กองปราบนำกำลังลุยตราด สอบพยานบุคคล หลังพบอดีตไวยาวัจกรวัดบวร ทุจริตเงินวัดสาขาอีก 2 แห่ง

5.04.22 | 16:12 น.

กองปราบนำกำลังลุยตราด สอบพยานบุคคล หลังพบอดีตไวยาวัจกรวัดบวร ทุจริตเงินวัดสาขาอีก 2 แห่ง คนคุมงานก่อสร้างร.ร.วัดคิรีวิหารแฉมีการเขียนเช็คจ่ายเงินแต่เก็บไว้เอง


เมื่อวันที่ 5 เมษายน รายงานข่าวแจ้งว่า ในวันพรุ่งนี้ (6 เมษายน) เวลาประมาณ 09.00 น. ทีมคณะพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) จะนำกำลังลงพื้นที่ วัดรัตนวราราม จ.ตราด อีกครั้ง เพื่อสอบปากคำพยานบุคคลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับคดีโดยเฉพาะเจ้าอาวาสวัด และพระลูกวัด รวมถึงเจ้าของโรงโม่เพชรสยามศิลาตราด ซึ่งเป็นผู้ทำบัญชีของวัด เพื่อตรวจสอบข้อมูลรายละเอียดบัญชีการเงินของวัด หลังมีการตรวจสอบพบเพิ่มเติมว่า นายเนย ได้มีการทุจริตยักยอกเงินวัดสาขาในพื้นที่ จ.ตราด อีก 2 วัด อาทิ วัดรัตนวราราม และ วัดคีรีวิหาร ซึ่งเป็นงบจัดสร้างวัดรัตนวราราม 80 กว่าล้านบาท และ งบจัดสร้างโรงเรียนวัดคีรีวิหาร อีกกว่า 10 ล้านบาท

ด้านพระโสภณธรรมธาดา (หัน คุณวตฺโต) เจ้าอาวาสวัดคีรีวิหาร กล่าวถึงกรณีปรากฎข่าวเรื่องการทุจริตเงินพัฒนาวัดคีรีวิหาร และโรงเรียนคีรีวิหาร ว่า ไม่ทราบเรื่องนี้ เพิ่งมาทราบจากผู้สื่อข่าว ซึ่งสมเด็จพระวันรัตเป็นผู้เกิดที่ ต.ชำราก และบวชเรียนที่วัด และได้ไปเรียนที่วัดบวรนิเวศวิหาร และเมื่อเติบโตขึ้นและมีตำแหน่งทางสงฆ์ จึงได้เดินทางมาพัฒนาวัดคีรีวิหารที่เคยได้บวชเเละเรียน ซึ่งมาดำเนินการเมื่อปี 2523 ด้วยการเดินทางมาและนำกฐินมาทอดอย่างต่อเนื่องทุกปี ซึ่งได้มีการสร้างกุฏิ และบูรณะวัด และได้มีสร้างที่พักในบริเวณวัดซึ่งใช้เป็นที่พักของสมเด็จวันรัตเมื่อเดินทางมาที่ จ.ตราด ส่วนเรื่องการนำเงินพัฒนาวัดและโรงเรียนนั้น ตนไม่ทราบเรื่องเงิน และไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง เพราะเป็นเงินคนละส่วนและไม่มีกรรมการวัดรับรู้ทั้งสิ้น ส่วนการดำเนินการนั้นไม่รู้ รวมทั้งสถานที่ก่อสร้างโรงเรียนก็เป็นเพียงผู้จัดหาให้เท่านั้น

ขณะที่ ผู้คุมงานก่อสร้าง (ไม่เปิดเผยชื่อ) ที่กำลังคุมแรงงานก่อสร้างโรงอาหารและโรงยิม โรงเรียนวัดคิรีวิหาร (สมเด็จพระวันรัตอุปถัมภ์) เปิดเผยว่า ตนเป็นลูกศิษย์คนหนึ่งของสมเด็จพระวันรัต เมื่อมีโครงการก่อสร้างของสมเด็จพระวันรัต ตนก็จะได้รับความไว้วางใจให้เข้าคุมแรงงานก่อสร้าง โดยอาคารโรงเรียนวัดคิรีวิหารทั้งหมด ตนเองเป็นผู้คุมงานแรงงานก่อสร้างทุกหลัง และจะมีลูกศิษย์อีกคนหนึ่งของสมเด็จพระวันรัต เข้ามาตรวจงานอีกรอบ ส่วนเรื่องงบประมาณในการก่อสร้างอาคารแต่ละหลังของโรงเรียนนั้น ตนไม่รู้ยอดเงิน เพราะที่ผ่านมา สมเด็จพระวันรัตจะเบิกเงินมาจ่ายให้เองในแต่ละงวด จึงไม่มีปัญหาในเรื่องของการทุจริต แต่เมื่อสมเด็จพระวันรัตเข้ารักษาอาการอาพาธโรคมะเร็งถุงน้ำดี เมื่อเดือนธันวาคม 2564 พบพฤติกรรม ที่นายเนยเขียนเช็คออกมาเพื่อนำเงินไปจ่ายตามโครงการก่อสร้างต่าง ๆ แต่ไม่ยอมนำมาให้ เป็นลักษณะที่เก็บเช็คเอาไว้เอง

Advertisement

ด้านนายสุรศักดิ์ อิงประสาร หรือเสี่ยเพ่ง เจ้าของโรงโม่เพชรสยามศิลาตราด ผู้บริจาคที่ดิน 30 ไร่เพื่อก่อสร้างวัดรัตนวราราม เปิดเผยว่า ส่วนตัวรู้จักสมเด็จพระวันรัตเมื่อ 6 ปีผ่านแล้ว และเมื่อทราบว่าต้องการสร้างวัดจึงได้บริจาคที่ดินจำนวน 30 กว่าไร่ เพื่อก่อสร้างวัดรัตนวราราม ซึ่งกว่าจะดำเนินการก่อสร้างได้ต้องขออนุญาตจากสำนักพุทธจังหวัดตราดเพื่อ ส่งไปยังส่วนกลาง ซึ่งเมื่อได้รับการอนุญาตแล้วได้ดำเนินการวางศิลาฤกษ์ โดย มีพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา มาเป็นประธาน จากนั้น สมเด็จพระวันรัต ได้มอบหมายให้คนชื่อเนย และมงคล เข้ามาดูแลและโอนเงินเข้ามาในบัญชีของโรงโม่เพชรสยามศิลาตราด ซึ่งการเบิกจ่ายต้องมี 3 คน โดยตนเป็น 1 ในนั้น แต่จะไม่เคยไปเบิกจ่ายในธนาคาร เพราะจะมีผู้เบิกจ่ายแทน เงินทั้งหมดที่ดำเนินการก่อสร้างมา 5-6 ปีนั้น ผ่านเข้าบัญชีจำนวน 134 ล้านบาท และก่อนที่สมเด็จพระวันรัตจะมรณภาพนั้น ได้มีการโอนเงินมาให้ 19 ล้านเพื่อดำเนินก่อสร้างในส่วนที่เหลือ อีก 10%

นายสุรศักดิ์ เผยอีกว่า ที่ผ่านมาไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องการเบิกจ่ายเงินใดๆ และไม่มีส่วนร่วมการยักยอกเงินในครั้งนี้ เพราะการเบิกเงินจะมีผู้รับรู้อยู่ 3 คน และการเบิกจ่ายจะใช้ 2 ใน 3 แต่ตนไม่เคยไปเบิกเลย เมื่อมีค่าใช้จ่ายเท่าไรก็จะแจ้งไป แล้วนำมาจ่าย ทั้งในเรื่องค่าแรง ค่าวัสดุก่อสร้าง หรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ทั้งหมด ส่วนตัวเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้มาก เพราะคนใกล้ชิดเป็นผู้กระทำ ก่อนหน้านี้สมเด็จพระวันรัตได้พูดเปรยขอให้เร่งสร้างให้เสร็จก่อนที่จะไม่ได้เห็นวัด ซึ่งก็ไม่คิดว่าจะมีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น แต่ก็ต้องเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จ โดยในวันที่ 6 เมษายน 2565 ทาง ผบก.ป. จะเดินทางมาพบที่โรงโม่หินเพชรสยามศิลาตราดเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งพร้อมที่จะให้ดำเนินการตรวจสอบทั้งหมดและมีหลักฐานที่จะให้ทางตำรวจ บก.ป. ได้รับรู้