ม.จ.ภีศเดช รัชนี เผยเศร้ามาก ตั้งศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแห่งที่ 39 ถวาย “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช”
เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 17 ตุลาคม ม.จ.ภีศเดช รัชนี ประธานมูลนิธิโครงการหลวง เสด็จ ณ สำนักงานมูลนิธิโครงการหลวง ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ เป็นประธานนำเหล่าผู้บริหารและพนักงานโครงการหลวงถวายความอาลัยต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามมินทราธิราช บรมนาถบพิตร ด้วยการยืนสงบนิ่ง และลงนามในสมุดถวายความอาลัย พร้อมทั้งกล่าวว่า แม้พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จะเสด็จสวรรคตแล้ว แต่พวกเราจะตั้งใจทำงานโครงการหลวงถวายต่อไปเรื่อยๆ ทำให้พนักงานโครงการหลวงน้ำตารินอย่างไม่รู้ตัว
หลังจากนั้นได้ประทานสัมภาษณ์ว่า เพื่อเป็นการต่อยอดงานโครงการหลวงต่อไป ได้หารือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจัดตั้งศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแห่งที่ 39 ขึ้น ในพื้นที่บ้านเลอตอ ตำบลแม่ตื่น อำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก เพราะเคยได้ยินทหารและตำรวจให้สัมภาษณ์ว่าตัดไปก็ไม่มีประโยชน์ เพราะตัดตรงนี้เขาก็ไปปลูกฝิ่นตรงโน้น ตอนนี้มีการเตรียมทีมงานพร้อมแล้ว โดยกระบวนการจะลดขั้นตอน ขณะนี้เริ่มเข้าไปสำรวจพื้นที่ว่าตรงไหนเป็นป่าและตรงไหนที่จะทำการเกษตรได้ เป็นรูปแบบโครงการหลวงด้วยการพัฒนาที่ดินและส่งเสริมการปลูกพืชผัก โดยระยะแรกจะเริ่มที่ผักใบประมาณ 4-5 ชนิด เพราะทำรายได้ให้เกษตรได้เร็วเพียง 1 เดือนกว่าๆ ก็ให้ผลผลิตแล้ว และให้นำไปขายที่ดอยมูเซอ ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่ ระดมคนมาช่วยกันทำงานถวายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และผลงานของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแห่งที่ 39 จะทำเป็นหนังสือเพื่อแจกในงานถวายพระเพลิง อยากให้ประชาชนได้รู้ว่างานโครงการหลวงยากมากตั้งแต่เริ่มต้น
เมื่อถามถึงความรู้สึกหลังทราบข่าวพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชสวรรคต ม.จ.ภีศเดชกล่าวตอบว่า เศร้ามาก คิดถึงจริงๆ เพราะทำอะไรด้วยกันหลายอย่าง ทั้งต่อเรือ เลื่อยไม้ เดินขึ้นเขา พระองค์ท่านไปคุยกับเขาแบบเพื่อน ไม่ใช่คนใหญ่คนโตอะไร คนที่ให้กินเหล้าเขาว่าเขากินแล้วแข็งแรง และให้พระองค์ท่านขี่หลังนั่นล่ะ จนกระทั่งผมแบกเป้ไปนอนบ้านชาวเขา เพื่อทำแบบที่เขาทำ ให้เขายอมรับเรา จนมาภายหลังพอบอกว่าพระองค์ท่านให้ทำเขาจะยินดีทำถวาย”

ม.จ.ภีศเดชกล่าวต่อว่า นับจากนี้จะทำอย่างที่เราเคยทำ แต่จะต้องยิ่งทำให้รุนแรงแข็งแรงยิ่งขึ้น ทั้งอาสาสมัครกว่า 100 คน และพนักงานทุกคน เพราะแม้ท่านจะไม่ได้เสด็จฯมานานแล้ว ยิ่งท่านไม่อยู่ ยิ่งต้องทำบุญถวาย พระองค์ท่านให้ทำงานแบบปิดทองหลังพระ และให้ทำเร็วๆ เข้า”
ดร.อัญชัญ ชมภูพวง ผู้ประสานงานพัฒนาและส่งเสริมพืชผักโครงการหลวง กล่าวทั้งน้ำตาว่า ที่เลือกพื้นที่บ้านเลอตอ อำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก เนื่องจากเป็นพื้นที่ซึ่งมีการปลูกฝิ่น และมีพื้นที่ปลูกขึ้นทุกปี ตรงนี้เป็นพื้นที่ซึ่งเข้าถึงยากมาก การเดินทางถนนหนทางค่อนข้างจะลำบาก ใช้เวลาเดินทางเข้าไปประมาณ 8 ชั่วโมง จากจังหวัดเชียงใหม่ เป็นพื้นที่สูง 800-1,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล จึงสามารถปลูกพืชผักผลไม้ได้หลายชนิด พื้นที่เดิมราษฎรส่วนใหญ่เป็นชาวปกากะญอ มีการปลูกพืชอยู่บ้างแล้ว แต่เป็นตลาดแบบชาวบ้านทั่วไป ไม่ได้มีการตลาดที่ดี การดำเนินการก็จะเริ่มแบ่งพื้นที่ในการทำประโยชน์ก่อนว่า แบ่งเป็นพื้นที่ป่า พื้นที่ของการใช้ประโยชน์ทางการเกษตร หรือพื้นที่สำหรับทำป่าไม้ก็จะให้ชาวบ้านทำไป ต้องเริ่มจากให้พัฒนาที่ดินก็จะเข้าไปดำเนินการก่อน แต่ว่าเราจะนำวิชาการเข้าไปช่วย และส่งเสริมเรื่องการทำตลาด
“ท่านภีศเดช รับสั่งว่า ภายใน 1 ปี จะให้มีการรายงานความคืบหน้าในงานถวายพระเพลิง ต้องดำเนินการให้มีผลงานไม่เกิน 2 เดือน ชาวบ้านจะต้องมีรายได้จากการปลูกผักในส่วนนี้ เบื้องต้นพบว่าในพื้นที่ตอนนี้มีเกษตรกรประมาณ 10 ราย ที่ผ่านมารับซื้อผักผลไม้จากพื้นที่อื่นเข้าไปขาย ที่ปลูกเองน่าจะเป็นข้าวไร่ การดำเนินการไม่น่ายาก เนื่องจากศูนย์โครงการหลวงที่จะเกิดขึ้นนี้เราไม่ได้เริ่มจากศูนย์ เราเริ่มจากสิ่งที่เรามีองค์ความรู้อยู่แล้ว ท่านบอกให้เราไปกินไปนอนกับชาวบ้าน” ดร.อัญชัญกล่าว
ดร.อัญชัญยังได้กล่าวถึงการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ว่า รู้สึกเศร้าใจ ทำงานมา 20 กว่าปี รู้สึกใจหาย เนื่องจากที่ผ่านมาเคยตามเสด็จรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาท ขณะนี้รู้สึกว่าคนที่เคยดูแลเรา คนที่เคยให้แนวทางการทำงานเราไม่มีแล้ว คนโครงการหลวงทุกคนเสียใจมาก แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่เราควรจะต้องทำต่อคือ ทำสิ่งที่ท่านให้ไว้ให้ดีที่สุด ท่านอยากให้เกษตรกรคนไทยมีความเป็นอยู่ มีอาชีพที่ดีขึ้น เราคิดว่าสิ่งนี้เราต้องทำให้ดีกว่าเดิม ทำให้ลูกของท่านกินดีอยู่ดีมากกว่านี้ คนโครงการหลวงทุกคนหลังจากนี้ไปจะพยายามทำงานให้มากกว่านี้ ทำให้เป้าหมายและความหวังของพระเจ้าอยู่หัวที่ตั้งไว้ประสบความสำเร็จและได้รับประโยชน์ไปถึงเกษตรกรลูกของท่านให้มากกว่านี้ อันนี้คือหน้าที่ที่เราต้องทำต่อ

