อว.ลบภาพจำทุ่งกุลา จากร้องไห้สู่รุ่งเรือง

19.03.22 | 11:48 น.

สกู๊ปหน้า 1 : อว.ลบภาพจำทุ่งกุลา จากร้องไห้สู่รุ่งเรือง

ภาพจำในอดีตสำหรับ ทุ่งกุลาร้องไห้ คือดินแดนแห่งความแร้นแค้น เพาะปลูกอะไรไม่ค่อยได้ผล บนพื้นที่ราบขนาดใหญ่ 2 ล้านไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 5 จังหวัด 13 อำเภอในภาคอีสาน ได้แก่ จ.มหาสารคาม (อ.พยัคฆภูมิพิสัย) จ.สุรินทร์ (อ.ชุมพลบุรี และ อ.ท่าตูม) จ.ร้อยเอ็ด (อ.ปทุมรัตต์ อ.เกษตรวิสัย อ.สุวรรณภูมิ อ.โพนทราย และ อ.หนองฮี) จ.ศรีสะเกษ (อ.ศิลาลาด อ.ราษีไศล และ อ.ยางชุมน้อย) จ.ยโสธร (อ.ค้อวัง และ อ.มหาชนะชัย)


ที่ผ่านมาหลายรัฐบาลพยายามจะพลิกฟื้นพื้นที่เหล่านี้ กระทั่งพื้นที่ทุ่งกุลาฯ มีการเพาะปลูกได้ โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิ ที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก แต่รายได้และความเป็นอยู่ของชาวบ้านยังไม่ได้ดีขึ้นมากนัก

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นอีกหน่วยงานหนึ่งที่จะนำงานวิจัยและนวัตกรรมใหม่เข้ามาช่วยพัฒนาทุ่งกุลาฯแห่งนี้

เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. เกริ่นนำว่า ในอดีตพื้นที่ทุ่งกุลาฯ มีปัญหาดินเค็มค่อนข้างรุนแรง และขาดแคลนน้ำทำให้ได้ผลผลิตทางการเกษตรค่อนข้างต่ำ อว.จึงนำนักวิจัยจากหน่วยงานต่างๆ นำองค์ความรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรม ลงพื้นที่ไปดำเนินการภายใต้แผนงาน ขับเคลื่อนโปรแกรมการยกระดับคุณภาพชีวิต ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ โดยเข้าไปต่อยอดพัฒนาฐานทุนเดิมเพื่อสร้างมูลค่า สร้างโอกาสทางการตลาด และสร้างรายได้ให้ประชาชนเพิ่มขึ้น สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG ที่มุ่งให้ประชาชนอยู่ดี กินดี มีรายได้พ้นความยากจน

Advertisement

ทั้งนี้ นำเทคโนโลยีต่างๆ ช่วยเพิ่มศักยภาพการผลิตข้าวอินทรีย์ให้ได้มาตรฐานและลดต้นทุนการผลิต รวมทั้งยังส่งเสริมเรื่องการแปรรูปเพิ่มมูลค่าจากข้าว การลดระยะเวลา เพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการแช่และเพาะงอกข้าวเปลือกสำหรับการผลิตข้าวฮางงอก

นอกจากนี้ยังส่งเสริมการปลูกพืชหลังนา เช่น ถั่วเขียว เพื่อให้มีรายได้เสริม โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ยังร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พัฒนาสายพันธุ์ถั่วเขียวที่ให้ผลผลิตสูง มีความต้านทานต่อโรคราแป้งและใบจุด อีกทั้งถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีให้กับเกษตรกรทั้งกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ และเกษตรกรผู้ผลิตถั่วเขียวเข้าโรงงานอุตสาหกรรม ตั้งแต่สายพันธุ์ การบริหารจัดการแปลง การจัดการโรคและแมลง การจัดการหลังการเก็บเกี่ยวในพื้นที่ทุ่งกุลาฯ สร้างรายได้เสริมให้กับเกษตรกรเฉลี่ย 2,600-3,300 บาทต่อไร่ โดยเชื่อมโยงกับบริษัท ไทยวา จำกัด (มหาชน) รับซื้อ 1,000 ตันต่อปี และบริษัท กิตติทัต จำกัด รับซื้อ 3,500 ตันต่อปี

ทั้งนี้ แผนการดำเนินงานและผลผลิตถั่วเขียว ปี 2564/2565 สวทช. ร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ ส่งเสริมการปลูกถั่วเขียวหลังนา นำร่องในเขตทุ่งกุลาฯ 2,161 ไร่ มีเกษตรกรเข้าร่วม 317 คน คาดว่าเมื่อถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยวจะได้ผลผลิตถั่วเขียว 324 ตัน สร้างรายได้ทางเศรษฐกิจให้กับเกษตรกรไม่ต่ำกว่า 7.13 ล้านบาท

เอนก แจกแจงต่อว่า นอกจากนี้ ทุ่งกุลาฯยังเป็นพื้นที่หนึ่งที่มีความหลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์ มีภูมิปัญญาและวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง ขณะเดียวกันผลิตภัณฑ์ชุมชน อย่างผ้าทอของทุ่งกุลาฯมีความงดงามตามอัตลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ เช่น ผ้าทอเบญจศรี ของดีศรีสะเกษ

มีการนำนวัตกรรมมาถ่ายทอดสู่ชุมชนบนพื้นฐานอัตลักษณ์ของชุมชน เช่น การใช้เอนไซม์เอนอีซ ENZease สารจากธรรมชาติที่ช่วยทำความสะอาดและลอกแป้งออกจากเส้นใยในขั้นตอนเดียว ทำให้ย้อมสีธรรมชาติได้ดีขึ้น สีสวย สม่ำเสมอ และยังช่วยลดต้นทุน เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ยังสร้างมูลค่าเพิ่มโดยใช้นวัตกรรมนาโนเทคโนโลยี มาเพิ่มสมบัติพิเศษต่างๆ เช่น ความนุ่มลื่น การป้องกันรังสียูวี การยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย รวมถึงการเติมกลิ่นหอม โดยนำ กลิ่นดอกลำดวน ซึ่งเป็นดอกไม้ประจำจังหวัดศรีสะเกษมาเติมลงในผ้าทอเบญจศรี เพื่อสร้างเสน่ห์และอัตลักษณ์ให้กับผ้าทอ

อีกทั้งได้ประสานกับสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดศรีสะเกษในเรื่องการดีไซน์ และเทคโนโลยีกี่ทอมืออัตโนมัติที่เข้ามาช่วยจดจำลวดลายและเพิ่มกำลังการผลิต การนำผู้เชี่ยวชาญเข้ามาให้แนะนำการออกแบบลายผ้า รวมถึงการตัดเย็บเสื้อผ้า และผลิตภัณฑ์ต่างๆ ให้มีรูปแบบที่ทันสมัยตอบโจทย์ลูกค้ามากขึ้น

ในส่วนการอนุรักษ์ภูมิปัญญา ศูนย์เนคเทค สวทช. นำแพลตฟอร์มนวนุรักษ์ ซึ่งเป็นการเก็บข้อมูลแบบดิจิทัลเข้ามาช่วยเก็บรักษาฐานข้อมูลและรูปภาพในเรื่องลายผ้าต่างๆ ไว้ให้ลูกหลานสืบสาน รักษา ต่อยอดลายผ้าจากรุ่นสู่รุ่น รวมทั้งใช้เป็นฐานทุนทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าและเชื่อมโยงสู่การพัฒนาการท่องเที่ยวบนฐานความรู้ได้อีกด้วย

ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการ สวทช. เสริมว่า การยกระดับผ้าทอของทุ่งกุลาฯ นักวิจัย สวทช.นำพัฒนาเทคโนโลยีด้านไบโอเทคโนโลยีที่เรียกว่านวัตกรรม เอนไซม์เอนอีซ (ENZease) ซึ่งผลิตได้จากการหมักเศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรโดยใช้จุลินทรีย์ที่คัดเลือกคลังจุลินทรีย์กว่า 80,000 สายพันธุ์ของ สวทช. โดยจุลินทรีย์นี้ทำงานได้ดีในช่วงค่าพีเอช (pH) และอุณหภูมิที่ใกล้เคียงกัน คือ pH 5.5 และที่อุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส

เอนไซม์เอนอีซ จุดเด่นสำคัญคือ ไม่ส่งผลเสียต่อคุณภาพความแข็งแรงของผ้า สามารถลอกแป้งและกำจัดสิ่งสกปรกบนผ้าได้พร้อมกันในขั้นตอนเดียว ช่วยประหยัดเวลา ประหยัดพลังงาน ลดต้นทุนในการผลิต และช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม อีกทั้งช่วยถนอมคุณภาพของผ้าให้คงคุณภาพสูง ผ้าไม่ถูกทำลายเหมือนการใช้สารเคมี

นอกจากนั้น นักวิจัย สวทช. ยังช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มโดยใช้นวัตกรรมนาโนเทคโนโลยี เพิ่มสมบัติพิเศษต่างๆ เช่น ความนุ่มลื่น การป้องกันรังสียูวี การยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย รวมถึงการเติมกลิ่นหอม ดอกลำดวน ในระดับนาโนแคปซูลกลิ่นดอกลำดวนจะเกิดการปล่อยกลิ่นเมื่อมีการสัมผัสซึ่งเป็นการเพิ่มเสน่ห์ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผ้าไหมของจังหวัดศรีสะเกษ ผอ.สวทช.สรุป

เป็นอีกส่วนหนึ่งในการนำองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมมาช่วยส่งเสริมเพิ่มมูลค่าให้สินค้าการเกษตรและภูมิปัญญาของคนบนทุ่งราบแห่งดินแดนอีสานนี้ เป็นความหวังที่จะช่วยพลิกฟื้น ทุ่งกุลาร้องไห้ ที่เคยแร้นแค้นให้กลายเป็นแผ่นดินทองที่รุ่งเรือง ช่วยสร้างอาชีพ รายได้ และคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ประชาชนในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน