เมื่อวันที่ 8 มีนาคม พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้ช่วย ผบ.ตร.รองผู้อำนวยการ ศพดส.ตร./ในฐานะประธานคณะทำงานเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบ ควบคุม และเฝ้าระวัง การทำประมงโดยผิดกฎหมาย ปฏิบัติตรวจสอบกระบวนการฉ้อโกงน้ำมันเขียวที่เกิดขึ้นในพื้นที่ทะเลอ่าวไทย จึงสั่งการให้ บก.รน. โดย พ.ต.อ.ชณพล วันขวัญ รอง ผบก.รน./หน.ชุดปฏิบัติการที่ 3 ตรวจสอบเชิงรุก ค้นหาเป้าหมายในกระบวนการดังกล่าว ซึ่งคณะทำงานวางกำลังตามจังหวัดต่างๆ ที่มีการกระทำความผิด 8 จังหวัด ประกอบด้วย สมุทรปราการ สมุทรสาคร เพชรบุรี ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา และปัตตานี และแบ่งกำลังการตรวจค้นเป้าหมายทั้งทางบกและทางน้ำ เพื่อตรวจค้นบริษัทน้ำมันอันเป็นเจ้าของเรือสถานีบริการน้ำมันดีเซล และเจ้าของบ้านเรือประมงซึ่งได้ไปเติมน้ำมันเขียวจากเรือสถานีบริการน้ำมัน รวมทั้งเรือสถานีบริการน้ำมันในเขตต่อเนื่องจำนวน 5 ลำ
พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ เปิดเผยว่า ในภารกิจครั้งนี้ใช้กำลังพลจำนวน 180 นาย เรือตรวจการณ์ 7 ลำ และอากาศยาน 1 ลำ เข้าปิดล้อมตรวจค้นเป้าหมายทั้งสิ้น 19 จุด ประกอบด้วย เรือสถานีบริการน้ำมันจำนวน 5 ลำ, เรือประมงจำนวน 3 ลำ และบริษัทน้ำมัน 4 บริษัท สำนักงานเรือประมง/บ้านเจ้าของเรือ 6 จุด อู่เรือ 1 จุด โดยตรวจค้นเพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน เเละทำเป็นรายงานสืบสวนเพื่อดำเนินคดีให้กับผู้เกี่ยวข้องในการกระทำความผิดต่อไป
พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ เปิดเผยอีกว่า การกระทำผิดดังกล่าวเป็นความผิดฐาน “ขนถ่ายในเขตต่อเนื่องโดยไม่มีเหตุอันควรหรือไม่ได้รับอนุญาต” ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 มาตรา 189 ซึ่งคณะทำงาน ดำเนินการสืบสวนขยายผลมาโดยตลอดจนพบว่า ในทะเลฝั่งอ่าวไทยมีการกระทำความผิดลักษณะเดียวกันกับฝั่งอันดามัน เป็นจำนวนหลายบริษัทใหญ่ ประกอบด้วย บริษัท มนตรีทวีสิน 2004 จำกัด บริษัท ไทยแหลมทอง ค้าน้ำมันประมง จำกัด หจก.ปัตตานีรวมโชค บริษัท ดับเบิ้ลดี ปิโตเลียม จำกัด และบริษัท เอส.ซีไลอ้อน จำกัด ซึ่งบริษัทดังกล่าวมีเรือสถานีบริการน้ำมันดีเซลเป็นของตนเอง เพื่อจำหน่ายให้แก่ชาวประมงตามนโยบายของรัฐบาล แต่ปรากฏว่ามีเรือประมงซึ่งไม่มีสิทธิเติมน้ำมันเขียวตามประกาศกรมศุลกากร ที่ ๖๘/๒๕๖๑ เรื่องการอนุญาตให้ผู้ประกอบการนำน้ำมันดีเซลออกไปจำหน่ายในเขตต่อเนื่องของราชอาณาจักร เข้ามาเกี่ยวข้องในกระบวนการในครั้งนี้ด้วย
พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ เปิดเผยอีกว่า ปฏิบัติการในครั้งนี้จะเป็นการเริ่มต้นการดำเนินการตรวจสอบกระบวนการฉ้อโกงน้ำมันเขียวซึ่งสร้างความเสียหายให้กับรัฐปีละหลายร้อยล้านบาท โดยเป็นการบูรณาการร่วมกันหลายหน่วยงานเพื่อปราบปรามกระบวนการดังกล่าวให้หมดไป ต่อจากนี้จะมีการปฏิบัติการอย่างต่อเนื่องเพื่อให้โครงการน้ำมันเขียวของรัฐบาลเกิดประโยชน์แก่ชาวประมงไทยเราให้มากที่สุด”

