ศาลปกครองแถลงผลงานครบรอบ 21 ปี เดินหน้าพัฒนามาตรฐานอำนวยความยุติธรรมทางปกครองนำเทคโนโลยี แก้ไขปรับปรุงกฎหมายเพิ่มประสิทธิภาพ แก้ปัญหาทางปฏิบัติพิจารณาคดีให้และประชาชนรับความยุติธรรมไม่ล่าช้า
เมื่อวันที่ 8 มีนาคม ที่ชั้นบี 1 อาคารศาลปกครอง นายชาญชัย แสวงศักดิ์ ประธานศาลปกครองสูงสุด เป็นประธานในการแถลงข่าวผลการดำเนินงานของศาลปกครอง เนื่องในโอกาสครบรอบ 21 ปี การเปิดทำการศาลปกครอง
นายชาญชัย กล่าวว่า ภารกิจด้านการพิจารณาพิพากษาคดี โดยสถิติคดีของศาลปกครองในภาพรวม นับถึงวันที่ 27 กันยายน 25 64 ก่อนที่ตนเข้ามารับตำแหน่งประธานศาลปกครองสูงสุดนั้น มีจำนวนทั้งสิ้น 180,986 คดี พิจารณาได้แล้วเสร็จ จำนวน 154,106 คดี คิดเป็นร้อยละ 85.15 ของคดีรับเข้า โดยเมื่อเข้ามารับตำแหน่งประมาณ 5เดือน มีจำนวนคดีรับเข้า 4,847 คดี พิจารณาคดีแล้วเสร็จ จำนวน 4,135 คดี คิดเป็นร้อยละ 85.31 ของคดีรับเข้า ซึ่งในจำนวนคดีที่พิจารณาแล้วเสร็จนี้ พบว่า ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาคดีได้แล้วเสร็จ เป็นจำนวน 1,730 คดี ส่งผลให้ศาลปกครองสูงสุดมีคดีค้างสะสมลดลง จำนวน 236 คดี และคาดว่าในปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 ศาลปกครองสูงสุดจะพิจารณาคดีได้แล้วเสร็จมากกว่าปีงบประมาณก่อนหน้า และเป็นปีที่ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาคดีได้แล้วเสร็จมากที่สุดนับตั้งแต่เปิดทำการศาลปกครองมาอีกด้วย
และนับตั้งแต่มีการเปิดใช้งานระบบงานคดีปกครองอิเล็กทรอนิกส์ เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2562 และได้มีการพัฒนาระบบดังกล่าวอย่างต่อเนื่องตลอดมา เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่คู่กรณีและประชาชน ให้สามารถยื่นฟ้องคดีผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ทุกที่ ทุกเวลา โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางมาที่ศาลปกครอง ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนคดีที่ยื่นฟ้องทางอิเล็กทรอนิกส์ตั้งแต่เปิดใช้ระบบ รวมสองชั้นศาล จำนวน 970 คดี และได้พิจารณาแล้วเสร็จ จำนวน 385คดี
นอกจากการเพิ่มช่องทางการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีทางระบบอิเล็กทรอนิกส์แล้ว ศาลปกครองยังได้เปิดให้มีการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในคดีปกครอง ซึ่งเป็นวิธีการที่สามารถทำให้ข้อพิพาทยุติลงด้วยดีภายในระยะเวลาที่รวดเร็ว และนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2562ที่นำกระบวนการไกล่เกลี่ยมาใช้ มีคดีที่เข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยของศาลปกครองชั้นต้น จำนวน 373คดี ไกล่เกลี่ยแล้วเสร็จ จำนวน 315 คดี คิดเป็นร้อยละ 84.45 และมีคดีอยู่ระหว่างกระบวนการไกล่เกลี่ย จำนวน 58 คดี หรือร้อยละ 15.55
และในปี พ.ศ. 2564 ศาลปกครองยังได้พัฒนางานที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาคดีด้านอื่น ๆ ควบคู่กันไปด้วย โดยมีผลการดำเนินงานที่สำคัญ 3 ประการ ดังนี้
ประการแรก การพัฒนามาตรฐานในการอำนวยความยุติธรรมทางปกครองอย่างต่อเนื่องให้เป็นไปตามมาตรฐานอันเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ทั้งในด้านระบบการทำงาน โครงสร้างพื้นฐาน และบุคลากร มีผลการดำเนินงาน ดังนี้
1) ด้านการพิจารณาพิพากษาคดี
1.1 ) จัดทำร่างขั้นตอนและกรอบระยะเวลาการดำเนินคดีของตุลาการศาลปกครองเพื่อรองรับการดำเนินการให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งร่างพระราชบัญญัติกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม พ.ศ. …. พร้อมทั้งเตรียมความพร้อมในการพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อรองรับการจัดทำ พัฒนา และเชื่อมโยงระบบตรวจสอบ หรือแจ้งความคืบหน้าให้ประชาชนทราบเมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้
1.2) ปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการพิจารณาพิพากษาคดี และสนับสนุนการพิจารณาพิพากษาคดีให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีการประกาศใช้ระเบียบและแนวปฏิบัติในปี พ.ศ. 2564 อาทิ ประกาศประธานศาลปกครองสูงสุด เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการตรวจดู การคัดสำเนา และการรับรองสำเนาเอกสารในสำนวนคดี (ฉบับที่ 2) การออกระเบียบ ก.บ.ศป. ว่าด้วยเงินค่าธรรมเนียม เงินค่าปรับ และเงินกลาง (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2564 และมีประกาศสำนักงานศาลปกครอง เรื่อง สถานที่ใช้เชื่อมโยงสัญญาณกับศาลและวิธีการที่จะใช้ในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีปกครองทางอิเล็กทรอนิกส์หรือระบบการประชุมทางจอภาพ (ฉบับที่ 2) ซึ่งเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่คู่กรณีและประชาชน ฯลฯ
1.3 ) แก้ไขพรบ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ที่เกี่ยวกับกระบวนพิจารณาคดีปกครองเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม เพื่อแก้ปัญหาทางปฏิบัติในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีปกครองที่ปรากฏขึ้นในปัจจุบัน โดยแก้ไขเพิ่มเติมทั้งสิ้นรวม 11ประเด็น ดังต่อไปนี้
(1) เพิ่มเติมบทนิยามคำว่า “คดีปกครองเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม” โดยกำหนดว่า คดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองที่องค์คณะเห็นว่าเป็นคดีที่เกิดจากกฎหมายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่ประธานศาลปกครองสูงสุดประกาศกำหนด
(2) แก้ไขเพิ่มเติมเงื่อนไขการฟ้องคดี ให้สามารถฟ้องคดีปกครองในระหว่างการดำเนินการแก้ไขความเดือดร้อนหรือเสียหายตามที่กฎหมายกำหนดไว้แต่ยังมิได้มีการสั่งการหรือไม่มีการแก้ไขความเดือดร้อนหรือเสียหายจนล่วงเลยเวลาไปแล้ว
(3) เพิ่มเติมเงื่อนไขการฟ้องคดีกรณีที่การกระทำหรือการงดเว้นการกระทำของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐมีความเสี่ยงว่าจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ทรัพยากร ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมหรือสุขอนามัยของประชาชน และเป็นความเสียหายที่ยากแก่การแก้ไขเยียวยา ในภายหลัง
(4) เพิ่มเติมให้มีการฟ้องคดีแบบกลุ่ม
(5) เพิ่มเติมอำนาจให้ศาลปกครองสามารถกำหนดวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษาในคดีปกครองเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมได้ โดยต้องคำนึงถึงหลักการป้องกันหรือหลักข้อควรระวังความเสียหายอย่างร้ายแรงที่จะเกิดแก่ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมหรือแก่สุขอนามัยของประชาชนประกอบด้วย
(6) เพิ่มเติมให้คำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีปกครองสิ่งแวดล้อมผูกพันบุคคลภายนอกหรือหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอื่น ซึ่งมีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดีหรือมีหน้าที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายได้
(7) เพิ่มเติมให้ศาลปกครองมีอำนาจกำหนดคำบังคับในคดีปกครองเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมให้บุคคลภายนอกใช้เงินหรือส่งมอบทรัพย์สินหรือให้กระทำการหรืองดเว้นกระทำการ โดยจะกำหนดเวลาหรือเงื่อนไขอื่น ๆ ไว้ด้วยก็ได้
(8) เพิ่มเติมให้ศาลปกครองกำหนดคำบังคับในคดีปกครองเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม โดยต้องคำนึงถึงหลักการป้องกันหรือหลักข้อควรระวังความเสียหายอย่างร้ายแรงที่จะเกิดแก่ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมหรือแก่สุขอนามัยของประชาชนประกอบด้วย
(9) เพิ่มเติมให้ศาลปกครองมีอำนาจกำหนดคำบังคับในคำพิพากษาเกินกว่าหรือแตกต่างจากคำขอของผู้ฟ้องคดี กำหนดถึงการสงวนสิทธิแก้ไขคำบังคับในคำพิพากษา กำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ และออกคำสั่งให้คู่กรณีดำเนินการกำจัดมลพิษภายในระยะเวลาที่กำหนด
(10) กำหนดให้การออกระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดที่ออกตามความในพระราชบัญญัตินี้ ต้องส่งให้สภาผู้แทนราษฎรตรวจสอบตามมาตรา 6 แห่งพรบ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542
(11) ให้จัดตั้งสำนักพัฒนาระบบคดีปกครองเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมขึ้นในสำนักงาน
ศาลปกครอง เพื่อให้สอดคล้องกับแผนการปฏิรูปประเทศด้านทรัพยากร-ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประเด็นการปฏิรูปที่ 7 การปฏิรูประบบยุติธรรมสิ่งแวดล้อม
ทั้งนี้ ก.บ.ศป. ได้ให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้แล้ว ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นตามขั้นตอนของกฎหมาย และจะได้นำเสนอต่อครม.เพื่อพิจารณาในลำดับถัดไป
2) ด้านการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและโครงสร้างพื้นฐาน
2.1) พัฒนาระบบการพิจารณาพิพากษาคดีปกครองผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ และจัดให้มีโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงาน โดยการพัฒนาระบบสนับสนุนตุลาการและให้บริการแก่คู่กรณีผ่านอุปกรณ์หรือเครื่องมือการสื่อสาร (Web mobile application) และปรับปรุงห้องไต่สวนและห้องพิจารณาคดีอิเล็กทรอนิกส์ โดยติดตั้งระบบประชุมทางจอภาพ จำนวน 6 แห่ง ได้แก่ ศาลปกครองสูงสุด ศาลปกครองกลาง ศาลปกครองเชียงใหม่ ศาลปกครองขอนแก่น ศาลปกครองสงขลา และศาลปกครองระยอง รวมทั้งปรับปรุงห้องประชุมองค์คณะอิเล็กทรอนิกส์ในศาลปกครองสูงสุด
2.2 ) พัฒนาระบบข้อมูลสนับสนุนการตัดสินใจอัจฉริยะสำหรับผู้บริหารศาลปกครองและสำนักงานศาลปกครอง โดยจัดหาเครื่องมือจัดทำระบบการวิเคราะห์และนำเสนอข้อมูลด้วยซอฟต์แวร์ระบบธุรกิจอัจฉริยะ Business Intelligence : BI และอุปกรณ์การนำเสนอข้อมูลสารสนเทศสำหรับผู้บริหาร
2.3) สร้างความร่วมมือในการเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อสนับสนุนกระบวนพิจารณาคดีของศาลปกครองด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลที่ทันสมัย โดยการเชื่อมโยงข้อมูลผ่าน Linkage Center กับกรมที่ดิน สำนักงานประกันสังคม และกรมการปกครอง
2.4 ) พัฒนาระบบดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารราชการของศาลปกครอง โดยดำเนินการจัดหาระบบถ่ายทอดภาพ เสียง วีดีโอ เพื่อบันทึกและจัดเก็บสื่อมัลติมีเดียและเผยแพร่สำหรับให้บริการประชาชนผ่านเว็บไซต์ของศาลปกครอง
2.5) พัฒนาฐานข้อมูลและระบบบังคับคดีปกครองด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้บริการประชาชนผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบด้วย ระบบยื่นคำร้องเกี่ยวกับการบังคับคดีปกครองผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-filing) การเชื่อมโยงข้อมูลบุคคลล้มละลายของกรมบังคับคดี และการปรับปรุงระบบบังคับคดีปกครอง เพื่อติดตามการบังคับคดีปกครองทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค
ประการที่สอง การมุ่งเน้นให้กระบวนการยุติธรรมทางปกครองเป็นกลไกในการจัดการข้อพิพาทที่เป็นปัญหาสำคัญ เป็นลักษณะของการตัดไฟแต่ต้นลม โดยจัดทำเป็นโครงการศึกษาวิเคราะห์เหตุแห่งการฟ้องคดีเพื่อป้องกันและลดการนำข้อพิพาททางปกครองมาสู่ศาล ในรอบปี พ.ศ. 2563 เพื่อนำเสนอผลการวิเคราะห์เหตุแห่งการฟ้องคดีต่อคณะรัฐมนตรี สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐ ป้องกันและลดการนำข้อพิพาททางปกครองมาสู่ศาล
และประการที่สาม การสานต่อและขยายความร่วมมือกับองค์กรภายนอก ทั้งที่เป็นองค์กรภาครัฐและภาคประชาชน รวมทั้งองค์กรต่างประเทศ ได้แก่
1) การสร้างความร่วมมือทางวิชาการกับหน่วยงานภาครัฐ โดยจัดอบรมโครงการเสริมสร้างหลักปฏิบัติราชการที่ดีจากคำวินิจฉัยของศาลปกครองให้แก่ทุกภาคส่วนในสังคม จัดเสวนาทวิภาคีระหว่างศาลปกครองกับหน่วยงานภาครัฐต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง
2) การส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการดำเนินงานตามภารกิจของศาลปกครอง โดยจัดให้มีช่องทางรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของประชาชนที่มาติดต่อราชการที่ศาลปกครอง รวมทั้งผ่านระบบออนไลน์ ได้แก่ คอลเซ็นเตอร์ เฟซบุ๊ก ไลน์ อีเมลล์ และเว็บไซต์ศาลปกครอง การเปิดโอกาสให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถานศึกษาและประชาชน เข้ามามีส่วนร่วมรับรู้และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินงานของศาลปกครองผ่านโครงการเปิดบ้านศาลปกครอง และการศึกษาดูงานศาลปกครองทั้งในส่วนกลางและในภูมิภาค
3) การสร้างความร่วมมือกับองค์กรต่างประเทศ โดยจัดกิจกรรมความร่วมมือทางวิชาการกับรัฐบาลฝรั่งเศส จัดบรรยายทางวิชาการร่วมกับ State Courts ของสิงคโปร์ รวมทั้งเข้าร่วมการสัมมนาระหว่างประเทศและการอบรมหลักสูตรต่าง ๆ เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีไทย-ลาว เพื่อขับเคลื่อนและติดตามความคืบหน้าของการดำเนินงานความร่วมมือด้านต่าง ๆ ระหว่างไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากการดำเนินโครงการความร่วมมือทางวิชาการภายใต้บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทางกฎหมาย การศาล และการบริหารงานยุติธรรมทางปกครองระหว่างสำนักงานศาลปกครองและศาลประชาชนสูงสุดแห่ง สปป.ลาว โดยการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานศาลปกครอง และกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อสนับสนุนการเตรียมการจัดตั้งคณะศาลปกครองในศาลประชาชนสูงสุดแห่ง สปป.ลาว จนเป็นผลสำเร็จ โดยศาลประชาชนสูงสุดแห่ง สปป.ลาว ได้เปิดรับพิจารณาคดีปกครองอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 22 ธ.ค.64
ประธานศาลปกครองสูงสุด กล่าวต่ออีกว่า ตนได้มีการวิเคราะห์สภาพปัญหาและกำหนดนโยบายในการพัฒนางานด้านอื่นที่จะสนับสนุนการดำเนินงานของศาลปกครองให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น แต่ภายใต้กรอบเวลาเพียง 1 ปี ของการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว อาจไม่เพียงพอที่จะแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้ทั้งหมด จึงได้ขับเคลื่อนงานที่สำคัญมาสู่การปฏิบัติเพื่อสนับสนุนภารกิจด้านการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลปกครองให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยมีผลการดำเนินงานที่สำคัญ ตั้งแต่วันที่ 27 กันยายน 2564- 7 มีนาคม 25 65 ดังนี้
1.ปัญหาในการดำเนินงานของศาลปกครองที่สำคัญที่สุดและสมควรได้รับการแก้ไขปรับปรุงโดยเร็วที่สุด ได้แก่
1.1) การแก้ไขปัญหาความล่าช้าในการอำนวยความยุติธรรมทางปกครอง ที่เกิดจากจำนวนตุลาการศาลปกครองมีจำนวนไม่สอดคล้องเพียงพอกับปริมาณคดี เนื่องจากที่ผ่านมากระบวนการสรรหาตุลาการใช้ระยะเวลาค่อนข้างนาน แต่ละครั้งได้ผู้ผ่านการคัดเลือกน้อย และต้องผ่านการอบรมเตรียมความพร้อมอีกเป็นระยะเวลา 9 เดือน ซึ่งได้มีการกำชับและเร่งรัดกระบวนสรรหาให้มีความกระชับขึ้นหรือกรณีคดีที่รอการวินิจฉัยของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ได้เร่งรัดการนำคดีเข้าสู่การพิจารณาวินิจฉัยของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด โดยจัดประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ทุกสัปดาห์ มีคดีที่เข้าสู่กระบวนการวินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ฯ รวม 170 คดี พิจารณาแล้วเสร็จ จำนวน 157คดี คงเหลือ 13 คดี โดยคดีที่พิจารณาแล้วเสร็จ ก็มีคดีโครงการโฮปเวลล์ และคดีคลองด่าน ซึ่งได้มีคำสั่งออกไปแล้วรวมอยู่ด้วย
นอกจากนี้ ได้ลดขั้นตอนและกำหนดกรอบในการกลั่นกรองร่างคำวินิจฉัยที่ผ่านการพิจารณาขององค์คณะให้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยมอบอำนาจให้รองประธานศาลปกครองสูงสุดและประธานแผนกคดีในศาลปกครองสูงสุดปฏิบัติหน้าที่แทนประธานศาลปกครองสูงสุดส่งออกคดี รวมทั้งได้กำชับพนักงานคดีปกครอง ในการจัดทำคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ใช้แบบตามที่ศาลกำหนด เพื่อลดภาระในการตรวจร่างคำพิพากษา ซึ่งจะทำให้การตรวจร่างคำพิพากษาสามารถดำเนินการได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
1.2 ) การวางแนวปฏิบัติในการพิจารณาวินิจฉัยคดีปกครองที่มีลักษณะอย่างเดียวกันหรือคดีปกครองที่มีเหตุแห่งการฟ้องคดีเดียวกันให้มีแนวคำวินิจฉัยเป็นไปในแนวทางเดียวกันโดยปรับเปลี่ยนการจ่ายสำนวนคดีให้แก่องค์คณะ เพื่อลดปัญหาการจ่ายสำนวนคดีประเภทเดียวกันให้แก่องค์คณะหลายองค์คณะ และมีประกาศประธานศาลปกครองสูงสุด จัดแบ่งประเภทคดีที่จะมอบหมายให้แต่ละองค์คณะรับผิดชอบคดีตามความเชี่ยวชาญ และได้พัฒนาหน้าจอสืบค้นข้อมูลเหตุแห่งการฟ้องคดีซึ่งจะช่วยตรวจสอบได้ว่า คดีที่มีเหตุแห่งการฟ้องคดีในทำนองเดียวกันนั้น ควรต้องจ่ายสำนวนคดีให้แก่ องค์คณะใด เพื่อลดปัญหาการจ่ายสำนวนคดีประเภทเดียวกันให้แก่องค์คณะหลายองค์คณะ และลดปัญหาการวินิจฉัยคดีปกครองที่มีลักษณะอย่างเดียวกันรวมทั้งได้รวบรวมประเด็นปัญหาในการวินิจฉัยคดีปกครองที่มีลักษณะอย่างเดียวกันโดยดำเนินการวิเคราะห์และจัดทำแนวคำวินิจฉัยของศาลปกครองให้มีมาตรฐานเดียวกันทั้งศาลปกครองชั้นต้นและศาลปกครองสูงสุด
1.3) การพัฒนางานวิเคราะห์เหตุแห่งการฟ้องคดีปกครอง โดยได้จัดทำรายงานการวิเคราะห์เหตุแห่งการฟ้องคดีปกครอง พร้อมข้อเสนอแนะแนวทางการปรับปรุงวิธีปฏิบัติราชการต่อหน่วยงานของรัฐที่ถูกฟ้องคดีมากจากเหตุแห่งการฟ้องคดี เพื่อเป็นการลดหรือป้องกันไม่ให้เกิดข้อพิพาทในลักษณะเดียวกันขึ้นสู่การพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองอีก รวมทั้งจัดงานเสวนาเกี่ยวกับเหตุแห่งการฟ้องคดีในรูปแบบออนไลน์ และนำองค์ความรู้ดังกล่าวไปเผยแพร่ในรูปแบบ E-Learning โดยจัดเสวนาทวิภาคีร่วมกับหน่วยงานของรัฐต่าง ๆ แล้ว เช่น กรมบัญชีกลาง กรมที่ดิน และกำหนดจะจัดเสวนาร่วมกับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นในช่วงเดือนมี.ค.65
1.4 ) การผูกมิตรสร้างแนวร่วมกับผู้ที่มีบทบาทสำคัญในสังคม หรือผู้ที่มีคุณูปการต่อการก่อตั้งศาลปกครอง โดยเรียนเชิญผู้ทรงคุณวุฒิที่มีบทบาทสำคัญในการจัดตั้งศาลปกครอง มาให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อศาลปกครองอย่างต่อเนื่อง
1.5) การเผยแพร่ความรู้ การขยายความร่วมมือทางวิชาการกับหน่วยงาน สถาบัน หรือองค์กรต่าง ๆ โดยมีการสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอก จำนวน 6 หน่วยงานหรือกลุ่มองค์กร ได้แก่ (1) กรมบัญชีกลาง (2) กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (3) กรมที่ดิน (4) หน่วยงานกลางผู้ถูกฟ้องคดีมากและหน่วยงานผู้ถูกฟ้องคดีในเรื่องการเวนคืน การโอนสิทธิ์ เช่น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กรมทางหลวง ฯลฯ (5) สถาบันการศึกษา และ (6) องค์กรในกระบวนการยุติธรรม (สำนักงานอัยการสูงสุดและสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์)
นอกจากนี้ ยังได้กำหนดนโยบายการดำเนินงานให้สำนักงานศาลปกครอง เช่น การเร่งรัดการสรรหาพนักงานคดีปกครองให้เพียงพอต่อการสนับสนุนงานพิจารณาพิพากษาคดีงานธุรการศาลในศาลปกครองชั้นต้น และงานบังคับคดีปกครอง การปรับปรุงโครงสร้างของหน่วยงานภายในของสำนักงานศาลปกครอง เพื่อให้สอดคล้องกับบทบาทภารกิจ มีลักษณะการดำเนินงานที่กระชับและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ประธานศาลปกครองสูงสุดกล่าวโดยสรุป ปี 2565ศาลปกครองจะเดินหน้าพัฒนาการอำนวยความยุติธรรมทางปกครองให้เป็นไปตามมาตรฐานอันเป็นที่ยอมรับของทุกภาคส่วนและในระดับสากล ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีมาใช้สนับสนุนการดำเนินกระบวนพิจารณาคดี และแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและแก้ปัญหาทางปฏิบัติในการพิจารณาคดี โดยเฉพาะคดีปกครองเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นคดีที่จำเป็นต้องได้รับการพิจารณาโดยรวดเร็ว เพื่อให้คู่กรณีและประชาชนได้รับความยุติธรรมโดยไม่ล่าช้า รวมทั้งให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์เหตุแห่งการฟ้องคดีปกครอง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานรัฐ ซึ่งจะเป็นบรรทัดฐานในการปฏิบัติราชการทางปกครองที่ดี ที่จะช่วยป้องกันและลดข้อพิพาททางปกครอง เพื่อสร้างสังคมธรรมาภิบาลให้เกิดขึ้นในประเทศไทยสืบไป
จากนั้น เวลา 12.00 น. ประธานศาลปกครองสูงสุดเป็นประธานในพิธีเปิดห้องบริการประชาชนทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-AdminCourt Room) เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนและผู้ที่ประสงค์จะดำเนินคดีปกครองผ่านระบบ e-Litigation Portal รวมทั้งผู้ที่สนใจสามารถเข้าใช้บริการเป็นสถานที่เรียนรู้เกี่ยวกับระบบศาลปกครองอิเล็กทรอนิกส์ (e-Admincourt) โดยภายในห้องบริการประชาชนดังกล่าวได้มีการจัดเตรียมสถานที่ อุปกรณ์ และระบบสาธิตการเข้าใช้ระบบงานคดีปกครองอิเล็กทรอนิกส์ไว้อย่างครบครัน รวมทั้งมีเจ้าหน้าที่คอยให้คำแนะนำเกี่ยวกับระบบงานคดีปกครองอิเล็กทรอนิกส์อีกด้วย โดยห้องบริการประชาชนดังกล่าวตั้งอยู่บริเวณโถงทางเดิน ชั้น 1 อาคารศาลปกครอง ถนนแจ้งวัฒนะ ซึ่งจะเปิดให้บริการประชาชนในวัน และเวลาราชการ เริ่มตั้งแต่วันที่ 8 มี.ค.65 เป็นต้นไป




