“พสกนิกร” เดินทางไกลจากทั่วแผ่นดินไทย ร่วมถวายความอาลัย “ในหลวงรัชกาลที่ 9”

21.10.16 | 12:46 น.

เมื่อเวลา 08.05 น. วันที่ 21 ตุลาคม ที่ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง สำนักพระราชวังเปิดให้พสกนิกรเข้าถวายสักการะพระบรมศพเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ และลงนามสมุดหลวงเพื่อถวายความอาลัย แด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ระหว่างเวลา 08.00-16.00น. โดยตั้งแต่ช่วงเช้ามีพสกนิกรพร้อมใจใส่ชุดสีดำ ขณะที่บางส่วนใส่ชุดสีเข้มติดริบบิ้นสีดำ มานั่งต่อแถวรอก่อนเวลาเปิดให้เข้า ครั้นพอถึงเวลายิ่งมีพสกนิกรจากทั่วประเทศมาเข้าต่อแถวจนยาวออกไปนอกพระบรมมหาราชวังที่ประตูวิเศษไชยศรี ถึงถนนหน้าพระธาตุ ไปหน้าวัดมหาธาตุฯ ก่อนวกกลับท้ายแถวอยู่ภายในสนามหลวงขึ้นไปทางทิศเหนือ ขณะที่เจ้าหน้าที่ได้จัดแถวตอนเรียง 4 ทยอยเข้าเป็นชุดๆ เพื่อให้พสกนิกรได้เข้าอย่างทั่วถึง

นายประมวล คำเพราะ อายุ 78 ปี ชาวอ.น้ำขุ่น จ.อุบลราชธานี ตั้งใจนั่งเครื่องบินมาพร้อมลูกชายและหลานสาว เพื่อมาถวายสักการะให้ได้ เล่าว่า ยืนรอต่อแถวนานอากาศร้อนกว่า 2 ชั่วโมง แม้จะร้อนกายแต่ในใจรู้สึกเย็นสบาย ทั้งนี้ เพราะพระองค์ทำเพื่อประชาชน ทำเพื่อประเทศจริงๆ ส่วนตัวที่มีเรื่องประทับใจต่อพระองค์มากมาย เยอะจนตื้นตันพูดไม่ออก และแม้พระองค์จะสวรรคต แต่จะทรงสถิตย์อยู่ในใจขอประชาชนตลอดไป

“ผมน้อมนำน้อมหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในชีวิต โดยเฉพาะอาชีพการทำนา จะเรียนรู้และทำตามคำแนะนำของพระองค์ เช่น การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยจุลินทรีย์ และปุ๋ยชีวภาพแทนการใช้ปุ๋ยเคมี ที่ทำง่าย สามารถลดค่าใช้จ่ายได้ และไม่มีสารตกค้างถึงเกษตรกรและผู้บริโภค รวมถึงพื้นที่เกษตรกรรมอีกหลายพื้นที่ในจ.อุบลฯ ที่ทรงส่งคนมาแนะนำเกษตรกร ทำให้จ.อุบลฯในวันนี้น้ำดินดี อย่างไรก็ตาม ทรงมีพระอัจฉริยภาพด้านการเกษตร เช่น โครงการเขาหินซ้อนที่ทรงเปลี่ยนดินเปรี้ยวเป็นดินดี ส่วนตัวก็จะนำเรื่องราวเหล่านี้ไปเล่าให้รุ่นลูกหลานฟัง แนะนำว่าปฏิบัติตามคำสอน คำแนะนำพระองค์แล้วชีวิตจะดีอย่างไร” นายประมวลกล่าว

288

นางหนูเกน อันเฟลิงค์ อายุ 44 ปี จากจ.กาฬสินธุ์ เดินทางมาพร้อมสามี นายบรัม อันเฟลิงค์ ชาวเนเธอร์แลนด์ เผยว่า เดินทางมาพักกรุงเทพฯตั้งแต่เมื่อคืนก่อนเดินทางมาตั้งแต่หกโมงเช้า ทันทีที่ทราบข่าวว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 สวรรคต รู้สึกเสียใจมาก พระองค์ทรงเป็นพ่อหลวงที่ดีของชาวไทย ตัวเองอยู่จังหวัดกาฬสินธุ์ได้รับการพัฒนาชีวิตให้ดีขึ้นจากการส่งเสริมอาชีพ ในโครงการส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ มีรายได้จากการทอผ้าไหมแพรวาเพิ่มเติมจากการทำไร่ ทำนาเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้น้องสาวที่ป่วยยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระปรมิทรมหาภูมิพลอดุลยเดชรับเป็นคนไจ้ในพระบรมราชานุเคราะห์จนปัจจุบันได้รับการรักษาให้มีสุขภาพดีขึ้นในปัจจุบัน

Advertisement

“คิดว่าครั้งหนึ่งในชีวิตอยากมาถวายความจงรักภักดีต่อพระเจ้าอยู่หัว เพราะพระองค์ทรงทำเพื่อลูกหลานมามากมายเหลือเกิน ตัวเองตั้งใจว่าจะทำตัวเป็นคนดี เดินตามโครงการต่าง ๆ ที่ทรงตั้งไว้ให้ ที่ผ่านมาก็ใช้ชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง ทำไร่ ทำนา เลี้ยงไก่ เลี้ยงปลาอยู่ที่กาฬสินธุ์ แบ่งไว้กินบ้างขายบ้าง ไม่ค่อยได้ซื้อของฟุ่มเฟือยมาใช้ ด้านสามีที่เพิ่งมาอยู่ประเทศไทยได้เพียง 4 ปีก็รู้จักในหลวงและเข้าใจดีว่าพวกเราชาวไทยกำลังเผชิญกับความสูญเสียอันยิ่งใหญ่ จึงอยากมาร่วมถวายความอาลัยและรู้สึกเสียใจกับชาวไทยด้วย” นางหนูเกนกล่าว

291

นางชอบ ชัยสิทธิ์ อายุ 79 ปี ชาว อ.เคียนซา จ.สุราษฏธานี ที่เดินทางมาพร้อมลูกหลาน เปิดเผยว่า ตอนที่รู้ข่าวว่าพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชสวรรคต น้ำตาก็ไหลโดยทันที วันนี้จึงตั้งใจมา ที่ ศาลาสหทัยสมาคม ซึ่งเป็นที่ตั้งของพระบรมฉายาลักษณ์ เพื่อให้ได้มาก้มกราบและลงนามสมุดหลวงเพื่อถวายความอาลัย โดยเดินทางมาถึงเวลา 8 โมงเช้า แต่มีประชาชนเข้ามาถวายสักการะจำนวนมาก จึงได้เข้ามาถวายสักการะเมื่อตอน 10 โมง แม้ว่าจะรู้สึกเหนื่อยเพราะอายุมากแล้ว แต่ก็ตื้นตันใจที่เห็นคนไทยมาร่วมกันในวาระสำคัญแบบนี้

นางชอบกล่าวอีกว่า ที่บ้านเก็บพระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์ไว้มากมาย เคยได้รับเสด็จพระองค์ขณะประทับที่ อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช จำได้ว่ารู้สึกดีใจมาก พระองค์ทรงทำทุกอย่างไว้อย่างดีเพื่อคนไทย ส่วนตัวได้เดินตามรอยพระองค์ด้วยการปลูกผัก ปลูกข้าว เลี้ยงปลา แบบพอกินพอใช้ มีเหลือก็นำไปจำหน่าย เป็นแนวทางของเศษฐกิจพอเพียง

292