงินในสาขาวิชาขาดแคลน หรือสาขาที่มุ่งส่งเสริมเป็นพิเศษ โดยจะกำหนดให้ผู้ได้รับทุนต้องปฏิบัติงานในหน่วยงานตามเวลาที่กำหนดด้วยหรือไม่ก็ได้

8.เปิดหลักสูตรแซนด์บ็อกซ์ หรือการจัดการศึกษาที่แตกต่างจากมาตรฐานอุดมศึกษา เป็นหลักสูตรทดลองที่สามารถปรับให้ต่างจากการปฏิบัติตามมาตรฐานเดิม เพื่อตอบโจทย์การพัฒนากำลังขั้นสูงของประเทศ พร้อมทลายข้อจำกัดการจัดการศึกษาแบบเดิม
9.การจัดตั้งวิทยสถาน ได้แก่ วิทยสถานด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศิลปกรรมศาสตร์แห่งประเทศไทย หรือธัชชา และที่กำลังจะเกิดขึ้นอีกแห่งคือ วิทยสถานด้านวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย หรือธัชวิทย์
ถือเป็นศาสตร์ทั้งสองขาที่ต้องเดินไปพร้อมกัน ผลงานที่ผ่านมาของธัชชา เช่น การขุดค้นสืบค้นเรื่องดินแดนสุวรรณภูมิ โดยใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสมัยใหม่มาเป็นเครื่องมือ ส่วนธัชวิทย์จะเป็นสถานที่รวบรวมคนเก่งของ อว.มาทำหน้าที่เป็นคลังสมองให้กับรัฐบาล ปฏิบัติงานเฉพาะกิจแต่มีความคล่องตัวสูง เพื่อให้ทำงานตอบโจทย์ความต้องการของประเทศและภาคเอกชนได้
10.ออกพระราชบัญญัติส่งเสริมการใช้ประโยชน์งานวิจัยและนวัตกรรม ซึ่งเป็นกฎหมายที่สนับสนุนให้ผู้รับทุน หรือนักวิจัยที่ได้รับทุนจากหน่วยงานของรัฐได้สิทธิเป็นเจ้าของผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่เกิดจากการประดิษฐ์คิดค้นของผู้รับทุนเองได้ และผู้รับทุนวิจัยสามารถถ่ายทอดผลงานวิจัยไปสู่ภาคเอกชนที่จะเป็นผู้นำผลงานวิจัยและนวัตกรรมนั้นไปใช้ประโยชน์ผลิตเป็นสินค้าและบริการออกสู่ตลาดหรือใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ได้
ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรม และสร้างแรงจูงใจให้แก่นักวิจัยในการสร้างสรรค์ผลงานให้ตรงกับความต้องการของตลาด ซึ่งจะทำให้งานวิจัยไม่ได้อยู่แต่บนหิ้งเท่านั้น แต่จะถูกนำออกมาสู่สังคมและประชาชนมากขึ้น
วันนี้กระแสการปฏิรูปของ อว.ได้เดินหน้าแล้วและจะหยุดไม่ได้ สิ่งไหนที่จะเป็นประโยชน์ต่อชาติบ้านเมืองต่อประชาชนไทย ในฐานะ รมว.อว.ของรัฐบาลพร้อมทำทันที ไม่ว่าจะเป็นการปลดล็อก รื้อ ปรับเปลี่ยน ทลายข้อจำกัดที่เป็นอุปสรรคต่างๆ ตลอดจนพัฒนาสิ่งใหม่ๆ เพื่อให้การปฏิรูปเดินต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง ศ.(พิเศษ) เอนก กล่าว

