สายไหมต้องรอด พาหนุ่มบัญชีม้าร้องกองปราบ ถูกเว็บพนันบุกอุ้มรุมซ้อม หลังแจ้งความโดนขู่
จากกรณี นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด พาตัว นายเอ (นามสมมุติ) อายุ 31 ปี ร้องสื่อมวลชนให้ช่วยเหลือเพราะกลัวว่าจะไม่ได้รับความปลอดภัย กรณีเมื่อกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นายเอถูกกลุ่มชายฉกรรจ์ประมาณ 4-5 คนใช้ถุงคลุมหัว เอาผ้าปิดตา และถูกมัดมือไขว้หลังด้วยสายเคเบิ้ลไทร์อุ้มไปสถานที่ในลาดพร้าว ซ.1 และทำร้ายร่างกายอย่างหนัก จากนายเอได้รับจ้างเปิดบัญชีให้กับเจ้าของเว็บพนัน 40 ปี จำนวน 3 บัญชี โดยได้ค่าตอบแทนบัญชีละ 2,000 บาท ก่อนจะมาทราบตอนส่งมอบบัญชีและรับเงิน ว่าเป็นการนำบัญชีไปใช้เกี่ยวกับเว็บการพนัน จึงรู้สึกกลัวและติดต่อเจ้าของเว็บพนันเพื่อขอยุติ แต่ทางเจ้าของเว็บพนันไม่ยอม จึงตัดสินใจปิดบัญชีเองทันที เมื่อกรกฎาคม 2564 โดยมีเงินในบัญชีประมาณ 170,000 บาท และหักเงินเป็นค่าเปอร์เซ็นต์ที่เจ้าของเว็บพนันเคยอ้างว่าจะให้เป็นค่าตอบแทน บัญชีละ 5 เปอร์เซ็นต์ จำนวน 80,000 บาท ก่อนจะโอนกลับไปให้เจ้าของเว็บพนันประมาณ 90,000 บาท ทำให้เจ้าของเว็บพนันไม่พอใจเป็นอย่างมาก กระทั่งมีหญิงสาวมาตีสนิทและนัดพบให้ไปหาที่ จ.สมุทรปราการ แต่นายเอกกลับพบกลุ่มชายฉกรรจ์ดังกล่าวแทน
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 5 เมษายน ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) นายเอกภพ พร้อมด้วยนายคณาธิป แก้วสระแสน และทีมงานสายไหมต้องรอด พาตัว นายเอ (นามสมมุติ) อายุ 31 ปี เข้าพบ พ.ต.อ.ภูมิรพี สังข์ทอง ผกก.กลุ่มงานสอบสวน บก.ป. เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับกลุ่มชายฉกรรจ์ดังกล่าว
นายคณาธิป กล่าวว่า ในวันนี้พาผู้เสียหายเข้าแจ้งความกับตำรวจกองปราบ เนื่องจากผู้เสียหายกลัวว่าจะไม่ปลอดภัย เพราะเครือข่ายเว็บพนันดังกล่าวได้นำรถเข้ามาวนเวียนในหมู่บ้านของผู้เสียหาย นอกจากนี้ หลังผู้เสียหายเข้าแจ้งความกับ สภ.สำโรงเหนือ ยังมีคนติดต่อมาข่มขู่ผู้เสียหาย อ้างว่ารู้จักกับนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ เช่น ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง
ขณะที่ นายเอกภพ เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้มีการออกหมายจับผู้ต้องหาแล้ว 5 ราย ข้อหาร่วมกันกักขังหน่วงเหนี่ยวผู้อื่นทำให้เสียเสรีภาพ โดยร่วมกันกระทำมากกว่า 5 คนขึ้นไป และ ร่วมกันทำร้ายร่างกาย เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บสาหัส และสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้แล้ว 3 ราย จากนี้จะพาผู้เสียหายเดินทางไปชี้ตัวผู้ต้องหาที่ สภ.สำโรงเหนือ ส่วนในช่วงบ่าย จะเข้าไปขอความช่วยเหลือต่อกระทรวงยุติธรรม เพื่อขอให้เข้าโครงการคุ้มครองพยาน เพื่อความปลอดภัยของผู้เสียหายต่อไป

