ศบค. จ่อเลิกกักตัวนทท.กลุ่มเสี่ยง ผ่อนคลายมาตรการ Test&Go รอดูผลหลังสงกรานต์

8.04.22 | 14:10 น.

ศบค. จ่อเลิกกักตัว นทท.กลุ่มเสี่ยง ผ่อนคลายมาตรการ Test&Go รอดูผลหลังสงกรานต์

เมื่อวันที่ 8 เมษายน นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. แถลงภายหลังการประชุม ศบค.ชุดใหญ่ ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ว่า สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) รายงานให้ที่ประชุมรับทราบการกระจาย ATK ให้ประชาชนสามารถตรวจหาเชื้อโควิด-19 ได้ด้วยตัวเอง โดยตั้งแต่เดือนมีนาคม-กันยายน 2565 เตรียม ATK ไว้ทั้งหมด 22.8 ล้านชิ้น ใช้ไปแล้วประมาณ 1.3 ล้านชิ้น คิดเป็น 1.2 ล้านคน มีผลบวกประมาณ 2.3% ต้นทุนต่อชุดประมาณ 55 บาท งบประมาณที่ได้รับประมาณ 170 ล้านบาท ทำให้ราคา ATK ต่อชิ้นไม่สูงมากนัก ขณะที่ศิริราชและภาคเอกชนของไทย ร่วมกันผลิต ATK มีราคาประมาณ 40 บาทต่อชิ้น ผลิตได้ประมาณ 200,000 ต่อเดือน ทั้งนี้ นายกฯได้สอบถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ ที่จะเพิ่มการผลิตให้ถึงเดือนละ 1 ล้านชิ้น ทาง สธ.บอกว่าเป็นไปได้หากทำความร่วมมือกับภาคเอกชน


โฆษก ศบค.กล่าวว่า ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านการท่องเที่ยว (ศปก.กก.) รายงานความจำนวนนักท่องเที่ยว ตั้งแต่เดือนมกราคม-มีนาคม 2565 รวม 476,675 ราย ดังนี้ เดือนมกราคมมีนักท่องเที่ยวเข้ามา 133,903 ราย แต่เนื่องจากมีสถานการณ์การแพร่ระบาดของสายพันธุ์โอมิครอนทำให้ต้องระงับนักท่องเที่ยว Test&Go เดือนกุมภาพันธ์ เปิดรับ Test&Go โดยให้ตรวจ RT-PCR 2 ครั้งในวันที่ 0 และวันที่ 5 ไม่จำกัดประเทศต้นทาง มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเพิ่มขึ้น 152,954 ราย และในเดือนมีนาคม ปรับให้ยกเลิกการตรวจ RT-PCR ก่อนเดินทางเข้า และให้ตรวจ ATK อีกครั้งในวันที่ 5 มีนักท่องเที่ยวเข้ามา 189,818 ราย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ามีนักท่องเที่ยวเข้ามาเพิ่มมากขึ้น

“ทั้งนี้ ทาง ศปก.กก. เสนอที่ประชุมปรับมาตรฐานผู้เดินทางเข้าราชอาณาจักรผ่าน Test&Go, Sandbox และ Quarantine ระยะที่ 2 ในเดือนพฤษภาคม ดังนี้ ปรับหลักฐานการลงทะเบียนให้น้อยลงโดยต้องใช้ระบบ Thailand Pass ผ่อนคลายวงเงินประกัน กรณี Test&Go ให้ปรับรูปแบบการตรวจหาเชื้อเมื่อเดินทางมาถึง กรณี Quarantine ให้ลดระยะเวลากักตัว สำหรับผู้ติดเชื้อที่มีอาการน้อย (ผู้ป่วยสีเขียว) ให้ผ่อนคลายมาตรการอื่นๆ และผู้เสี่ยงสูง ยกเลิกกักตัวหรือผ่อนคลายมาตรการอื่นๆ ซึ่งที่ประชุมเห็นชอบด้วยหลักการ โดย พล.อ.ประยุทธ์ขอให้ดูผลในช่วงสงกรานต์ก่อนว่าประชาชนร่วมมือกันมากน้อยแค่ไหน ขณะเดียวกันตัวเลขการติดเชื้อของผู้เดินทางเข้าราชอาณาจักร ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะบอกว่าการปรับมาตรฐานผู้เดินทางเข้าราชอาณาจักรผ่านในเดือนพฤษภาคมจะเป็นอย่างไร ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะนำเข้าที่ประชุมในครั้งต่อไป ที่ประชุม รับทราบความคืบหน้าการฉีดวัคซีนในผู้สูงอายุ พบว่าผู้สูงอายุได้รับวัคซีนเข็ม 3 ไปแล้ว 37% ซึ่งเป็นข้อห่วงใย เพราะผู้สูงอายุกว่า 60% ยังไม่ได้รับวัคซีน ทำให้ติดเชื้อ และเสียชีวิต ขณะเดียวกันเด็กอายุ 5-11 ปี ที่มีอยู่ 5,150,082 ราย ฉีดเข็ม 1 ไป 2,423,184 โดส คิดเป็น 47.1% ฉีดเข็มที่ 2 ไป 100,102 โดส 1.9% ซึ่งยังเป็นอัตราที่ต่ำอยู่ ทำให้เห็นเด็กป่วยและเสียชีวิตแม้ไม่มากแต่ต้องช่วยกันมาฉีดวัคซีน” นพ.ทวีศิลป์กล่าว

โฆษก ศบค.กล่าวต่อว่า ขณะนี้มีผู้สูงหลายคนกลัวการฉีดวัคซีน ซึ่งทางกองระบาดวิทยาได้รายงานเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ภายหลังได้รับวัคซีน มีรายละเอียดดังนี้ ฉีดวัคซีนไปแล้วทั้งหมด 130,139,978 โดส มีเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่เกี่ยวข้องกับวัคซีน จำนวน 123 ราย คิดเป็น 0.9 รายต่อ 1 ล้านโดส การเสียชีวิตที่สรุปได้ว่าเกี่ยวข้องกับวัคซีน จำนวน 6 ราย คิดเป็น 0.04 รายต่อ 1 ล้านโดส เมื่อเห็นตัวเลขเหล่านี้แล้วขอให้ประชาชน โดยเฉพาะผู้สูงอายุเข้าใจและเข้ามารับวัคซีนต่อไป

Advertisement

นพ.ทวีศิลป์กล่าวต่อว่า สธ.แนะนำการฉีดวัคซีนโควิด โดยปรับจากมติการประชุมคณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ครั้งที่ 2/2565 ดังนี้ การฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น สำหรับผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ด้วยไฟเซอร์ สามารถฉีดขนาดครึ่งโดสได้ ภายใต้ดุลพินิจของแพทย์และความสมัครใจ ส่วนการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นในเด็กอายุ 12-17 ปี ให้รับไฟเซอร์เป็นเข็มกระตุ้น ในเข็มที่ 3 ขนาดโดสปกติหรือครึ่งโดส โดยมีระยะห่างจากเข็มที่ 2 เป็นระยะเวลาตั้งแต่ 4-6 เดือน ขึ้นไป และการให้วัคซีนในผู้ที่มีประวัติติดเชื้อ แนะนำให้ฉีดวัคซีน ในผู้ที่มีประวัติการติดเชื้อได้ตามหลักการเดียวกับผู้ที่ยังไม่ติดเชื้อมาก่อน โดยให้วัคซีนหลังจากการติดเชื้อ เป็นเวลา 3 เดือน นอกจากนี้ที่ประชุม รับทราบแผนการจัดหา Long-acting antibody (LAAB) สำหรับกลุ่มเสี่ยงสูงที่ภูมิคุ้มกันต่ำ โดยมีหลักการคือ นำฉีดภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป ในกลุ่มเสี่ยงสูงที่ไม่สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ด้วยวัคซีน ซึ่งกระบวนการจัดหาอัยการสูงสุดแนะนำให้ปรับสัญญากับบริษัท Astra Zeneca โดยเปลี่ยนจากวัคซีน Astra Zeneca บางส่วน โดยอยู่กรอบวงเงินงบประมาณเดิมที่ ครม.อนุมัติไว้แล้ว และไม่ต้องเสียงบประมาณเพิ่ม ซึ่งที่ประชุมเห็นชอบในหลักการและมอบให้ สธ.จัดหาให้ประชาชนต่อไป