สัมมนานิติวัชร์อัยการ ยกคดีเเเตงโมประสบปัญหาความโปร่งใสสะท้อนวิกฤติ ปชช.ขาดความเชื่อมั่นกระบวนการยุติธรรม จนสังคมต้องเข้ามาค้นหาความจริงเอง
เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2565 สำนักงานประสานงานกระบวนการยุติธรรม สถาบันนิติวัชร์ สำนักงานอัยการสูงสุด ได้จัดเสวนาทางวิชาการในหัวข้อเรื่อง “กระบวนทัศน์ใหม่ในกระบวนการยุติธรรม EP.2 : เจ็บ จ่าย จบ บทพิสูจน์ความเชื่อมั่นของประชาชน” ผ่านระบบการประชุมทางไกลผ่านจอภาพและสื่อออนไลน์ ในช่วงเวลา 13.30 – 16.00 น. โดยมีวิทยากรเข้าร่วมเสวนาทั้งหมด 3 ราย ได้แก่ รองศาสตราจารย์ ดร.มุนินทร์ พงศาปาน คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปารีณา ศรีวนิชย์ คณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธีรนิติ์ เทพสุเมธานนท์ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการด้วย
โดย ม.ล.ศุภกิตต์ จรูญโรจน์ เลขาธิการสถาบันนิติวัชร์ ได้กล่าวอภิปรายพิเศษถึงวัตถุประสงค์ของงานเสวนาครั้งนี้ภายใต้ชื่อ กระบวนทัศน์ใหม่ในกระบวนการยุติธรรม ว่า ต้องการสะท้อนถึงกระบวนการยุติธรรมที่ต้องมีการปรับเปลี่ยน เนื่องจากกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยต่างจากสากล โดยในชั้นก่อนฟ้องมีการแบ่งแยกออกเป็นหลายหน่วยงาน ซึ่งแต่ละหน่วยงานต่างก็บริหารงานและอำนาจของตนแบบแยกกันทำ และต่างพยายามที่จะไม่ให้หน่วยงานอื่น ๆ เข้ามาล่วงล้ำอำนาจของตน ทำให้การแสวงหาความจริงในการพิสูจน์พยานหลักฐานในคดีอาญาแต่ละหน่วยงานไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกันและเกิดปัญหา ตัวอย่างเช่น คดีดาราตกน้ำเสียชีวิตที่เป็นข่าวดังขณะนี้ หน่วยงานต่าง ๆ รวมถึงผู้ไม่มีหน้าที่ ในกระบวนการยุติธรรมต่างเข้ามาร่วมกันค้นหาความจริง แต่ปรากฎว่าหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมเองนั้นกลับไม่เคยประสานความร่วมมือระหว่างกัน จนประชาชนขาดความเชื่อถือและเกิดข้อกังขาในสังคม ทำให้ต้องที่มีการชันสูตรพลิกศพสองครั้ง กระบวนการค้นหาความจริงที่ต่างฝ่ายต่างทำนี้เองทำให้กระบวนการยุติธรรมบิดเบี้ยว จึงถึงเวลาที่ต้องมีการการปรับเปลี่ยนทัศนคติของกระบวนการยุติธรรมไทย จากเดิมที่ต่างฝ่ายต่างกระทำหน้าที่ มาเป็นเสริมสร้างบทบาทของหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมต่าง ๆ ในการประสาน ความร่วมมือกันเพื่ออำนวยความยุติธรรม สำหรับหัวข้อเสวนาที่ตั้งว่า เจ็บ จ่าย จบ บทพิสูจน์ความเชื่อมั่นของประชาชน ในงานเสวนาครั้งนี้ มุ่งวิเคราะห์ถึงการคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายที่ได้รับความเจ็บปวด จากอาชญากรรมที่ควรจะได้รับการชดใช้เยียวยา หน้าที่ของผู้ต้องหาที่จะต้องจ่ายค่าเสียหายเพื่อเป็นการเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้น และคดีควรจบอย่างไรเพื่อเป็นการอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนอย่างแท้จริง
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธีรนิติ์ ได้กล่าวถึงการดำเนินคดีอาญาของประเทศไทย ว่าเป็นการดำเนินคดีอาญาโดยรัฐ พนักงานอัยการเป็นผู้แทนรัฐในการยื่นฟ้องคดีอาญาโดยจะต้องมีการสอบสวนในคดีนั้นมาก่อน แต่พนักงานอัยการไม่มีอำนาจสอบสวน อำนาจสอบสวนเป็นของพนักงานสอบสวน ซึ่งได้แก่ เจ้าพนักงานตำรวจ เจ้าพนักงานฝ่ายปกครอง เมื่อสอบสวนเสร็จแล้วจึงส่งสำนวนให้พนักงานอัยการเพื่อสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องคดี การสอบสวนและการฟ้องคดีจึงแยกกัน จึงมีการตั้งข้อสังเกตว่าระบบที่พนักงานอัยการไม่ได้เข้าไปมีบทบาทในการสอบสวนตั้งแต่ต้นนี้เหมาะสมแล้วหรือไม่ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับในประเทศฝรั่งเศสหรือประเทศเกาหลีใต้แล้ว อัยการมีบทบาทในการสอบสวนตั้งแต่ต้น แต่อัยการก็ไม่ได้เข้ามาสอบสวนเองทุกคดี จะเข้ามาสอบสวนเฉพาะในคดีที่มีอัตราโทษสูงหรือคดีสำคัญ สำหรับประเทศไทย พนักงานอัยการอาจจะเข้ามาคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือประชาชนในการอำนวยความยุติธรรม และประสานความร่วมมือกับหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมอื่น ๆ ได้ โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติองค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ. 2553 มาตรา 23 (1) และ (7) ซึ่งหากทำได้จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างมาก สำหรับระบบการดำเนินคดีอาญาของประเทศไทยนั้น ผู้เสียหายมีบทบาทในการดำเนินคดีอาญาค่อนข้างมาก เนื่องจากกฎหมายให้อำนาจผู้เสียหายสามารถยื่นฟ้องคดีได้เองด้วย แตกต่างจากในต่างประเทศบางประเทศที่ไม่เปิดโอกาสให้ราษฎรฟ้องคดีอาญาได้เลย ดังนั้น ในความผิดอันยอมความได้ ผู้เสียหายจึงมีบทบาทอย่างมากในการดำเนินคดีอาญา เพราะอาจจะถอนคำร้องทุกข์หรือยอมความกัน ทำให้คดีอาญาระงับไป ส่งผลให้รัฐจะไม่สามารถดำเนินคดีอาญาต่อไปได้ ดังนั้น เจ็บจ่ายจบจะใช้ได้แต่เฉพาะในคดีความผิดอันยอมความได้ ซึ่งหากเป็นคดีอาญาแผ่นดิน แม้ผู้เสียหายจะได้รับค่าเสียหายแล้วก็จะยอมความกันเพื่อให้คดีอาญาระงับไปไม่ได้ รัฐยังสามารถดำเนินคดีได้อยู่
รองศาสตราจารย์ ดร.มุนินทร์ ได้กล่าวถึง ปัญหากระบวนการยุติธรรมของไทยในภาพรวม เปรียบเสมือนคนกำลังถูกทรายดูดที่พยายามดิ้นรนเอาตัวรอด โดยบุคคลที่จะฉุดรั้งคนที่กำลังถูกทรายดูดให้ขึ้นมาได้ ไม่ใช่มีแค่เฉพาะบุคคลในกระบวนการยุติธรรมซึ่งตระหนักเห็นถึงปัญหา แล้วร่วมช่วยกันแก้ปัญหา แต่คนในสังคมจะเป็นกำลังสำคัญที่จะดึงกระบวนการยุติธรรมของไทยขึ้นมาจากปัญหา เสียงวิพากษ์วิจารณ์ หรือข้อเสนอแนะของชาวบ้าน เป็นแรงที่จะดึงกระบวนการยุติธรรมของไทยให้พ้นจากภาวะวิกฤติปัญหา โดยสิ่งที่เป็นปัญหามากในระบบกระบวนการยุติธรรมของไทย ประการแรก ได้แก่ ปัญหาด้านความโปร่งใส บุคคลในระบบกระบวนการยุติธรรมของไทยในภาคส่วนต่าง ๆ รวมถึงตัวบทกฎหมายพยายามที่จะทำให้เกิดการตรวจสอบความโปร่งใส ดังเช่น กฎหมายข้อมูลข่าวสาร เป็นต้น ในปัจจุบันโลกเทคโนโลยีมาพร้อมกับความโปร่งใส โดยคนสามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้โดยง่าย เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้บุคคลในกระบวนการยุติธรรมถูกตรวจสอบได้ และอาจจะต้องตอบคำถามบางคำถาม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้กระบวนการทำงานของบุคคลที่ทำงานในกระบวนการยุติธรรมเกิดความโปร่งใส โดยเฉพาะผู้พิพากษาไม่ได้มีหน้าที่ให้ความยุติธรรมเพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำให้คนรู้สึกว่า มีความยุติธรรมด้วย มีข้อเสนอแนะหลายเรื่องที่จะยกระดับความโปร่งใสในการทำงานในกระบวนการยุติธรรม ยกตัวอย่างเช่น ควรให้มีการบันทึกภาพและเสียงกล้องวงจรปิดในศาลขณะพิจารณาคดีเพื่อจะให้ปราศจากข้อสงสัยว่าศาลได้มีการบันทึกคำพยานหรือไม่อย่างไร เป็นต้น กระบวนการยุติธรรมเป็นเรื่องที่กระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ยิ่งมีความโปร่งใสมากเท่าใด ยิ่งเป็นเรื่องที่ดี ในขณะเดียวกันยังเป็นเกราะป้องกันให้กับบุคคลที่ทำงานอยู่ในกระบวนการยุติธรรมด้วย
ส่วนเรื่องของการใช้กฎหมายละเมิดอำนาจศาล เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง เพราะปัจจุบันการใช้กฎหมายประเภทนี้ มีจำนวนมากขึ้น จึงควรใช้กฎหมายประเภทนี้เท่าที่จำเป็นเพื่อรักษาความสงบในการพิจารณาคดี แต่ไม่ควรใช้กฎหมายประเภทนี้เพื่อปิดปากหรือทำให้คนรู้สึกกลัว ดังนั้น สิ่งที่ดีที่สุดในการรักษาความโปร่งใส คือ ทำให้คนรู้สึกยอมรับในเหตุผลของการใช้ดุลพินิจ ไม่ว่าจะเป็นของศาล หรือของพนักงานอัยการ
ปัญหาประการที่สองได้แก่ ความสม่ำเสมอในการใช้ดุลพินิจไม่ว่าจะเป็นการใช้ดุลพินิจของผู้พิพากษา หรือของพนักงานอัยการ ประเทศไทยใช้ระบบกฎหมาย civil law เป็นหลัก เป็นระบบกฎหมายที่ยึดโยงกับตัวบทกฎหมายลายลักษณ์อักษร ซึ่งเป็นแหล่งความชอบธรรม เป็นแหล่งอำนาจที่สำคัญที่สุด เพราะฉะนั้นการใช้ดุลพินิจจะอ้างถึงตัวบทกฎหมายที่ใช้พิจารณา ในหลายครั้งบุคคลผู้ใช้ดุลพินิจอาจละเลยการให้เหตุผลอย่างละเอียดในการอ้างตัวบทกฎหมายที่ใช้พิจารณา ซึ่งการไม่ให้เหตุผลมากเพียงพอจะทำให้เกิดข้อสงสัยถึงการใช้ดุลพินิจดังกล่าว หากเปรียบเทียบกับระบบกฎหมาย common law ศาลเป็นผู้วางหลักกฎหมายซึ่งดูเหมือนสามารถวางหลักได้ตามอำเภอใจ แต่ในความเป็นจริงกลับกลายเป็นว่าศาลในระบบ common law มีความสม่ำเสมอในการใช้ดุลพินิจตามกฎหมายมากกว่าศาลในระบบ civil law เพราะศาลในคดีต่อมา หากเป็นข้อเท็จจริงที่คล้ายกัน หากจะตัดสินให้มีผลแตกต่างออกไปหรือไม่ใช้หลักกฎหมายที่วางไว้เป็นบรรทัดฐานก่อนหน้า ศาลต้องอธิบายเหตุผลอย่างละเอียดว่าเหตุใดจึงไม่สามารถใช้หลักการเดิมได้ แตกต่างจากหลักการเดิมอย่างไรและจะเป็นหลักการใหม่อย่างไร ด้วยเหตุข้างต้น การไม่ให้เหตุผลอย่างเพียงพอในการพิจารณาคดีในระบบกฎหมาย civil law ไม่ว่าจะเป็นคดีอาญา หรือคดีแพ่ง จะทำให้เกิดการค้างคาใจ เคลือบแคลงสงสัยในการพิจารณาคดี ไม่เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งเป็นปัญหาในภาพรวมของกระบวนการยุติธรรม
ปัญหาประการที่สาม ได้แก่ การตรวจสอบถ่วงดุล ส่งเสริมให้พนักงานอัยการมีบทบาทในการสอบสวนมากขึ้น ในหลายครั้งพนักงานอัยการสามารถใช้ดุลพินิจสั่งไม่ฟ้องได้ตามหลักกฎหมายและความบริสุทธิ์ใจ จะสามารถลดคดีไปสู่ศาลได้ ลดจำนวนผู้ต้องขังในเรือนจำได้ ปัญหาประการต่อมา ได้แก่ ปัญหาเรื่องการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน เช่น หลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์องค์กรในกระบวนการยุติธรรมได้ถือปฏิบัติเคร่งครัดแค่ไหน สม่ำเสมอแค่ไหน ปัญหาเรื่องการปล่อยชั่วคราวในคดีอาญาทั้งในคดีร้ายแรงและคดีไม่ร้ายแรงมีหลักเกณฑ์ การพิจารณาอย่างไร
โดยรองศาสตราจารย์ ดร.มุนินทร์ ทิ้งท้ายว่ายังมีอีกหลายเรื่องซึ่งยังเป็นปัญหา ในกระบวนการยุติธรรมอยู่ ยกตัวอย่างเช่น หลักการพิจารณาด้วยความรวดเร็วและเป็นธรรมยังไม่เป็นจริง เป็นต้น
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปารีณา ได้เจาะลึกในชื่อหัวข้อ เสวนา เจ็บ จ่าย จบ บทพิสูจน์ความเชื่อมั่นของประชาชน” โดยกล่าวถึง คดีดาราตกน้ำเสียชีวิต ที่เป็นวิกฤตการณ์ประชาชนขาดความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรม ที่แม้ผู้เสียหายจะได้รับชดใช้ค่าเสียหายแล้วหรือผู้ต้องหาจะถูกดำเนินคดีแล้ว แต่สังคมเห็นว่าเรื่องนี้ยังไม่จบ และยังคงทวงคืนความยุติธรรมให้ผู้ตาย ซึ่งความยุติธรรม ที่สังคมเรียกร้องอยู่ คือ การได้ทราบความจริงที่เกิดจากพยานหลักฐานที่สมเหตุผล สอดคล้องกับเป้าหมายของกระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่มุ่งค้นหาความจริง ดังนั้น หน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรม คือ การค้นหาความจริงเพื่อเป็นการอำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชน ซึ่งกระบวนการยุติธรรมที่จะสร้าง
ความเชื่อมั่นในสังคมได้จะต้องประกอบด้วย 4 หลักใหญ่ คือ 1) ความโปร่งใส คือ ต้องเปิดเผยไม่มีการปิดบัง สังคมยุคปัจจุบันเป็นสังคมเปิด (open society) ทุกคนสามารถแสวงหาความจริงเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่เป็นโลกออนไลน์ได้ ทำให้เกิดการตรวจสอบโดยภาคประชาชน ส่งผลให้เกิดความยุ่งยากในการทำงานของเจ้าหน้าที่ เพราะสังคมแบบเปิดนี้ขัดแย้งกับการทำงานของเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมชั้นสืบสวนสอบสวนที่มักจะค้นหาข้อเท็จจริงในทางลับ ความขัดแย้งนี้เองทำให้เจ้าพนักงานของรัฐต้องปรับตัวโดยต้องทำหน้าที่ให้โปร่งใส เพราะยิ่งทำให้โปร่งใส ประชาชนจะทราบว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ก็จะมีความเชื่อมั่น และไม่เข้ามาสืบหาความจริงที่ทับซ้อนกับเจ้าหน้าที่รัฐ ดังนั้น เจ้าหน้าที่รัฐต้องไม่ปล่อยให้ประชาชนสืบค้นจนรู้ข้อเท็จจริงเอง เพราะอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมได้
2) ความพร้อมที่จะอธิบายได้ (accountability) ที่จะต้องมีพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ได้มาตามวิธีการทางกฎหมายมาสนับสนุน ซึ่งหลักฐานจะมีความน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับกระบวนการและวิธีการในการได้มา เช่น ในคดีดาราตกน้ำเสียชีวิต ประชาชนมีความสงสัยในเรื่องความรวดเร็วในการอายัดเรือ การตรวจเก็บสารพันธุกรรมจากร่างกายผู้ต้องสงสัย ข้ออ้างจาก ผู้ที่อยู่บนเรือว่าผู้ตายปัสสาวะท้ายเรือ เรื่องเหล่านี้ประชาชนต้องการฟังคำอธิบายและข้อพิสูจน์จากเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง ซึ่งข้อมูลเหล่านี้แม้ว่าจะไม่สามารถเปิดเผยผลได้ แต่ต้องเปิดเผยขั้นตอนให้ทราบได้ว่าดำเนินการถึงขั้นตอนใดแล้ว
3) การคำนึงถึงบุคคลผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งโดยหลักมีอยู่สามฝ่าย คือ ผู้เสียหาย ผู้ต้องหา และพยาน โดยเจ้าหน้าที่พึงคำนึงว่าผู้เสียหายมีสิทธิได้รับค่าเสียหาย ได้รับการคุ้มครองให้ปลอดภัย ได้รับการฟื้นฟูเยียวยาเมื่อได้รับความทรมานทางกาย และพึงต้องแจ้งให้ผู้ต้องหาทราบว่ามีสิทธิได้รับการสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ มีสิทธิในการได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว มีสิทธิในการให้การหรือไม่ให้การอย่างไรก็ได้ และมีสิทธิมีทนายความ และ
4) มีความเป็นธรรมและสม่ำเสมอ คือ ต้องไม่ลำเอียงเข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด และไม่ให้ความสัมพันธ์ส่วนตัวมากระทบต่อความเป็นกลางในการดำเนินคดี โดยต้องไม่เลือกปฏิบัติในแต่ละคดีให้แตกต่างกัน เมื่อผู้ต้องหาถูกควบคุมตัวจะเกิดคำถามในสังคมแล้วว่าเจ้าหน้าที่เลือกปฏิบัติหรือไม่ ท้องที่อื่น ๆ ควบคุมตัวผู้ต้องหาในข้อหาแบบเดียวกันนี้หรือไม่ เมื่อใดเกิดการปฏิบัติที่แตกต่าง จะสะท้อนให้เห็นความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมที่กระทบต่อจิตใจประชาชน เอกภาพในการดำเนินคดีอาญาและมาตรฐานในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่จึงเป็นสิ่งสำคัญ สิ่งที่สังคมคาดหวัง คือ มาตรฐานการปฏิบัติงานของพนักงานสอบสวน และกระบวนการยุติธรรมที่ไม่แยกส่วน สำหรับประเทศไทยขณะนี้ กระบวนการยุติธรรมเป็นแบบแยกส่วนแยกอำนาจ เนื่องจากกฎหมายไทยมีพื้นฐานจากการมองอำนาจขององค์กรเป็นสำคัญ เป็นกระบวนการในเชิงอำนาจ (Power base) ไม่ใช่กระบวนการในเชิงอำนวยความยุติธรรม (Justice base) แม้เราไม่มีกฎหมายที่จะเชื่อมโยงการอำนวยความยุติธรรมทั้งระบบตั้งแต่เริ่มเกิดคดีจนถึงขั้นตอนสุดท้าย แต่เราสามารถทำได้ด้วยการเชื่อมโยงการทำงานระหว่างหน่วยงานเข้าด้วยกัน แต่ละหน่วยงานไม่แยกทำคู่มือปฏิบัติของตัวเอง แต่ต้องช่วยกันว่าหากมีคดีประเภทใดเกิดขึ้นแล้ว การส่งต่อ การเชื่อมโยง การพูดคุยระหว่างหน่วยงานว่าควรต้องเป็นอย่างไร จากนั้นได้พูดถึงหลัก Fruit of the poisonous tree ที่ทำให้พยานหลักฐานที่ได้จากกระบวนการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่อาจรับฟังได้ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน คือ กฎหมายเกี่ยวกับการรับฟังพยานหลักฐานเป็นการวางหลักไว้เพียงกว้าง ๆ โดยที่ไม่บอกขั้นตอนในการดำเนินงานไว้ ดังนั้น หากมีขั้นตอนในการดำเนินงานที่เชื่อมโยงทั้งระบบจะช่วยแก้ปัญหาการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมได้
ในช่วงสุดท้ายวิทยากรทั้ง3 ได้ร่วมกันตอบคำถามของผู้เข้ารับฟังการเสวนา เมื่อตอบคำถามเสร็จแล้ว ม.ล.ศุภกิตต์ จรูญโรจน์ เลขาธิการสถาบันนิติวัชร์ จึงได้กล่าวปิดการเสวนา

