สธ.แจงขั้นตอนแก้ กม.ยืดเวลาขาย ยิ่งทำคอเหล้าก๊งนาน แถมเพิ่มนักดื่มหน้าใหม่-ทุนใหญ่ได้ประโยชน์
กรณี นายธนากร คุปตจิตต์ อดีตนายกสมาคมธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย และผู้บริหารบริษัทจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ระบุว่า รัฐบาลเตรียมปลดล็อกระยะเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ช่วงเวลา 14.00-17.00 น. ตามที่ 16 องค์กรภาคบริการ อาทิ สมาคมเกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สมาคมค้าปลีก สมาคมผู้ประกอบการถนนข้าวสาร สมาคมร้านอาหาร เป็นต้น ร้องขอให้รัฐยกเลิกประกาศช่วงเวลาห้ามขายดังกล่าวที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2515 เพื่อทำให้เศรษฐกิจกลับมาคึกคักนั้น โดยก่อนหน้านี้รัฐบาลเตรียมปรับปรุง และแก้กฎหมายที่ล้าสมัย และทางภาคเอกชนได้เสนอเรื่องดังกล่าว ซึ่งล่าสุดทราบว่ามีสัญญาณที่ดีที่จะยกเลิกประกาศห้ามขายดังกล่าว และคณะกรรมการพัฒนากฎหมายของรัฐจะเสนอขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) นั้น
ย้อนอ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
- คอเหล้าเตรียมเฮ! รัฐจ่อปลดล็อกห้ามขายเหล้า-เบียร์ ช่วงเวลา 14.00-17.00 น.
- ผู้ประกอบการ มองปลดล็อก ‘ผับ-บาร์’ แรงส่งฟื้นจ้างงานอิสระ
- ไขข้อข้องใจ ทำไมไทยห้ามขายเหล้า-เบียร์ 14.00-17.00 น. มานานกว่า 50 ปี
ล่าสุด (17 มีนาคม) นพ.นิพนธ์ ชินานนท์เวช ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (สคอ.) กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นดังกล่าวว่า กรณีนี้มีพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ที่เกี่ยวข้องมี 2 ฉบับ คือ พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2560 และ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 กรณีช่วงเวลาที่ห้ามจำหน่ายแอลกอฮอล์เป็นคำสั่งจากคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 253 วันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ.2515 ที่ออกกฎหมายมา ซึ่งเชื่อว่า การออกกฎหมายในขณะนั้น อ้างอิงจากการรับประทานอาหารของคนไทยในสมัยนั้น โดยให้จำหน่ายไม่เกินเที่ยงคืน ร้านที่จำหน่ายแอลกอฮอล์หลังเที่ยงคืนจะต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ.สถานบริการ อยู่ภายใต้อำนาจของกระทรวงมหาดไทย (มท.) โดยทั่วประเทศไทยมีสถานบริการตาม พ.ร.บ.สถานบริการ ราว 3,000 แห่ง ทั้งนี้ ร้านจำหน่ายส่วนใหญ่ มักจะเป็นสถานประกอบการที่คล้ายคลึงสถานบริการ ที่มีการเล่นดนตรี และจำหน่ายอาหาร และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ส่วนนี้ต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฯ ที่จำหน่ายไม่เกินเที่ยงคืน
“ขึ้นอยู่กับวิธีการจัดทะเบียนกับสรรพสามิตว่า ร้านขายเหล้าเป็นลักษณะใด เพราะจะมีกลไกในการดำเนินการ จริงๆ ต่างประเทศแยกระหว่าง On finish กับ Off finish และยังควบคุม Opening Container law (กฎหมายเปิดตู้คอนเทนเนอร์) ที่จะมีการเสียภาษีแพงกว่าอีกแบบที่เป็นให้ซื้อกลับไปกินที่บ้าน ซึ่งจะมีกฎหมายควบคุมความเสี่ยง หากมีการดื่มระหว่างทาง หลายรัฐก็ห้ามเปิดการดื่ม แต่เมืองไทยซื้อเสร็จดื่มได้เลย” นพ.นิพนธ์กล่าว
นพ.นิพนธ์กล่าวอีกว่า สำหรับการกำหนดเวลา ก็เพื่อลดการเข้าถึง ลดเวลาขายไม่มากแต่สอดรับการพฤติกรรม แต่หากให้ขาย 24 ชั่วโมง ก็จะยิ่งส่งเสริมให้มีการดื่มกันมากขึ้น โดยข้อมูลชัดเจนว่า สถิติผู้หญิงกับเด็กดื่มเพิ่มขึ้น ขณะที่ผู้ชายดื่มลดลงเล็กน้อย แต่เมื่อไปดูตัวภาษีพบว่าในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 คนดื่มที่บ้านเพิ่มขึ้น ฉะนั้น เชื่อว่าการส่งเสริมเรื่องดังกล่าวจะเป็นการช่วยกระตุ้นยอดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาล แต่มีแนวโน้มทำลายสุขภาพมากขึ้น
“ตอนนี้ร่างกฎหมายฉบับภาคธุรกิจเสนอไปแล้ว มีการแก้ในส่วนของมาตราควบคุมที่ผ่านมาทั้งหมด สธ.จึงต้องทำร่างกฎหมายเข้าไปด้วย โดยสิ้นเดือนนี้ปลัด สธ.ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ จะทำการประชุมเกี่ยวกับเรื่องนี้ ให้มีความชัดเจนและทำเรื่องเสนอเข้า ครม. ก่อนผ่านไปยังสภา เพื่อให้เกิดการพิจารณาร่างกฎหมายร่วมกัน โดยหลักๆ ที่มีการปรับคือเรื่องของการโฆษณาต่างๆ เรื่องตราเสมือน เป็นต้น” นพ.นิพนธ์กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า จำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุงกฎหมายอย่างไรหรือไม่ นพ.นิพนธ์กล่าวว่า หากมีการปรับแก้กฎหมาย ก็จะเป็นผลดีต่อบริษัทรายใหญ่ อย่างที่เราเห็น เป็นการส่งเสริมให้มีการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากขึ้นด้วย เพราะการปรับเปลี่ยนส่วนใหญ่จะมีการขอเรื่องการโฆษณา แต่ในขณะเดียวกัน องค์การอนามัยโลกก็มีคำแนะนำออกมาว่า การโฆษณาทำให้คนไม่เคยลอง ก็อยากลอง คนดื่มอยู่แล้วก็มีแรงจูงใจให้อยากดื่มมากขึ้น ถ้าจะมีการแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย ก็แล้วแต่นโยบายของผู้บริหารประเทศ ซึ่งต้องมีกระบวนการ มีขั้นตอนอีกมาก และต้องใช้เวลา อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องก็เคยมีการหยิบยกเรื่องนี้มาหารือ เนื่องจากจะมีข้อพิจารณาเกี่ยวกับการเปิดพื้นที่ให้สามารถขยายเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ เช่น ในพื้นที่สนามบินนานาชาติ พื้นที่อีอีซี หรือแม้แต่พื้นที่ท่องเที่ยว เป็นต้น แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับที่มาที่ไปของการออกประกาศคณะปฏิวัติ (ปว.) ฉบับที่ 253 เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2515 ข้อมูลจากเว็บไซต์ https://surathai.wordpress.com/ ระบุตอนหนึ่งว่า เหตุที่มีการออกประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 253 นัยว่า ในสมัยจอมพลถนอม กิตติขจร ข้าราชการมักนิยมไปนั่งดื่มสุราสังสรรค์กันตั้งแต่มื้อกลางวัน แล้วก็ติดลมไปจนบ่ายคล้อย ไม่เป็นอันทำงานทำการ (สมัยนี้ก็ยังพบได้อยู่บ้างประปราย) เพื่อป้องกันข้าราชการเถลไถล จึงออกประกาศของคณะปฏิวัติดังกล่าว โดยในข้อ 2 วรรคหนึ่ง ระบุว่า “ห้ามมิให้ผู้ได้รับอนุญาตขายสุราประเภทที่ 3 ถึงประเภทที่ 6 ตามความในกฎหมายว่าด้วยสุรา หรือบุคคลใดซึ่งกระทำการเพื่อประโยชน์ของผู้ได้รับใบอนุญาตขายสุราดังกล่าว จำหน่ายสุราทุกชนิดในเวลาอื่น นอกจากตั้งแต่เวลา 11.00-14.00 น. และตั้งแต่เวลา 17.00-24.00 น. เว้นแต่ได้รับใบอนุญาตจากอธิบดีกรมตำรวจสำหรับนครหลวงกรุงเทพธนบุรี หรือผู้ว่าราชการจังหวัดสำหรับจังหวัดอื่น”
โดยการกำหนดเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ของคณะปฏิวัตินี้ ได้ถูกนำมาบรรจุในประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง กำหนดเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2558 โดยประกาศสำนักนายกฯ ฉบับนี้ ได้ใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 ในมาตรา 28 วรรคหนึ่ง ที่กำหนดว่า “ห้ามมิให้ผู้ใดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในวันหรือเวลาที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด โดยคำแนะนำของคณะกรรมการ ทั้งนี้ ประกาศดังกล่าวจะกำหนดเงื่อนไขหรือข้อยกเว้นใดๆ เท่าที่จำเป็นไว้ด้วยก็ได้” ซึ่งข้อยกเว้นในเรื่องนี้ คือ ยกเว้นให้จำหน่ายนอกเวลาได้เฉพาะในสนามบินนานาชาติ กับในสถานบริการ (ส่วนใหญ่เป็นสถานบันเทิงที่ขออนุญาตเปิดกับกระทรวงมหาดไทย) ที่เปิด-ปิดตามเวลาที่ได้รับอนุญาต คือเปิดได้ถึงเวลาประมาณเที่ยงคืน

