เครือข่ายแรงงาน แฉหลายออฟฟิตตัดสิทธิ พนง.หากติดโควิด จนต้องปิดบังอาการ วอน ก.แรงงานดูแล

5.04.22 | 17:19 น.

เครือข่ายแรงงาน แฉหลายออฟฟิตตัดสิทธิ พนง.หากติดโควิด จนต้องปิดบังอาการ วอน  ก.แรงงานดูแล

เมื่อวันที่ 5 เมษายน ที่โรงแรมแมนดาริน สามย่าน กรุงเทพฯ มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ร่วมกับมูลนิธิเด็ก เยาวชน และครอบครัว เครือข่ายองค์กรงดเหล้า และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดเสวนา เสียงจากชุมชนและคนงาน ก่อนสงกรานต์และโควิดเป็นโรคประจำถิ่น”


โดย ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุน สสสกล่าวว่า สงกรานต์ปี 2565 คาดการณ์ว่าประชาชนจะเดินทางกลับภูมิลำเนา และอาจมีกิจกรรม ตั้งวงดื่มเหล้า หลังเริ่มมีการผ่อนผันมาตรการ ทำให้เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดโควิด-19 และอาจทำให้หลังสงกรานต์มียอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 สูงอีกครั้ง สสส.และภาคีเครือข่าย จึงรณรงค์ให้เกิดการลด ละ เลิกดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ควบคู่กับรณรงค์ดื่มไม่ขับ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุบนถนน 

อย่างไรก็ตาม สงกรานต์ปีนี้เป็นจุดเริ่มต้นครั้งใหญ่ในการรับมือกับโควิด-19 ที่กระทรวงสาธารณะเตรียมประกาศเป็นโรคประจำถิ่น สสส.จะเดินหน้าสร้างความเข้าใจเรื่องการดูแลและป้องกันตนเอง สู่วิถีชีวิต New Normal บนความปกติใหม่ และทำให้ทุกคนเห็นความสำคัญของการฉีดวัคซีนสวมหน้ากากอนามัย และจะเน้นย้ำเรื่องการลด ละ เลิกดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ดื่มไม่ขับ และฝากถึงทุกคนไม่ให้เดินทางไปพื้นที่เสี่ยง เพื่อความปลอดภัยของครอบครัว ชุมชน สังคมจะได้ฝ่าวิกฤตครั้งนี้และมีสุขภาวะดีไปด้วยกัน

ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุน สสส.

ด้าน นางสาวศรีไพร นนทรี ผู้แทนกลุ่มสหภาพแรงงานย่านรังสิตและใกล้เคียง กล่าวว่า การแพร่ระบาดโควิด-19 ที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งมาจากแรงงานเดินทางกลับบ้าน โดยเฉพาะช่วงเทศกาล เช่น วันขึ้นปีใหม่ ขณะที่วันสงกรานต์ปีนี้ ก็คาดว่าแรงงานจะนำเชื้อกลับไปแพร่ระบาดให้คนในครอบครัวเช่นกัน ฉะนั้นขอให้ภาครัฐ โดยเฉพาะกระทรวงแรงงาน (รง.) และสำนักงานประกันสังคม สนับสนุนองค์กรชุมชน ตั้งจุดตรวจ ATK ให้กับแรงงานก่อนเดินทางกลับต่างจังหวัด และก่อนกลับมาทำงาน พร้อมให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลตัวเอง

Advertisement

อีกทั้งขอให้ รง.ดูแลการออกประกาศของนายจ้างที่นำโควิด-19 มาเป็นเงื่อนไขตัดสิทธิและสวัสดิการ หลังจากพบหลายสถานประกอบการมีการออกข้อกำหนดว่า พนักงานที่ติดเชื้อมาจากข้างนอกหรือจากความประมาท เช่น ไปเดินตลาด เดินห้างสรรพสินค้า รับประทานอาหารร่วมกัน แล้วติดเชื้อโควิด-19 ต้องหยุดเพื่อรักษาตัวนั้น จะถูกตีเป็นการลาป่วยทั่วไป ไม่ใช่การลาป่วยพิเศษจากโควิด-19 อีกทั้งมีผลต่อการปรับขึ้นโบนัส เบี้ยขยัน ที่น้อยลงหรือไม่ได้รับเลย ถูกตัดวันหยุดวันลาตามจำนวนวันที่ไม่ได้ทำงาน และอีกต่างๆ นานา ทำให้พนักงานไม่กล้าบอกหรือปิดบังไทม์ไลน์ว่าติดเชื้อมาจากที่ไหน บางคนพบว่ามีอาการแล้ว แต่ไม่ยอมไปตรวจ กลัวต้องหยุดงาน กระทบรายได้ กลับเข้าไปทำงาน ก็เกิดการแพร่ระบาดสู่เพื่อนพนักงานและครอบครัว

 นางสาวศรีไพร กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม เรามีความกังวลว่าหากรัฐบาลประกาศให้โควิดเป็นโรคประจำถิ่นแล้ว สิทธิพิเศษของแรงงานจะหายไป อย่างบางสถานประกอบการที่ดูแลพนักงานดีอยู่แล้ว เช่น ให้หยุดพิเศษ กักตัวเต็มที่จนกว่าจะปลอดภัยจากโควิด-19 ทุกอย่างจะเข้าสู่กระบวนการเดิม จะทำให้มีการปิดบังอาการมากขึ้น และแรงงานหลายคนปัจจุบันประสบปัญหาเข้าไม่ถึงการรักษาพยาบาลตามสิทธิ ก็อาจทำให้เข้าไม่ถึงสิทธิมากขึ้น ฉะนั้นอยากให้มีการพูดคุยและสร้างความชัดเจนด้านแรงงาน ก่อนประกาศดังกล่าว

นางสาวศรีไพร นนทรี ผู้แทนกลุ่มสหภาพแรงงานย่านรังสิตและใกล้เคียง