อดีตรมว.สธ. ชี้ ไทยต้องปรับแนวคิดพัฒนาระบบสุขภาพ มองโควิดเป็นโอกาส เห็นศักยภาพของไทย

12.03.22 | 13:15 น.

อดีตรมว.สธ. ชี้ ไทยต้องปรับแนวคิดพัฒนาระบบสุขภาพ เน้นส่งเสริม ป้องกันโรค มองโควิดเป็นโอกาสเห็นศักยภาพของไทย

เมื่อวันที่ 12 มีนาคม ที่ศูนย์การประชุมเมืองทองธานี ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวในการปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “ระบบสุขภาพไทย เดินต่ออย่างไร” ซึ่งจัดขึ้นภายในงานประชุมวิชาการประจำปี HA National Forum ครั้งที่ 22 หัวข้อ “Towards Scaling Up and Resilience in Healthcare” ของสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) หรือ สรพ. ว่า การประชุมวิชาการ สรพ.ครั้งที่ 22 ถือว่าไม่ธรรมดาเพราะมีผู้เข้าร่วมในสถานที่จัดงาน และผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งแทบจะเป็นการจัดงานระบบปกติในปัจจุบัน ทำให้เห็นว่ามนุษย์สามารถปรับตัวเข้ากับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งหลายครั้งต้องใช้เวลา หรือมีสถานการณ์บางอย่างบังคับ เช่นโรคโควิด-19 ที่ยังไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดตรงไหน ถ้าจะมองเป็นวิกฤตก็ได้

แต่ตนมองว่าเป็นโอกาสใหญ่ที่ทำให้มีหลายอย่างปรับตัวได้ดี ที่ไม่เคยทำได้ก็สามารถทำได้ เช่น การร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องผลิตอุปกรณ์ป้องกันโรคขึ้นเองในประเทศ ทั้งชุด PPE หน้ากากอนามัย และอื่นๆ ทำให้เห็นว่าประเทศไทยมีศักยภาพ

ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล กล่าวว่า จากการรับฟังการประชุมวิชาการ สรพ.ตลอด 3 วัน ยังได้เห็นความหลากหลายในการทำงานของสถานพยาบาล ในการดูแลผู้ป่วยอย่างมีศักยภาพ และคุณภาพ มีความยืดหยุ่น ตั้ง รพ.สนามได้ภายในสัปดาห์เดียว เกิดระบบดูแลตัวเองที่บ้าน ศูนย์กักตัวชุมชน ซึ่งมีศักยภาพและประชาชนยอมรับ ดังนั้น โรคระบาดครั้งนี้ถึงเป็นวิกฤต แต่เห็นความสำเร็จในการรับมือของทั้งผู้นำในเชิงนโยบาย คนทำงานหน้าด่านทุกสาขาวิชาชีพ ความร่วมมือทุกภาคส่วน

เพื่อเซตระบบให้เกิดความไว้วางใจ เกิดระบบสุขภาพวิถีใหม่ ซึ่งน่าชื่นชม หากคนในประเทศมีแต่ติกันก็ไม่รู้ว่าจะไปทางไหนต่อ ถึงวันนี้เราไม่รู้ว่าจะต้องรับกับสถานการณ์นี้ต่อไปอีกนานแค่ไหน ยากลำบากกันมาถึง 2 ปีแล้ว ล่าสุดกรณีที่กระทรวงสาธารณสุขระบุว่า โรคโควิดจะเป็นโรคประจำถิ่นในเดือน ก.ค. เราก็ยังหวังให้เป็นเช่นนั้น ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นได้จริง หรือไม่ก็ได้ หรืออาจจะเกิดขึ้นเร็วกว่านั้นก็ได้ ทุกคนจึงต้องร่วมมือกัน

Advertisement

“แล้วจากนั้นระบบสุขภาพไทยจะเดินต่ออย่างไร ก็ต้องรู้ว่าปัจจุบันเราอยู่ตรงไหน ซึ่งประเทศไทยมีสิ่งที่หลายประเทศไม่มี คือ อสม. 1,040,000 คน เป็นกำลังสำคัญเป็นระบบรากหญ้าดูแลประชาชน 1 ต่อ 60 ประชากร มีโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) กว่า 10,000 แห่ง ครบทุกตำบล มีโรงพยาบาลชุมชน (รพช.) 798 แห่ง มีโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป 96 แห่ง ทั่วประเทศอยู่ภายใต้การกำกับของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข

และยังมีโรงเรียนแพทย์ และโรงพยาบาลเอกชน โรงพยาบาลสังกัดอื่นที่พอเกิดวิกฤติโควิด -19 ทุกหน่วยงานเข้ามาร่วมมือกันเป็นหนึ่งเดียว ขณะเดียวกันก็มีระบบสุขภาพ 3 กองทุน คือหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ระบบประกันสังคม และสวัสดิการข้าราชการ ครอบคลุมคนไทย 99% อาจจะมีหลุดบ้างนิดหน่อย ทั้งหมดทำให้ระบบสุขภาพไทยอยู่ในอันดับต้นๆ ของโลก หลายประเทศยกไทยเป็นตัวอย่าง” ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล กล่าว

ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล กล่าวต่อว่า สิ่งเหล่านี้เป็นระบบที่ถูกวางเอาไว้ตั้งแต่รุ่นปู่ ย่า แต่จากนี้อาจจะต้องมีการปรับเปลี่ยนบางอย่างให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพราะสิ่งที่วางไว้ในอดีตก็เหมาะสมกับสถานการณ์ในช่วงเวลานั้น อย่างเช่น 30 บาท รักษาทุกโรคซึ่งเหมาะสมกับช่วงเวลานั้น แต่อาจจะไม่เหมาะสมกับช่วงเวลานี้ ซึ่งเป็นระยะที่เราต้องเน้นเรื่องการสร้างเสริมสุขภาพป้องกันโรค ไม่ให้คนเจ็บป่วย ไม่เช่นนั้นเติมเงินเข้าไปเท่าไหร่ก็คงไม่พอ จึงต้องเน้นการส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค

ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล กล่าวอีกว่า ในส่วนของประเทศไทยต้องเปลี่ยนเป้าหมายมาที่การส่งเสริม คุ้มครอง ป้องกัน และฟื้นฟู โดยเฉพาะขณะนี้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ จะเน้นการรักษาเป็นหลักไม่ได้เพราะเสี่ยงล้มละลาย ดังนั้น ระดับนโยบายต้องเปลี่ยนตรงนี้

“เมื่อไหร่เจอวิกฤต ผมก็เห็นเป็นโอกาส ไม่ว่า รพ.สต.จะโอนหรือไม่โอน แต่ข้อมูลสุขภาพขาขึ้น ขาลงต้องเป็นเนื้อเดียวกัน ไม่อย่างนั้นจะมีส่วนที่รับ ส่วนไม่รับ ส่วนที่รู้ ส่วนไม่รู้ ไปตกหนักที่ประชาชน ดังนั้นต้องเดินหน้าชัดเจน รพ. ต่างๆ ชัด รพ.ศิริราช รพ.ในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขต้องเปลี่ยนระบบจากที่ต้องมา รพ. ก็หันมาใช้ AI หรือการเทเลเมดดิซีน ดังนั้นโรงพยาบาล จะเป็นแค่ปลายทางการเจ็บป่วย เพราะโรคและการเจ็บป่วยสามารถป้องกันได้ และป้องกันก่อนป่วย ซึ่งเกิดได้นอกโรงพยาบาลจากการที่ประชาชนมีความรอบรู้ด้านสุขภาพ” ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล กล่าว