หน้าแรก ในประเทศ สุดปลื้มปีติ&...

สุดปลื้มปีติ’ชาวเลราไวย์’เล่าความหลัง ‘ในหลวง’ตรัสให้เรียกตัวเองว่าเป็น’ชาวไทยใหม่’

18.10.16 | 16:20 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่หมู่บ้านชาวเลฯ หาดราไวย์ ต.ราไวย์ อ.เมืองภูเก็ต ชาวเลราไวย์ในหมู่บ้านออกมานั่งที่ศาลาจุดรวมพลของหมู่บ้านเพื่อพูดคุยติดตามข่าวสารต่างๆ เกี่ยวกับพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยบรรยากาศภายในหมู่บ้านเป็นไปด้วยความโศกเศร้า เนื่องจากชาวเลราไวย์มีความผูกพันกับพระองค์ท่าน ครั้งพระองค์ได้เสด็จฯไปเยี่ยมราษฎรในจังหวัดภูเก็ตเมื่อปี 2502 และเสด็จฯเยี่ยมชาวเลราไวย์ที่หาดราไวย์เเห่งนี้ด้วย

ทั้งนี้ ชาวเลราไวย์หลายรายในหมู่บ้านที่ได้รับเสด็จพระองค์ท่านและยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบันได้นำเรื่องราวครั้งที่พระองค์ท่านเสด็จมาบอกเล่ากับลูกหลานในชุมชน รวมถึงเดินสำรวจดูจุดที่พระองค์ทรงประทับครั้งที่เสด็จตามภาพถ่าย ซึ่งปัจจุบันบางจุดได้เปลี่ยนแปลงเป็นที่อยู่อาศัยไปแล้ว ขณะที่บางจุดยังคงสภาพชายหาด

201610181605301-20150427133841

 

นายหงีม ดำรงเกษตร อายุ 71 ปี เล่าว่า ตนเองได้มีโอกาสรับเสด็จพระองค์ท่านในขณะที่มีอายุประมาณ 12-13 ปี ซึ่งจำได้ว่ายังเรียนที่โรงเรียนวัดสว่างอารมณ์ และเป็นวันที่โรงเรียนมีการสอบไล่ เมื่อสอบเสร็จตนได้เดินกลับบ้าน แต่เมื่อมาถึงหน้าหมู่บ้านปรากฏว่าไม่มีใคร เนื่องจากชาวเลฯไปรอรับเสด็จอยู่ภายใน ตนเองไม่ทราบจึงรีบเดินเข้าไปในหมู่บ้าน พบว่าได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารเดินมาบอกว่า พระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จมาเยี่ยม ตนเองรู้สึกดีใจมากที่จะได้พบพระเจ้าอยู่หัวเป็นครั้งแรก จึงไปรอร่วมกับชาวเลฯคนอื่นๆ อย่างตื่นเต้น กระทั่งพระองค์เสด็จฯมาประทับ พระองค์ท่านได้ลงจากรถมาในระยะใกล้และทักทายชาวเลฯ และพูดคุยถามความเป็นอยู่ ซึ่งขณะนั้นมีไม่กี่คนที่สามารถพูดภาษาไทยได้ ต้องอาศัยการแปลเพื่อสื่อสารกัน จากนั้นพระองค์ท่านได้เสด็จพระราชดำเนินไปยังชายหาด ซึ่งในปัจจุบันตรงกับรอยต่อพื้นที่พิพาทกับเอกชน เพื่อทอดพระเนตรชายหาด ทะเล และเกาะแก่งต่างๆ ก่อนเสด็จฯกลับ ซึ่งระหว่างทางก็มีชาวเลฯที่ทยอยออกมารอรับ

Advertisement

 

โดยตนเองจำความได้ในตอนนึงที่ทหารหรือราชองครักษ์ได้แนะนำต่อพระเจ้าอยู่หัวว่า พวกเราเป็นชาวน้ำ แต่พระองค์ท่านก็ตรัสว่า “อย่าเรียกเช่นนั้น ให้เรียกเขาว่าชาวไทยใหม่จะดีกว่า” ซึ่งสิ่งที่พระองค์ท่านตรัสนั้น เป็นสิ่งที่ชาวเลราไวย์รู้สึกปลาบปลื้มในพระมหากรุณาธิคุณเป็นอย่างยิ่งเป็นที่ทรงเห็นชาวเลเป็นพสกนิกรของพระองค์ท่าน เนื่องจากในอดีตชาวเลฯถูกมองเป็นดังคนเร่ร่อนไม่มีสัญชาติ และทรงให้เรียกชาวน้ำหรือชาวเลฯว่า “ชาวไทยใหม่” ก่อนที่จะมีการเข้ามาดูแลจัดการโดยภาครัฐให้ชาวเลมีสิทธิเท่าเทียม สามารถเข้าเรียนหนังสือ มีบัตรประชาชน และได้ใช้นามสกุลพระราชทาน

201610181605302-20150427133841

 

ทั้งนี้ หลังชาวเลทราบข่าวว่าพระองค์ท่านได้เสด็จสวรรคตนั้น ชาวเลราไวย์ทั้งหมู่บ้านรู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่ง ต่างก็ร้องไห้เพราะสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน ขณะที่นายหงีมกล่าวต่อว่า ตนเองจะจดจำสิ่งที่พระองค์เคยสอนว่าให้ทำความดี ให้เป็นคนดี อยู่ในศีลธรรม โดยจะนำไปปฏิบัติ สอนลูกสอนหลานและคนในชุมชนไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่

ส่วน นางหยา มิเด็น อายุ 75 ปี และ นายหนัง มิเด็น อายุ 78 ปี สองสามีภรรยาชาวเลราไวย์ที่ได้มีโอกาสรับเสด็จพระองค์ท่าน เล่าบางช่วงบางตอนให้ฟังว่า ขณะนั้นทั้งสองอายุประมาณ 15 และ 18 ปี ยังไม่ได้แต่งงานกัน ได้ออกไปรอรับเสด็จร่วมกับคนอื่นๆ ซึ่งขณะนั้นในหมู่บ้านมีชาวบ้าน (ชาวเลฯ) ประมาณ 30 ครัวเรือน แต่ที่ออกมารับเสด็จเพียงไม่กี่รายเนื่องจากบางส่วนไม่กล้ามารับเสด็จ อาจเพราะนิสัยของชาวเลฯในอดีตจะเกรงกลัวเจ้าหน้าที่ โดยตนเองและสามีรู้สึกดีใจและปลาบปลื้มใจที่พระองค์ท่านเสด็จฯมา จำได้ว่าในครั้งนั้นมีชาวเลฯคนหนึ่งนำดอกไม้ทะเลไปถวายแต่ไม่กล้าเข้าถวายกับพระองค์ท่าน จึงฝากให้เจ้าหน้าที่ไปถวายแทน พระองค์ท่านได้ประทานเหรียญที่มีพระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์ไว้ให้ อย่างไรก็ตาม ถึงแม้พระองค์ท่านได้เสด็จสวรรคตไปแล้วก็รู้สึกเสียใจ แต่ก็ยังรู้สึกปลาบปลื้มใจที่ครั้งหนึ่งในชีวิตได้มีโอกาสรับเสด็จพระองค์ท่าน นางหยากล่าว

201610181605305-20150427133841