ทำศัลยกรรมแล้ว’แผลเน่า’ต้องควักกระเป๋ารักษาเอง บัตรทอง ประกันสังคม สวัสดิการขรก.ไม่จ่าย!!

women.haijai.com

วันที่ 10 กุมภาพันธ์ น.ต.นพ.บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (กรม สบส.) กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) พร้อมด้วยนพ.ภัทรพล จึงสมเจตไพศาล ผู้ช่วยอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เปิดมหกรรม “คอนเสิร์ต สวยใส มั่นใจ สบส.” เพื่อรณรงค์กลุ่มนักศึกษาทั้งหญิงและชาย รู้เท่าทันภัยอันตรายการเสริมความงามจากสถานพยาบาลที่ไม่ได้มาตรฐาน และรู้จักวิธีการเลือกสถานพยาบาลที่ปลอดภัย รวมทั้งให้นักศึกษาเป็นเครือข่ายสังคมแจ้งเบาะแส หมอเถื่อน คลินิกเถื่อน ผลิตภัณฑ์เสริมความงามที่ผิดกฎหมาย เพื่อกวาดล้างให้หมดไปจากประเทศ

น.ต.นพ.บุญเรือง กล่าวว่า การผ่าตัดเสริมความงามทั้งหมดไม่อยู่ในสิทธิประโยชน์ของกองทุนหลักประกันสุขภาพ ทั้งโครงการ 30 บาท ประกันสังคม สวัสดิการข้าราชการ รวมถึงหลักประกันสุขภาพของต่างด้าวด้วย ดังนั้นหากหลังทำเกิดการอักเสบ ติดเชื้อ ไม่สามารถใช้สิทธิการรักษาจากกองทุนที่กล่าวมา เนื่องจากการผ่าตัดเสริมความงามไม่ใช่การเจ็บป่วย และไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ ซึ่งผู้ที่ทำต้องรับผิดชอบจ่ายค่ารักษาเอง 100 % ดังนั้น ก่อนตัดสินใจทำจะต้องศึกษาข้อมูลอย่างละเอียด ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง และเลือกรับบริการจากสถานพยาบาลและคลินิกที่ถูกกฎหมายที่ขึ้นทะเบียนกับกระทรวงสาธารณสุข เท่านั้น

น.ต.นพ.บุญเรือง กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม กรม สบส. ในฐานะที่เป็นองค์กรหลักในการคุ้มครองผู้บริโภคด้านระบบบริการสุขภาพ และระบบสุขภาพภาคประชาชนได้เร่งคุ้มครองความปลอดภัยบริการการเสริมความงาม ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายทั้งคนไทยและต่างประเทศให้ได้ตามมาตรฐานที่กำหนดทั้งสถานที่ บุคลากร เครื่องมือ เวชภัณฑ์ และให้ความรู้ ความเข้าใจแก่ประชาชนในการใช้บริการอย่างปลอดภัย ไม่มีผลกระทบตามภายหลัง ซึ่งการผ่าตัดเสริมความงามที่ได้รับความนิยมจากคนไทยมากเป็นอันดับ 1 ได้แก่ การผ่าตัดตาสองชั้น รองลงมา คือ เสริมจมูก เสริมเต้านม ดึงหน้า และดูดไขมัน โดยการผ่าตัดแต่ละประเภทต้องคำนึงถึงอายุที่เหมาะสมด้วย เช่น ผ่าตัดเสริมจมูกจะทำได้ในช่วงวัยที่จมูกพัฒนาเต็มที่แล้ว ผู้หญิงอายุ 13-14 ปี ผู้ชายอายุ 15-16 ปี การเสริมเต้านมด้วยซิลิโคนควรทำเมื่อร่างกายเติบโตเต็มที่แล้ว คืออายุ 22 ปีขึ้นไป การผ่าตัดที่ไม่เหมาะกับวัยรุ่นชาย หญิง ได้แก่ การเสริมแก้ม การเสริมคาง เหลากราม ทำหน้าเรียว หรือที่เรียกว่า วีเชฟ เนื่องจากโครงสร้างของใบหน้ายังสามารถเปลี่ยนแปลงได้อีกมาก โดยคางของผู้หญิงจะพัฒนาเต็มที่เมื่ออายุ 18 ปี ส่วนผู้ชายอายุ 21 ปี หากทำก่อนถึงวัยอาจทำให้ใบหน้าเบี้ยวผิดรูปได้ จากการสอบถามนักศึกษาที่เข้าร่วมงาน 4 ครั้ง ที่ผ่านมาพบว่า หากมีโอกาสทำศัลยกรรมจะเลือกทำที่ใบหน้า อันดับ 1 คือ จมูก รองลงมา คือ เสริมคาง และทำตาสองชั้น

นพ.ภัทรพล กล่าวต่อว่า วิธีสังเกตสถานพยาบาล หรือคลินิกที่ได้มาตรฐาน จะต้องปรากฏหลักฐาน 5 ประการ ดังนี้ 1.มีป้ายชื่อสถานพยาบาลและเลขที่ใบอนุญาต 13 หลักติดอยู่ที่หน้าสถานพยาบาล 2.มีใบอนุญาตประกอบกิจการ และดำเนินการสถานพยาบาลที่ออกโดยกระทรวงสาธารณสุข 3.มีป้ายชื่อ สกุล รูปถ่ายของแพทย์ที่ตรวจรักษา พร้อมใบอนุญาตติดหน้าห้องตรวจ โดยรูปตรงกับตัวจริงที่ให้บริการขณะนั้น 4.มีหลักฐานการชำระค่าธรรมเนียมประจำปีนั้นๆ และ5.ต้องแสดงอัตราค่ารักษา ประชาชนสามารถสอบถามราคาได้ หากไม่มีหลักฐานที่กล่าวมาหรือมีแต่ไม่ครบถ้วน ไม่ควรใช้บริการ และให้แจ้งที่เฟชบุ๊คมือปราบสถานพยาบาลเถื่อน, เฟซบุ๊กสารวัตรสถานพยาบาลออนไลน์ หรือโทร.สายด่วน 0-2193-7999 ซึ่งกรม สบส. จะเร่งตรวจสอบดำเนินการตามกฎหมายทันที

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้‘ไอซ์-ปรีชญา’ แจงภาพหลุดคู่ฝรั่งที่ข้าวสาร ไม่น้อยใจไร้แพลนสวีท ‘ฮั่น’ วาเลนไทน์ (คลิป)
บทความถัดไปฟอร์ติเน็ตจัดงานขอบคุณพันธมิตร