เมื่อวันที่ 10 มีนาคม ที่ กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 (ภ.5) พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล และ พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะ รองผู้อำนวยการศูนย์พิทักษ์เด็ก สตรี ครอบครัว ป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์ และภาคประมง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (รอง ผอ.ศพดส.ตร.) พร้อมด้วย พล.ต.ท.ปิยะ ต๊ะวิชัย ผบช.ภ.5 ร่วมแถลงผลการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ เพื่อยกระดับการจัดลำดับสถานการณ์การแก้ไขการค้ามนุษย์ในประเทศจาก Tier 2 watchlist เป็น Tier 1 ในห้วงที่ผ่านมา จำนวน 3 คดี ดังนี้
พล.ต.ท.สุรเชษฐ์กล่าวว่า คดีแรก ชุดปฎิบัติการปราบปรามการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กทางอินเตอร์เน็ต (TICAC) ร่วมกับ มูลนิธิ HUG PROJECT และ สภ.เมืองลำปาง ร่วมกันสืบสวนจนกระทั่งทราบว่า มีผู้ใช้ทวิตเตอร์โพสต์ขายบริการทางเพศ และมีการโพสต์ภาพหญิงที่ขายบริการทางเพศ พร้อมให้ไอดีไลน์ในการติดต่อ ต่อมาชุดปฎิบัติการได้ทำการสืบสวนจนทราบว่า พ่อเล้าจะประกาศลงในทวิตเตอร์ว่าสามารถจัดหาหญิงมาค้าประเวณีได้ เมื่อมีลูกค้าสนใจ พ่อเล้าจะส่งข้อมูลของหญิงที่จะมาบริการทางเพศให้ โดยคิดค่าบริการทางเพศ ราคาประมาณครั้งละ 1,500-2,000 บาท เมื่อลูกค้าชำระเงินแล้วพ่อเล้าจะทำการหักหัวคิว ไว้ประมาณ ครั้งละ 500 บาท ซึ่งภายหลังทราบว่า พ่อเล้า คือ เยาวชนชาย อายุ 16 ปีเศษ คอยชักชวนติดต่อหาลูกค้า พร้อมนำเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี จำนวน 2 คน มาส่งให้กับลูกค้า ในพื้นที่ อ.เมือง จ.ลำปาง จนสามารถจับกุมพ่อเล้า และเข้าช่วยเหลือเด็กหญิง ได้จำนวน 2 คน พร้อมขยายผลจับกุมกลุ่มผู้ซื้อประเวณีได้อีก จำนวน 12 คน โดยมีทั้งข้าราชการ นักธุรกิจ และบุคคลทั่วไปในพื้นที่ใกล้เคียง

พล.ต.ท.สุรเชษฐ์กล่าวอีกว่า คดีที่ 2 ชุดปฎิบัติการ ศพดส.ภ.5 ได้รับแจ้งจากผู้ปกครองของเด็กหญิงอายุประมาณ 14 ปีเศษ ว่าถูกชักชวนไปค้าประเวณี จึงร่วมกับทีมสหวิชาชีพ จ.ลำปาง และ สภ.ห้างฉัตร ลงพื้นที่ไปช่วยเหลือเด็กหญิงดังกล่าว และทำการสืบสวนจนกระทั่งทราบว่า ยังมีเด็กหญิง อายุ 13 ปีเศษ อีก 1 คน ที่ถูกชักชวนไปค้าประเวณีเช่นกัน จึงเข้าทำการช่วยเหลือไว้ได้ ภายหลังจากการฟื้นฟูสภาพจิตใจเด็กทั้ง 2 คน จึงทราบว่า พ่อเล้าเป็นรุ่นพี่ที่รู้จักกับเด็กหญิงทั้ง 2 คน ได้เข้ามาชักชวนให้ไปอาศัยอยู่ด้วยกัน จากนั้นได้โน้มน้าวเด็กหญิงให้ไปรับงานค้าประเวณี กับลูกค้าในลักษณะเพศสัมพันธ์หมู่ ที่โรงแรมในเขต อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง ซึ่งคิดค่าบริการ 3,500 บาท โดยพ่อเล้าได้แบ่งเงินให้เด็กหญิงทั้ง 2 เพียงคนละ 300 บาทเท่านั้น จากนั้นสามารถเข้าจับกุม พ่อเล้า ซึ่งเป็นชายไทย อายุ 23 ปี พร้อมขยายผลจับกุมผู้ซื้อประเวณี ซึ่งเป็นชายไทย อายุ 44 ปี นักธุรกิจ ในพื้นที่ จ.ลำปาง

ขณะที่ พล.ต.ท.ต่อศักดิ์กล่าวว่า คดีที่ 3 ชุดปฏิบัติการฝ่ายปกครอง ร่วมกับมูลนิธิ IMF ร่วมกันสืบสวนจนทราบว่า มีผู้ใช้ทวิตเตอร์โพสต์ขายบริการทางเพศ ต่อมาชุดปฎิบัติการฝ่ายปกครอง ได้สืบสวนจนทราบว่า แม่เล้าผู้โพสต์ทวิตเตอร์จะคิดค่าบริการทางเพศ ราคาประมาณครั้งละ 2,000-3,000 บาท ซึ่งลูกค้าผู้ซื้อประเวณีจะโอนเงินเข้าบัญชีแม่เล้า จากนั้นแม่เล้าจะทำการหักหัวคิวไว้ ประมาณครั้งละ 200-500 บาท แล้วโอนเงินต่อให้เด็กหญิงที่มาค้าประเวณี ภายหลังชุดปฎิบัติการฝ่ายปกครอง, มูลนิธิ IMF และ สภ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ได้ร่วมกันเข้าช่วยเหลือเด็กหญิง อายุ 16 ปีเศษ และอายุ 14 ปีเศษ ที่มาค้าประเวณีตามคำสั่งของแม่เล้า พร้อมกับสืบสวนขยายผลจนสามารถจับกุมแม่เล้า ซึ่งเป็นเยาวชนหญิง อายุ 15 ปีเศษ โดยขณะนี้อยู่ในระหว่างการขยายผลจับกุมกลุ่มผู้ซื้อประเวณี

พล.ต.ท.ต่อศักดิ์กล่าวอีกว่า หลังมูลนิธิ IMF ได้ซักถามเด็กหญิงที่เป็นผู้เสียหาย จึงทราบว่ายังมีกลุ่มเด็กหญิงถูกบังคับหรือชักชวน ให้มาค้าประเวณีในพื้นที่ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ อีกเป็นจำนวนมาก จึงแจ้งมายัง ศพดส.ภ.5 จากนั้น ศพดส.ภ.5 ร่วมกับทีมสหวิชาชีพ จ.เชียงใหม่ และปลัดอำเภอฝาง ร่วมกันเข้าช่วยเหลือกลุ่มเด็กดังกล่าว ซึ่งมีอายุระหว่าง 12-14 ปีเศษ จำนวน 9 คน เมื่อทำการฟื้นฟูสภาพจิตใจและซักถาม เด็กทั้ง 9 คนแล้ว ยังทราบว่า มีกลุ่มแม่เล้า จำนวน 3-5 คน อายุระหว่าง 16-20 ปี ซึ่งเป็นรุ่นพี่ที่รู้จักกันในกลุ่มเด็กหญิงในพื้นที่ มีพฤติกรรมเป็นผู้มีอิทธิพลคอยชักชวน หลอกลวง และบังคับขู่เข็ญ รุ่นน้องให้มารับงานค้าประเวณี โดยกลุ่มแม่เล้าจะเป็นผู้ติดต่อกับลูกค้าในพื้นที่ พร้อมเสนองานในลักษณะการเปิดบริสุทธิ์เด็ก ซึ่งมีราคาค่าตัวที่สูง โดยลูกค้าที่มาซื้อประเวณีมักจะเป็นกลุ่มนักธุรกิจที่มีรายได้สูง ซึ่งแม่เล้าจะหลอกกลุ่มเด็กหญิงให้มาทำงานแพคสบู่ หรือข่มขู่ว่า ถ้าไม่รับงานประเวณีจะถูกทำร้ายร่างกาย ทำให้กลุ่มเด็กหญิงรู้สึกกลัวและยอมรับงาน โดยคิดค่าบริการเป็นเงินสดครั้งละ 20,000-25,000 บาท และแม่เล้าจะหักหัวคิวประมาณ 5,000-15,000 บาท ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการสืบสวนติดตามจับกุมกลุ่มแม่เล้าดังกล่าว พร้อมขยายผลติดตามจับกุมกลุ่มผู้ซื้อประเวณีมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ด้าน พล.ต.ท.ปิยะกล่าวว่า นโยบายของรัฐบาลในการเร่งปราบปรามปัญหาการค้ามนุษย์ ประกอบกับการที่ประเทศไทยเป็นชาติสมาชิกที่ร่วมลงนามในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก เราได้มีความจริงจังที่จะดำเนินการให้เป็นไปตามหลักสากลว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิเด็กดังกล่าว โดยเด็กจะได้รับการรับรองและคุ้มครองตามพันธกรณีระหว่างประเทศ ดังนั้นให้ผู้ที่คิดจะเป็นธุระจัดหาหญิงสาวไปค้าประเวณี หรือนำมาให้บริการเป็นสาวนั่งดริงก์ หรือการนำเด็กมาแสวงหาประโยชน์ทางเพศในรูปแบบอื่น อาจเข้าข่ายเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 เป็นความผิดที่มีอัตราโทษสูง และเป็นการยุยงส่งเสริมเด็กไปในทางมิชอบ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2564
พล.ต.ท.ปิยะกล่าวอีกว่า ขอเตือนผู้ชายที่มีรสนิยมชอบมีเพศสัมพันธ์กับเด็กที่อายุยังไม่เกิน 18 ปี การกระทำดังกล่าวมีโทษตามกฎหมายอาญาที่สูง โดยเฉพาะเด็กที่อายุไม่เกิน 15 ปี แม้เด็กนั้นจะยินยอมก็ตาม และยังเป็นความผิดต่อบิดามารดา ผู้ปกครองของเด็กนั้นอีกด้วย และฝากเตือนผู้ปกครองเฝ้าระมัดระวังบุตรหลานมิให้เข้าสู่กระบวนการค้ามนุษย์ ซึ่งเยาวชนที่เข้าสู่กระบวนดังกล่าวมักมาจากครอบครัวที่แตกแยก หรือมีความยากจนขัดสน หรือไม่มีเวลาดูแลเอาใจใส่ ปล่อยให้เด็ก หรือเยาวชนไปเที่ยว หรือพักอาศัยอยู่กับเพื่อนเป็นเวลานานๆ ซึ่งมักจะถูกหลอกลวงชักจูงได้ง่าย


