วันที่ 20 ตุลาคม 2559 นางมิ่งขวัญ พุกเปี่ยม ประธานชมรมโรงสีข้าวจังหวัดพิจิตร ว่า กรณีอุปนายกสมาคมโรงสีข้าวพิจิตร ได้พูดถึงถึงสีข้าวกว่า 100 โรง ได้ปิดตัวลงเหลือเพียง 10 กว่าโรงสีนั้น กรณีนี้ เป็นความคลาดเคลื่อนของอุปนายกสมาคมโรงสีข้าว ซึ่งความจริงแล้ว โรงสีข้าวในจังหวัดพิจิตรมีเพียง 29 โรงเท่านั้น ซึ่งต้องเรียนชี้แจงว่า ทางโรงสีข้าวไม่ได้ปิดตัวลง แต่โรงสีได้ปิดปรับปรุงเครื่องจักร ซึ่งทุกโรงสีข้าวในจังหวัดพิจิตรได้ออกมายื่นยันกับทางประธานโรงสีข้าวว่า พร้อมที่จะรับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกรที่จะออกในต้นเดือนหน้านี้ ตามกำลังทุนของตนเอง
นางมิ่งขวัญ กล่าวอีกว่า ตอนนี้โรงสีไหนทุนเยอะก็รับซื้อเยอะ โรงไหนทุนน้อยก็รับซื้อน้อย เนื่องจากสต๊อกเก่า ราคาข้าวหอมมะลิร่วงลงมาตันละ 3,000-4,000บาท ทำให้โรงสีไม่สามารถขายหรือระบายข้าวออกไปได้ เมื่อขายไม่ได้ เงินในส่วนนี้ก็จะหายไป ซึ่งทำให้กำลังในการรับซื้อข้าวในปีนี้น้อยลงไป ก็เท่านี้เอง

นางมิ่งขวัญ กล่าวอีกว่า โรงสีในพิจิตรที่ดำเนินการอยู่ในขณะนี้ จริงๆแล้วมีทั้งหมดในจังหวัดพิจิตรมี 29 โรงเท่านั้น ส่วนข้าวหอมมะลิจำนวน 4 แสน ข้าวเจ้า 2 แสนตัน รวมแล้ว 6 แสนตันที่กำลังจะออกมาในเดือนหน้านั้น ต้องยอมรับว่า เป็นกรรมของเกษตรกรชาวนา เพราะทางโรงสีไม่สวามารถช่วยเหลือเรื่องราคาข้าวได้ รัฐบาลก็ไม่ได้เข้ามาช่วย ตอนนี้ก็ต้องอยู่ที่สภาพของโรงสีแล้วว่า จะสามารถรับซื้อได้แค่ไหน สรุปคือ ทางโรงสีสามารถรับซื้อได้เท่าที่โรงสีมีเงินซื้อเท่านั้น จะรับซื้อทั้งหมดก็คงไม่ได้ ถือว่าเป็นชะตากรรมของเกษตรกรชาวนาที่จะเกิดขึ้นในเดือนหน้า
“ที่ผ่านมา แบงก์ทุกแบงก์ ก็ไม่ปล่อยให้ทางโรงสีกู้ อยากจะรู้เหมือนกันว่า ทำไมแบงก์แต่ละแบงก์ไม่ปล่อยเงินกู้ให้กับทางโรงสี เพื่อมารับซื้อข้าวจากชาวนาเพื่อช่วยเหลือรัฐบาล ซึ่งตรงนี้ แบงก์ต้องคิดดอกเบี้ยให้ถูกลงหน่อยดอกเบี้ยเงินฝากยังถูกเลยในตอนนี้ เมื่อดอกเบี้ยเงินฝากถูก ดอกเบี้ยเงินกู้ก็ควรจะถูกลงมาด้วย ” นางมิ่งขวัญ กล่าว

