จิตแพทย์ชี้ปม ด.ญ. 14 ปี ใช้แฟนฆ่าแม่ เหตุกีดกันรัก แนะทุกครอบครัวปูพื้นความสัมพันธ์ให้มาก

8.04.22 | 15:34 น.

จิตแพทย์ชี้ปม ด.ญ.14 ปี ใช้แฟนฆ่าแม่แท้ๆ เหตุกีดกันความรัก แนะทุกครอบครัวปูพื้นความสัมพันธ์ให้มาก

จากกรณีข่าวสะเทือนใจ เด็กหญิงวัย 14 ปี วางแผนร่วมมือกับ เด็กชายวัย 16 ปี แฟนหนุ่ม ฆ่ามารดาและพี่ชายของเด็กหญิง เหตุเพราะถูกกีดกันความรักของทั้งคู่ หลังลงมือฆ่ามารดาสำเร็จ และพี่ชายรอดไปได้ ทั้งคู่ก็ได้รอมอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ให้คำรับสารภาพว่าหวังใช้ชีวิตร่วมกันหลังออกจากคุกนั้น


เมื่อวันที่ 8 เมษายน พญ.ดุษฎี จึงศิรกุลวิทย์ ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ ให้สัมภาษณ์ถึงการเลี้ยงดูบุตรหลานในช่วงวัยรุ่น และคำแนะนำที่เหมาะสมในการสื่อสารกับวัยรุ่นว่า ธรรมชาติของวัยรุ่นคือความรู้สึกทุกประเภท ทั้งโกรธ โมโห หรือรักจะมีความรุนแรงอยู่แล้ว ขณะเดียวกันพัฒนาด้านความคิดยังไม่สมบูรณ์เท่ากับผู้ใหญ่ที่จะมองเห็นทางออกที่มากกว่า 1 ทาง หรือข้อดีข้อเสียอย่างครบรอบด้าน จึงทำให้เกิดการตัดสินใจที่ใช้วิธีรุนแรง เพื่อทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ตัวเองต้องการ แต่ก็ไม่ใช่เพียงอิทธิพลของการเป็นวัยรุ่นเพียงอย่างเดียว ยังประกอบปัจจัยอื่นๆ ที่เราอาจไม่ทราบรายละเอียดทั้งหมด เช่น สิ่งแวดล้อม การเข้าถึงวิธี หรืออาวุธที่ง่าย ยาเสพติด ไปจนถึงการมีบุคคลอื่นเข้ามาร่วมในการวางแผน

พญ.ดุษฎีกล่าวว่า สำหรับความรักเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ในทุกช่วงวัยและไม่ใช่สิ่งที่ผิด แต่สิ่งสำคัญคือพ่อแม่จะต้องสื่อสารและใช้เวลากับลูกให้มากที่สุด เพื่อให้ลูกมีเวลาสนใจกับเรื่องที่เป็นลบน้อยลง ซึ่งความรักก็ไม่ใช่สิ่งที่เป็นลบ เพียงแต่ว่าหากเด็กใช้เวลาพัฒนาความสามารถของตัวเอง การพัฒนางานอดิเรกที่ช่วยให้เด็กมีความสุข เห็นคุณค่าและรักตัวเขาเองมากที่สุด เพื่อเติมเต็มความรู้สึกในตัวเด็กเอง จะทำให้เด็กไม่ต้องพึ่งพาความรักจากที่อื่นเพื่อเติมเต็มตัวเอง เปลี่ยนจากการกีดกันเด็กไม่ให้มีความรัก เพราะช่วงที่เด็กต้องการการเติมเต็มแล้วโดนกีดกัน ก็จะเกิดความขัดแย้งทั้งพ่อแม่และเด็ก

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

Advertisement

สิ่งที่พ่อแม่น่าจะห่วงใยมากกว่า ไม่น่าจะเป็นความรัก แต่เป็นการพึ่งพาความรักจากคนอื่นมากเกินไป สิ่งนี้เราน่าจะชวนพ่อแม่มาดู ฝึกให้ลูกรักตัวเองเป็น อยู่ด้วยตัวเองเป็น โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาความรักจากคนรักของตัวเอง ดังนั้น เด็กที่รักตัวเองเป็น จึงจะรักคนอื่นอย่างมีคุณภาพได้ ความรักจากพ่อแม่ที่มีแก่ลูกจะทำให้ลูกรู้สึกว่าเขาเป็นสิ่งที่มีค่าของครอบครัว และในเมื่อเขาเป็นสิ่งที่มีค่า เขาจึงต้องรักในสิ่งนี้ นั่นก็คือตัวเขาเอง” พญ.ดุษฎีกล่าว

ผู้สื่อข่าวถามถึงข่าวที่มีการระบุว่าเด็กทั้งสองคนมีภาวะโรคซึมเศร้า รวมถึงความคิดที่จะลงมือฆ่าแม่ตัวเอง รอมอบตัว และหวังว่าออกมาจากคุกจะใช้ชีวิตร่วมกัน พญ.ดุษฎีกล่าวว่า สำหรับการแสดงออกของโรคซึมเศร้าก็อาจจะมีอาการของอารมณ์โกรธ หงุดหงิดเกิดขึ้นได้ แต่ส่วนใหญ่ผู้ที่มีภาวะนี้จะทำร้ายตัวเอง และบางส่วนอาจจะทำร้ายคนอื่นได้เช่นกัน ทั้งนี้ เราไม่สามารถระบุฟันธงได้ว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นมีสาเหตุจากโรคซึมเศร้า แต่จะต้องมีการสัมภาษณ์ประวัติ มีการตรวจวินิจฉัยอีกเยอะมาก

“ในทางกฎหมายมีความละเอียด สิ่งที่ตอบได้ทางจิตเวชคือความผิดถือว่าเกิดแล้ว หากพิสูจน์ได้ว่าเด็กทั้งสองมีส่วนกระทำผิดจริง แต่แม้จะปัญหาเรื่องโรคทางจิตเวช แต่ศาลจะใช้ดุลพินิจว่าผิด แต่ความจำเป็นรับโทษมากน้อยอย่างไร จึงจะใช้เหตุทางโรคจิตเวชเพื่อพิจารณาประกอบ ซึ่งเป็นไปตามกระบวนการนิติจิตเวช นี่เป็นสิ่งที่สังคมเข้าใจผิดว่าอ้างเป็นโรคจิตเวช แล้วจะไม่ผิด แต่จริงๆ คือผิด แต่สำหรับเด็ก ศาลเด็กและเยาวชนจะเน้นการแก้ไข ฟื้นฟูมากกว่าการลงโทษให้หลาบจำ” พญ.ดุษฎีกล่าว

เมื่อถามถึงพี่ชายที่รอดชีวิตมาได้ จะเกิดความโกรธแค้นน้องสาวหรือไม่ จะต้องฟื้นฟูจิตใจอย่างไร พญ.ดุษฎีกล่าวว่า พี่ชายในกรณีนี้จะเป็นทั้งเหยื่อความรุนแรงและผู้สูญเสีย ซึ่งต้องเยียวยาจิตใจให้พ้นภาวะสูญเสียให้ได้ ทีมสุขภาพจิตจำเป็นต้องเข้ามาดูแลอย่างยิ่ง แต่เราจะต้องแยกให้ชัดถึงความสัมพันธ์กับน้องสาว เป็นจุดที่ต้องฟื้นฟูความสัมพันธ์ ซึ่งควรวางอยู่ระยะหลังที่เยียวยาจิตใจการจากเป็นเหยื่อและผู้สูญเสียก่อน ต้องกลับไปที่ฐานว่าขณะที่น้องสาวตัดสินใจเช่นนั้นเพราะอะไร ซึ่งเราไม่สามารถคาดเดาตอนจบของเรื่องนี้ได้ เพียงแต่จุดที่ต้องเดินไปคือ พี่ชายต้องได้รับการเยียวยาจิตใจ ขณะเดียวกันเด็กทั้งสองคนต้องได้รับการฟื้นฟู เพื่อให้เด็กมีการตัดสินใจต่อเรื่องต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง