‘สุรินทร์’ เดินเครื่องโควิด ‘โรคประจำถิ่น’

29.03.22 | 07:42 น.

‘สุรินทร์’ เดินเครื่องโควิด ‘โรคประจำถิ่น’

ว่าด้วย “โรคประจำถิ่น” บนโต๊ะที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์โรคโควิด-19 (ศบค.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการ ศบค.เป็นประธาน เมื่อวันที่ 18 มีนาคมที่ผ่านมา ได้เห็นชอบแผน/มาตรการบริหารจัดการสถานการณ์โรคโควิด-19 เข้าสู่โรคประจำถิ่น แบ่งเป็น 4 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 Comdatting เริ่มวันที่ 12 มีนาคม-ต้นเดือนเมษายน ระยะที่ 2 Plateau ช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม ระยะที่ 3 Declining (ปลายเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน) และระยะที่ 4 Post Pandemic ช่วงวันที่ 1 กรกฎาคมเป็นต้นไป พร้อมทั้งมอบหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปบริหารจัดการต่อ

โดยวาง 4 มาตรการ ที่ต้องดำเนินการเพื่อให้ไปถึงเป้าหมาย คือ 1.ด้านสาธารณสุข ต้องเร่งฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นให้มากกว่าร้อยละ 60 ปรับระบบการเฝ้าระวัง เน้นการระบาดเป็นกลุ่มก้อน และผู้ป่วยปอดอักเสบ ปรับแนวทางการแยกกักตัวผู้ป่วย และกักกันผู้สัมผัส 2.ด้านการแพทย์ ปรับแนวทางการดูแลผู้ป่วยนอก ดูแลผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงอาการรุนแรง และมีอาการรุนแรง รวมทั้งอาจมีภาวะลองโควิด 3.ด้านกฎหมายและสังคม บริหารจัดการด้วยกฎหมายของทุกหน่วยงานให้สอดคล้องกับการปรับตัวเข้าสู่โรคประจำถิ่น ผ่อนคลายมาตรการทางสังคม ลดการจำกัดการเดินทางและการรวมตัวของคนหมู่มาก ทุกภาคส่วนต้องส่งเสริมมาตรการ UP และ Covid Free Setting และ

4.ด้านการสื่อสารประชาสัมพันธ์ ต้องสร้างความรู้ ความเข้าใจเชิงรุกอย่างครอบคลุม ส่วนเป้าหมายที่จะสามารถเข้าสู่โรคประจำถิ่นได้ คือ การเสียชีวิต ต้องไม่เกินร้อยละ 0.1 และความครอบคลุมการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นจะต้องได้มากกว่าร้อยละ 60

ทั้งนี้ ศบค.ระบุว่า การประกาศให้โควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่น ไม่ใช่ว่าจะต้องผ่อนคลายมาตรการทันที แต่จะต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไป พร้อมประเมินว่า หากสถานการณ์ช่วงเดือนมีนาคม-ถึงต้นเดือนเมษายน สามารถควบคุมได้ดี จะเข้าสู่ระยะที่ 2 คือ เดือนเมษายน-พฤษภาคม จะเป็นระยะคงตัว และตัวเลขผู้ติดเชื้อจะลดลงในปลายเดือนพฤษภาคมและเดือนมิถุนายน จากนั้นวันที่ 1 กรกฎาคม อาจจะได้เห็นตัวเลขผู้ติดเชื้อที่ลดลงได้อีก และทั้งหมดนี้จะต้องเกิดจากความร่วมมือของประชาชน แต่หากสถานการณ์ในวันที่ 1 กรกฎาคม มีความเปลี่ยนแปลงไปจากนี้ อาจจะต้องเปลี่ยนแผนอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจการเดินหน้าเข้าสู่โรคประจำถิ่น ในส่วนของความครอบคลุมการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นจะต้องได้มากกว่าร้อยละ 60 นั้น ล่าสุด ข้อมูล ณ วันที่ 27 มีนาคม 2565 ประเทศไทยมีการให้วัคซีนกระตุ้น (เข็มที่ 3) แล้วเพียง ร้อยละ 33.3 และกลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ได้รับวัคซีนเข็มที่ 3 เพียงร้อยละ 35 เท่านั้น ขณะที่อัตราการเสียชีวิตของประเทศไทย ในช่วงระลอกการระบาดเดือนมกราคม 2565 อยู่ที่ร้อยละ 0.24

แต่ที่สร้างความฮือฮา หรือเรียกว่านำร่อง เมื่อ “รองหนู” นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เดินทางลงพื้นที่ จ.สุรินทร์ ไปเปิดงานสัมมนาเรื่อง การเปิดประเทศตามโครงการ Travel Bubble ระหว่างประเทศ กับประเทศเพื่อนบ้าน (ไทย-กัมพูชา) จัดโดยคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 4 มีนาคมที่ผ่านมา ที่โรงแรมทองธารินทร์ จ.สุรินทร์ โดยนายอนุทินกล่าวระหว่างเปิดงานว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ ตั้งเป้าจะเป็นจังหวัดแรกที่เปลี่ยนโควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่น ถือว่าเป็นการนำร่องการผ่อนคลายมาตรการให้โควิดเป็น Endamic ซึ่ง สธ.พร้อมสนับสนุนเพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้าได้

Advertisement

นายสุวพงศ์ กิติภัทย์พิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ เล่าว่า ในครั้งนั้นได้นำเรียนไปว่า จ.สุรินทร์มีฐานความพร้อมเป็นจังหวัดนำร่อง เพื่อก้าวสู่ความเป็นโรคประจำถิ่นของโควิด-19 เนื่องจากชาวสุรินทร์ มีความร่วมมือในการดูแลตัวเอง ดูแลกัน ดูแลสังคม ดูแลครอบครัวไม่ให้เชื้อแพร่ออกไปสู่ผู้อื่น สำหรับฐานความพร้อมที่นำไปสู่การเป็นจังหวัดนำร่องโรคประจำถิ่นของโควิด-19 ต้องมีการดำเนินการ 3 เรื่อง ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์ของ สธ.ที่ต้องดำเนินการ คือ 1.ปัจจัยเชื้อโรค อัตราผู้ป่วยครองเตียง หรือผู้ป่วยหนัก ต้องไม่เกินร้อยละ 3 ของผู้ป่วยติดเชื้อทั้งหมด และอัตราการเสียชีวิตไม่เกินร้อยละ 0.5 ซึ่งวันนี้ ข้อมูลของผู้ป่วยหนักของสุรินทร์แทบไม่มีเลย

2.ปัจจัยเรื่องคน เป็นเรื่องสำคัญที่สุด ประชาชนทั่วไปต้องฉีดวัคซีนเข็มที่ 1 และเข็มที่ 2 ไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ของจำนวนประชากร จ.สุรินทร์มีการฉีดวัคซีนไปแล้ว เข็ม 1 ร้อยละ 67.35 เข็มที่ 2 ร้อยละ 61.11 นอกจากนี้ มีการฉีดวัคซีนเพิ่มขึ้นอีกพอสมควรในแต่ละสัปดาห์ เนื่องจากจังหวัดได้ประสานงานไปยังหน่วยงานสาธารณสุข และอำเภอทุกอำเภอ เพื่อให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หน่วยงานส่วนท้องถิ่น รวมถึงโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ทุกแห่ง ช่วยกันรณรงค์ให้พ่อแม่พี่น้องที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนเข็มที่ 1 และเข็มที่ 2 มาฉีดวัคซีนโดยวอล์กอินมาฉีด หรือแจ้งหน่วยงานสาธารณสุข รพ.สต. จัดบุคลากรลงไปฉีดวัคซีนในพื้นที่ของท่าน

3.ปัจจัย สิ่งแวดล้อม ทุกหมู่บ้านต้องมีชุดตรวจเอทีเค ไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ของประชากรในหมู่บ้าน เพื่อทำการคัดกรองคนที่คาดว่าจะป่วยออกไป และจัดสถานที่พักพิงให้ เตียงสำหรับผู้ป่วยมีเพียงพอ

ที่สำคัญทุกหมู่บ้านเป็นหมู่บ้านสีฟ้า ยังคงรักษามาตรการความเป็นหมู่บ้านสีฟ้าไว้ได้ 100% โดยกติกาของการเป็นหมู่บ้านสีฟ้าจะใช้พืชสมุนไพรป้องกัน และรักษาอาการเบื้องต้นของโรคโควิด-19 ได้, ประชาชนทุกคนสวมหน้ากากอนามัย 100% และดำเนินการตามมาตรการ D-M-H-T-T 100%

“ในส่วนของสถานบริการ สถานที่ราชการ ร้านค้า ร้านอาหาร บริษัท ห้างร้าน โรงงานอุตสาหกรรม ปฏิบัติตามมาตรการ Covid Free Setting อย่างเคร่งครัด ช่วยกันดูแลพื้นที่ให้เป็นสถานที่ปลอดโควิด-100% จะทำให้เราก้าวสู่การเป็นจังหวัดนำร่อง ที่จะประกาศให้โควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่น ดังนั้น ประมาณ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา จังหวัดได้เร่งรัดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประสานงานการเร่งรัดฉีดวัคซีนเพิ่มให้ผู้ที่ยังไม่ฉีด ส่วนหลักเกณฑ์อื่นๆ จังหวัดได้เตรียมการไว้แล้ว และตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนเป็นต้นไป จะส่งเรื่องไปยังกระทรวงสาธารณสุขเพื่อเสนอ ศบค.กลางต่อไป” ผวจ.สุรินทร์กล่าวอย่างมั่นใจ

นายสุวพงศ์กล่าวว่า ถามว่าเมื่อเป็นโรคประจำถิ่นแล้ว จะได้อะไร คำตอบง่ายๆ 1.จะได้ใช้ชีวิตความเป็นอยู่ที่สะดวกสบายขึ้น หลักเกณฑ์ กติกาต่างๆ ด้านสาธารณสุขจะลดลง 2.สามารถเปิดด่านชายแดน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภาคของระหว่างประเทศได้ 3.การหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ เมื่อเราเริ่มต้นก่อน การท่องเที่ยวต่างๆ และการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจจะก้าวเข้ามาที่ จ.สุรินทร์เป็นจังหวัดแรก จะทำให้ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนได้ดีขึ้น มีรายได้ที่เพิ่มขึ้น ดังนั้น จึงเชิญชวนประชาชนชาวสุรินทร์ มาช่วยกันทำให้สุรินทร์เป็นจังหวัดนำร่องเพื่อสุขภาพ ความเป็นอยู่ที่เป็นปกติของทุกคนได้กลับมาเร็วกว่าคนอื่น

ขณะที่ นพ.สินชัย ตันติรัตนานนท์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) สุรินทร์ กล่าวว่า เมื่อเปิดให้ จ.สุรินทร์เป็นจังหวัดนำร่อง เรื่องโรคโควิด-19 ให้เป็นโรคประจำถิ่น ขอให้ประชาชนทั่วไปต้องดูแลป้องกันตัวเองให้อย่างปลอดภัย แต่ต้องอยู่ภายใต้มาตรการการควบคุมอย่างเข้มงวด พื้นที่ใดเห็นว่าสุ่มเสี่ยงก็ไม่ต้องเข้าไปข้องแวะ เมื่อมันเป็นโรคประจำถิ่นก็ไม่มีอะไรที่จะน่าเป็นห่วง