ตำรวจเผยคดีข่มขืน สถิติการเกิดเหตุต่ำกว่าความจริง ผู้เสียหายไม่ค่อยแจ้งความ แนะแจ้ง บช.ก.

18.04.22 | 10:53 น.
แฟ้มภาพ

‘บิ๊กก้อง’ ชี้ผู้ต้องหาคดีข่มขืน เกิดจากพฤติกรรมในวัยเด็ก แนะเหยื่อแจ้ง บช.ก. พร้อมคุ้มครองให้

เมื่อวันที่ 18 เมษายน พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. กล่าวถึงคดีข่มขืนในภาพรวมว่า การศึกษาเรื่องรูปแบบพฤติกรรมการกระทำความผิดทางเพศ และปัจจัยเสี่ยงที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาพฤติกรรมล่วงละเมิดทางเพศ ที่มีอย่างแพร่หลายในต่างประเทศ ตำรวจสอบสวนกลางให้ความสำคัญมาโดยตลอด โดยเฉพาะคดีที่ผู้เสียหายเป็นเด็ก หรือเยาวชน ซึ่งได้ศึกษารูปแบบพฤติกรรมการกระทำความผิดทางเพศอย่างจริงจัง


พล.ต.ท.จิรภพกล่าวว่า จากข้อมูลพบว่าการพัฒนาพฤติกรรมล่วงละเมิดทางเพศของผู้ต้องหาแต่ละคนจะแตกต่างกัน ทั้งอายุ ภูมิหลัง บุคลิกภาพ ความเชื่อ ทัศนคติ และทักษะด้านมนุษยสัมพันธ์ พฤติกรรมการล่วงละเมิดทางเพศได้รับอิทธิพลจากหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งการเลี้ยงดู, ประสบการณ์ในวัยเด็ก, ประสบการณ์การเรียนรู้จากการกระทำในครั้งก่อน, ความคาดหวังทางการรับรู้, สิ่งเร้าจากสภาพแวดล้อม, ความเชื่อ, และการพิจารณาชั่งน้ำหนักถึงเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ สำเร็จ หรือล้มเหลว เป็นต้น

ส่วนกรณีที่บางคดีเหตุการณ์ข่มขืนล่วงเลยมาเป็นปีแล้วเพิ่งมาแจ้งความนั้น พล.ต.ท.จิรภพกล่าวว่า การรวบรวมพยานหลักฐานในคดีความผิดเกี่ยวกับเพศ พยานหลักฐานจากผู้เสียหาย พยานหลักฐานจากผู้ต้องหา พยานหลักฐานในที่เกิดเหตุ ประกอบกับความเห็นของเเพทย์ที่ได้ตรวจร่างกาย สามารถนำมาใช้ในกระบวนการตามกฎหมายได้ การเก็บรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจร่างกายผู้เสียหาย การตรวจร่างกายผู้ต้องหา หรือการเก็บพยานหลักฐานจากที่เกิดเหตุ มักจะต้องเก็บพยานหลักฐานให้เร็วที่สุด เพื่อให้พยานหลักฐานสูญหายไปน้อยที่สุด

พล.ต.ท.จิรภพกล่าวอีกว่า กรณีที่เหตุการณ์การถูกกระทำความผิดทางเพศล่วงเลยมานานเเล้ว การเก็บพยานหลักฐานจากตัวบุคคลอาจจะทำได้ยากขึ้น เนื่องจากอาจจะมีการเปลี่ยนทางด้านร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นอวัยวะเพศ สารคัดหลั่ง หรือบาดแผลต่างๆ แต่ในส่วนของพยานหลักฐานอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นข้อความการแชตพูดคุย ภาพถ่ายสถานที่เกิดเหตุ กล้องวงจรปิด พยานบุคคลที่เห็นเหตุการณ์ พยานหลักฐานแวดล้อมต่างๆ เหล่านี้ยังคงเป็นพยานหลักฐานที่เป็นสำคัญในการนำไปประกอบในการดำเนินคดีให้ศาลพิจารณาได้เช่นกัน

Advertisement

“สหรัฐอเมริกามีคดีที่มีลักษณะคล้ายกันเกิดขึ้นในเดือนตุลาคม 2560 โดยหนังสือพิมพ์ The New York Times และ The New Yorker ได้รายงานว่ามีผู้หญิงหลายสิบคนกล่าวหานายฮาร์วีย์ ไวน์สตีน (Harvey Weinstein) อดีตโปรดิวเซอร์ผู้ทรงอิทธิพลในวงการบันเทิงฮอลลีวู้ด ว่าถูกข่มขืนล่วงละเมิดทางเพศในช่วงระยะเวลาอย่างน้อยสามสิบปี ต่อมาก็ได้มีเหยื่อที่ทำงานในวงการภาพยนตร์กว่า 80 รายก็ได้กล่าวหานายฮาร์วีย์ ไวน์สตีน เพิ่มเติม ถึงการล่วงละเมิดทางเพศ โดยไม่ได้รับความยินยอม

“ศาลสูงของนครลอสแองเจลิส มลรัฐแคลิฟอร์เนีย ได้มีการลงโทษจำคุกนายฮาร์วีย์ ไวน์สตีน เป็นเวลา 23 ปี ในคดีข่มขืนและล่วงละเมิดทางเพศเหยื่อในระหว่างปี 2547-2556 รวมทั้งสิ้น 11 คดี โดยหากการพิจารณาคดีพบการกระทำความผิดกับเหยื่อรายอื่นๆ อีก ศาลก็จะมีการตัดสินลงโทษเพิ่มเติม จากกรณีดังกล่าวได้วางบรรทัดฐานของการพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับการล่วงละเมิดทางเพศในประเทศสหรัฐอเมริกาไว้ได้อย่างน่าสนใจ” พล.ต.ท.จิรภพระบุ

พล.ต.ท.จิรภพกล่าวอีกว่า ปัญหาหลักที่เจ้าหน้าที่ตำรวจพบเจอในคดีข่มขืน ล่วงละเมิดทางเพศ และความรุนแรงต่อผู้หญิง คือสถิติการเกิดเหตุมักจะต่ำกว่าความเป็นจริง เนื่องด้วยผู้เสียหายมักจะไม่มาแจ้งความ ซึ่งปัญหานี้เป็นเหมือนกันในหลายประเทศทั่วโลก อาจด้วยหลายสาเหตุปัจจัย เช่น ถูกข่มขู่ กลัวเสียชื่อเสียง

“หากคุณกำลังตกเป็นเหยื่อคดีข่มขืน ล่วงละเมิดทางเพศ ไม่ว่าจะจากคนใกล้ตัว หรือคนนอก สามารถแจ้งมาที่ เพจเฟซบุ๊ก ตำรวจสอบสวนกลาง ซึ่งข้อมูลจะถูกเก็บเป็นความลับ และจะดูแลความปลอดภัยให้ด้วย” พล.ต.ท.จิรภพกล่าว