ศาลจ่อยกเครื่องตั้งทนายสืบทรัพย์บังคับคดีแก่ผู้เสียหาย “อัยการธนกฤต” ยกคดีเเตงโม-ล่วงละเมิด ท้าทายความเชื่อมั่นกระบวนการยธ.

22.04.22 | 14:08 น.

สถาปนาศาลยุติธรรม จัดสัมนาความท้าทายคุ้มครองสิทธิผู้เสียหายสร้างดุลยภาพแห่งสิทธิในคดีอาญา “เผ่าพันธ์”รองเลขาฯ ปธ.ศาลฎีกาเผยศาลเตรียมปรับปรุงระเบียบตั้งทนายสืบทรัพย์บังคับคดีแก่ผู้เสียหาย เเก้ปัญหาบังคับคดีไร้ประสิทธิภาพลบครหาเป็นได้เเค่กระดาษ “อัยการธนกฤต”ยกคดีเเตงโม-คดีทางเพศรองหัวหน้าพรรคท้าทายความเชื่อมั่นกระบวนกระบวนการยุติธรรมไทย


สำนักกฎหมายและวิชาการศาลยุติธรรม ได้จัดโครงการสัมมนาทางวิชาการวันสถาปนาศาลยุติธรรม ประจำปี พ.ศ. 2565 เนื่องในโอกาสศาลยุติธรรมครบรอบ 140 ปี ในหัวข้อเรื่อง ความท้าทายในการคุ้มครองสิทธิผู้เสียหายและสร้างดุลยภาพแห่งสิทธิในคดีอาญาถ่ายทอดผ่านสื่อออนไลน์เฟซบุ๊กไลฟ์ เพจ สื่อศาล เมื่อวันที่ 20 เมษายน ที่ผ่านมา ที่ห้องประชุมใหญ่สำนักงานศาลยุติธรรม ชั้น 12 อาคารศาลอาญา

โดยมีวิทยากร 5 คน ได้แก่ นายวัลลภ นาคบัว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ,ดร.ธนกฤต วรธนัชชากุล อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด ปฏิบัติราชการในหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักงานประสานงานกระบวนการยุติธรรม สถาบันนิติวัชร์ สำนักงานอัยการสูงสุด ,นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ผู้ตรวจราชการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ,นายเผ่าพันธ์ ชอบน้ำตาล ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลประจำสำนักประธานศาลฎีกา ช่วยทำงานชั่วคราวในตำแหน่งรองเลขาธิการประธานศาลฎีกา และนายสรวิศ ลิมปรังษี ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลประจำสำนักประธานศาลฎีกา ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการด้วย

Advertisement

นายสรวิศ กล่าวถึงปัญหาสำคัญของระบบกระบวนการยุติธรรมไทย มี ป.วิ อาญา เป็นกฎหมายหลักที่วางกลไกการดำเนินคดีโดยมุ่งเน้นที่การพิสูจน์ความผิดหรือความบริสุทธิ์ของจำเลยเป็นหลัก กฎหมายจึงกำหนดแต่เรื่องกระบวนการขั้นตอนการสอบสวน การฝากขัง การปล่อยตัวชั่วคราว การพิจารณาพิพากษาคดี ผู้ต้องหาหรือจำเลยจึงเป็นจุดสำคัญของกระบวนการยุติธรรมกระแสหลัก โดยมีกระบวนการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของผู้ต้องหาหรือจำเลยตั้งแต่ชั้นจับกุม ชั้นพิจารณาพิพากษา ไปจนถึงชั้นบังคับโทษต่าง ๆ แต่ในอีกมุมหนึ่งจะมีผู้เสียหายที่ได้รับผลกระทบจากอาชญากรรม ซึ่งรูปแบบระบบกระบวนการยุติธรรมยังไม่ให้ความสำคัญกับบทบาทของผู้เสียหายมากนัก ผู้เสียหายจะเป็นเพียงผู้บอกเล่าเหตุการณ์ในฐานะพยานเพื่อนำไปสู่ผลที่ว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดหรือไม่ จึงเป็นเรื่องที่น่าคิดว่าควรเปลี่ยนแปลงกระบวนการยุติธรรมอะไรบ้างเพื่อให้ผู้เสียหายมีบทบาทสำคัญและได้รับความคุ้มครองมากขึ้น

นายวัลลภ กล่าวถึงการคุ้มครองสิทธิในมุมของกระทรวงยุติธรรม ได้แก่ 1) การเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจถึงสิทธิและหน้าที่ และเปลี่ยนทัศนคติในการทำงานของเจ้าหน้าที่ภายใต้แนวคิด ยุติธรรมเชิงรุก กระทรวงยุติธรรมจึงได้จัดให้มีการให้คำปรึกษากฎหมาย การจัดการเรื่องราวร้องทุกข์ การจัดหาทนายความผ่านยุติธรรมจังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งจากการปฏิบัติงานด้านนี้ปรากฏว่าได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้เสียหายเป็นจำนวนมาก การให้ความช่วยเหลือในรูปแบบของ e-service ขั้นแรกที่ทำ คือ การยื่นคำขอพร้อมเอกสารประกอบผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยปัจจุบันจะจัดทั้งในรูปแบบ online และ onsite ควบคู่กันไป เพราะประชาชนมักจะเชื่อมั่นมากกว่าเมื่อได้พูดคุยซึ่งหน้ากับผู้ให้คำปรึกษา หน่วยงานของรัฐจึงต้องเพิ่มความมั่นใจให้กับประชาชนว่าได้ปรึกษากับบุคคลจริง และประชาชนสามารถติดตามได้ว่าเรื่องร้องเรียนนั้นอยู่ในขั้นตอนใด ซึ่งผู้ที่ร้องเรียนส่วนใหญ่ คือ ผู้เสียหายที่ได้รับผลกระทบในทางคดีอาญา 2) การได้รับชดใช้จากผู้กระทำผิด การชดใช้ทางแพ่ง การไกล่เกลี่ยระงับข้อพิพาท การดำเนินคดีตามกฎหมาย ที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 ได้เข้ามาช่วยรวมการเรียกค่าเสียหายในคดีแพ่งเข้าไว้ในคดีอาญาทีเดียว 3) การได้รับการชดเชยจากรัฐ กรณีเป็นผู้เสียหายและกรณีเป็นจำเลย และ 4) การช่วยเหลือด้านอื่น ๆ (Others) เช่น การรักษาพยาบาล ฟื้นฟูจิตใจ การคุ้มครองพยาน การช่วยเหลือสวัสดิการสังคม เช่น ในคดีอุกฉกรรจ์ที่เหยื่อถูกกระทำซ้ำและต้องถูกสอบสวนซ้ำ มีความเสียหายเกิดขึ้นต่อสภาพจิตใจ กระทรวงยุติธรรมจะส่งให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ดูต่อว่านอกจากความเสียหายทางตัวเงินแล้วจะสามารถเยียวยาผู้เสียหายในรูปแบบอื่นได้หรือไม่ ในคดีความรุนแรงในครอบครัว กระทรวงยุติธรรมได้สร้างระบบกระจายข่าวไปยังทุกจังหวัด เพื่อให้ไปตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าใครเป็นผู้เสียหาย ต้องการรับความช่วยเหลือทางกฎหมายหรือเงินจากกองทุนยุติธรรมหรือไม่ และจะรีบแจ้งสิทธิผู้เสียหายเพื่อให้เข้าสู่กระบวนการได้ หากต้องการความช่วยเหลือในการรักษาพยาบาลก็จะประสานกระทรวงสาธารณสุขให้ หากต้องการคำแนะนำจากพนักงานอัยการก็จะประสานงานกับสำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน (สคช.) ให้ รวมทั้งกระทรวงมหาดไทย ศูนย์ดำรงธรรมต่าง ๆ กระทรวงยุติธรรมก็จะบูรณาการและรายงานผู้ว่าราชการจังหวัดด้วย ซึ่งยุติธรรมจังหวัดจะประสานกับยุติธรรมชุมชนติดตามเร่งรัดเรื่องร้องทุกข์ จึงเห็นว่ากระทรวงยุติธรรมตอบรับการคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาในเกือบทุกมิติ

ดร.ธนกฤตกล่าวว่า การคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายในคดีอาญาว่าจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการบังคับใช้กฎหมายและทำให้การลงโทษผู้กระทำความผิดมีประสิทธิภาพมากขึ้น หลักการที่สำคัญและเป็นพื้นฐานที่หลาย ๆ ประเทศยอมรับและนำไปใช้ปฏิบัติในการคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายในคดีอาญา คือ ปฏิญญาว่าด้วยหลักการพื้นฐานเกี่ยวกับการอำนวยความยุติธรรมแก่ผู้ได้รับความเสียหายจากอาชญากรรมและการใช้อำนาจโดยมิชอบ ค.ศ. 1985 ( Declaration of Basic Principles of Justice for Victims of Crime and Abuse of Power 1985) ซึ่งได้วางหลักการสำคัญในการคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายในคดีอาญาไว้ 4 ประการ คือ 1) การเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมและการได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรม (Access to justice and fair treatment) 2) การได้รับการชดใช้ความเสียหายโดยผู้กระทำผิด (Restitution) 3) การได้รับการชดเชยความเสียหายโดยรัฐ (Compensation) 4) การให้ความช่วยเหลือแก่ผู้เสียหายในคดีอาญา (Assistance) สำหรับบทบัญญัติในการคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายในคดีอาญาตามกฎหมายไทย ได้แก่ 1) รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 25 วรรค 4 บัญญัติให้บุคคลซึ่งได้รับความเสียหายจากการถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพหรือจากการกระทำความผิดอาญาของบุคคลอื่น ย่อมมีสิทธิที่จะได้รับการเยียวยาหรือช่วยเหลือจากรัฐ 2) พระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. 2544 บัญญัติถึงเรื่องสิทธิของผู้เสียหายที่จะได้รับค่าตอบแทนจากการกระทำความผิดอาญาตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด 3) พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 33 ถึง มาตรา 37 บัญญัติเรื่องการช่วยเหลือและคุ้มครองสวัสดิภาพของผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ 4) พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 บัญญัติเรื่องสิทธิของผู้เสียหายที่ได้รับการคุ้มครองกรณีที่เด็กหรือเยาวชนกระทำความผิดอาญา 5) พระราชบัญญัติคุ้มครองพยานในคดีอาญา พ.ศ. 2546 6) ประมวลกฎหมายอาญา เรื่อง วิธีการเพื่อความปลอดภัย (มาตรา 39 ถึง มาตรา 50) 7) ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 บัญญัติสิทธิของผู้เสียหายที่จะเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากการกระทำความผิดของจำเลย

กล่าวโดยสรุป สิทธิของผู้เสียหายในคดีอาญาอาจจำแนกได้เป็น 2 ประเภท คือ 1) สิทธิในการดำเนินคดี 2) สิทธิในการได้รับการเยียวยาและชดเชยความเสียหาย

ความท้าทายในการคุ้มครองสิทธิผู้เสียหายในคดีอาญา คือ 1) สังคมรวมถึงผู้เสียหายเองขาดความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม จากคดีคุณแตงโมตกน้ำเสียชีวิตที่มีประชาชนจำนวนมากเข้าไปมีส่วนร่วมในการแสวงหาพยานหลักฐานต่าง ๆ ในคดี เพื่อค้นหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงของคุณแตงโม ในลักษณะที่ไม่เชื่อมั่นในการดำเนินคดีของเจ้าหน้าที่รัฐ รวมทั้งคดีล่าสุดที่รองหัวหน้าพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีความผิดทางเพศต่อผู้หญิงจำนวนหลายราย ซึ่งมีข้อสังเกตว่า มีผู้เสียหายจากการกระทำความผิดทางเพศนับ 10 ราย แต่เพราะเหตุใดผู้เสียหายส่วนใหญ่กลับไม่ดำเนินคดีกับผู้ต้องหาตั้งแต่เริ่มแรกที่มีการกระทำความผิด ในเรื่องนี้การที่ผู้กระทำผิดเป็นผู้ที่สามารถแสดงให้ผู้เสียหายเห็นถึงอิทธิพลจากฐานะทางการเงิน เป็นผู้มีอิทธิพลจากตำแหน่งหน้าที่การงาน เป็นผู้มีอิทธิพลจากฐานะทางสังคม อาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้เสียหายไม่อยากดำเนินคดีเอาผิดกับผู้กระทำผิด เพราะมีความเชื่อว่าถึงดำเนินคดีไปก็เอาผิดไม่ได้

2) ความเชื่อมั่นของผู้กระทำผิดว่าอิทธิพลและอำนาจที่ตนมีอยู่ กระบวนการยุติธรรมเอาผิดตนเองไม่ได้ ทำให้ไม่กลัวและกล้าที่จะกระทำความผิดท้าทายกฎหมายต่อไปเรื่อย ๆ

3) การดำเนินการในบางเรื่องของรัฐยังละเลยต่อสิทธิในการได้รับการเยียวยาความเสียหายที่ผู้เสียหายในคดีอาญามีสิทธิได้รับ ตัวอย่างเช่น การกำหนดหลักเกณฑ์การลดวันต้องโทษ พักโทษ หรืออภัยโทษ ยังไม่ได้มีการกำหนดหลักเกณฑ์ให้ต้องพิจารณาถึงการเยียวยาความเสียหายที่ผู้เสียหายได้รับจากจากนักโทษ อันเป็นสิทธิของผู้เสียหายพึงจะได้ 4) ปัญหาการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมและการขาดความรู้ในเรื่องสิทธิที่ผู้เสียหายมีและได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย

5) การเข้าถึงข้อมูลความเป็นไปของคดี ไม่ได้รับความสะดวก ล่าช้า มีขั้นตอนเยอะ โดยผู้เสียหายไม่ได้รับความสะดวกในการติดตามสอบถามความเป็นไปของคดี ซึ่งไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 วรรคหนึ่ง วรรคสาม และมาตรา 258 ง. ด้านกระบวนการยุติธรรม (1) และ 6) ปัญหาความไม่สมดุลของบทบัญญัติกฎหมายที่ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสิทธิของผู้กระทำความผิดมากกว่าการคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายในคดีอาญา เช่น บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญฉบับต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญปี 2540, 2550 และ 2560 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา จะมีเฉพาะบทบัญญัติที่กำหนดเรื่องสิทธิของผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหา ที่จะได้รับแจ้งสิทธิของตนเองทันทีตามมาตรา 7/1 และสิทธิของจำเลยตามมาตรา 8 แต่ไม่มีบทบัญญัติเฉพาะที่กำหนดเรื่องสิทธิของผู้เสียหายในคดีอาญาแต่อย่างใด

แนวทางการแก้ไขปัญหาและการสร้างดุลยภาพแห่งสิทธิในคดีอาญา ได้แก่ 1) สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนด้วยการมีกฎหมายที่อยู่ภายใต้หลักนิติธรรมและการบังคับใช้กฎหมายที่อยู่ภายใต้หลักนิติธรรมด้วย กล่าวคือ กฎหมายต้องมีความถูกต้องเหมาะสมและเป็นธรรม คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน การบังคับใช้กฎหมายต้องไม่เลือกปฏิบัติ มีความเสมอภาคเท่าเทียมกัน มีความถูกต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไว้ เจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายต้องมีความเป็นอิสระปราศจากการถูกแทรกแซง 2) การดำเนินการของรัฐควรคำนึงถึงสิทธิในการได้รับการเยียวยาความเสียหายที่ผู้เสียหาย และสิทธิที่ผู้เสียหายพึงได้รับความคุ้มครอง 3) ควรมีการอำนวยความสะดวกในการร้องทุกข์และในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม ซึ่งอาจจะกระทำโดยให้ผู้เสียหายสามารถแจ้งความร้องทุกข์และส่งพยานหลักฐานผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ 4) ควรกำหนดให้มีการแจ้งสิทธิขั้นพื้นฐานในการดำเนินคดีอาญาของผู้เสียหาย ตั้งแต่เริ่มต้นคดีและในทุกขั้นตอนของการดำเนินคดีอาญา เพื่อให้ผู้เสียหายได้ทราบว่าตนมีสิทธิตามกฎหมายอย่างไรบ้าง และสามารถเข้าถึงสิทธิในกระบวนการยุติธรรม และได้รับการเยียวยาความเสียหายที่รวดเร็วและเหมาะสม ซึ่งการแจ้งสิทธินี้อาจดำเนินการผ่านการใช้ช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ 5) ควรอำนวยความสะดวกในการติดตามสถานะของการดำเนินคดีให้แก่ผู้เสียหาย ด้วยการสร้างการเชื่อมโยงระบบข้อมูลดิจิทัลของหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมทุกหน่วยงานทั่วประเทศ ที่สามารถแจ้งให้ประชาชนและผู้เสียหายทราบโดยสะดวกและรวดเร็ว ถึงความเป็นไปและความคืบหน้าของการดำเนินคดี โดยหากผู้เสียหายสามารถติดตามความคืบหน้าและสถานะความเป็นไปของคดีได้โดยสะดวกรวดเร็วแบบเดียวกันกับการติดตามสถานะของสินค้าที่สั่งซื้อทางออนไลน์ เช่น Grab, Shopee, Lazada ก็จะทำให้ผู้เสียหายได้รับความสะดวกในการติดตามสถานะของคดี และทำให้เกิดความโปร่งใสในการดำเนินคดีของเจ้าหน้าที่รัฐและหน่วยงานของรัฐ 6) สร้างความโปร่งใสในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐในกระบวนการยุติธรรม การที่ผู้เสียหายสามารถเข้าถึงข้อมูลในการดำเนินคดีในกระบวนการยุติธรรมได้อย่างสะดวกรวดเร็ว จะทำให้เกิดกระบวนการตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐในกระบวนการยุติธรรมโดยภาคประชาชนด้วย 7) ควรมีบทบัญญัติเฉพาะในเรื่องการคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายในคดีอาญา อย่างเช่น สหรัฐอเมริกาที่มีกฎหมายคุ้มครองผู้เสียหายและพยาน ค.ศ. 1982 (The Victim & Witness Protection Act 1982) โดยกำหนดให้มีบทบัญญัติเฉพาะในเรื่องการคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายในคดีอาญา เช่น สิทธิได้รับการคุ้มครองความปลอดภัยจากผู้ต้องหาหรือจำเลย สิทธิได้รับทราบข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับกระบวนการดำเนินคดีในทุกขั้นตอน เป็นต้น เพื่อให้มีมาตรการขั้นพื้นฐาน และเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์ในการคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายในคดีอาญาให้เจ้าหน้าที่รัฐนำไปปฏิบัติให้เป็นแนวทางเดียวกันด้วย 8) รัฐควรใช้มาตรการทางกฎหมายตามอำนาจที่มีอยู่ในกฎหมายฉบับต่าง ๆ เข้าไปสร้างดุลยภาพระหว่างผู้เสียหายในคดีอาญาและผู้กระทำความผิด โดยเฉพาะในคดีที่ผู้ต้องหาหรือจำเลยเป็นผู้มีอิทธิพลหรืออยู่ในสถานะที่เหนือกว่าผู้เสียหาย และ 9) รัฐควรกำหนดมาตรการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีแก่ผู้เสียหายในคดีอาญาให้มีความเหมาะสม

นายกันตพงศ์กล่าวว่า พม. ว่ามีภารกิจในการช่วยเหลือเด็ก สตรี คนพิการ ผู้สูงอายุ ความรุนแรงในครอบครัว และการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ จะพูดถึงความท้าทายฯประเด็นแรก คือ เรื่องความรุนแรงในครอบครัว ตามพรบ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 ในทางปฏิบัติการตีความกฎหมายมีปัญหาน่าคิด คือ 1) การกำหนดว่าใครคือคนในครอบครัวบ้าง ซึ่งกฎหมายกำหนดให้ คือ คู่สมรส คู่สมรสเดิม ผู้ที่อยู่กินหรือเคยอยู่กินฉันสามีภริยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรส บุตร บุตรบุญธรรม สมาชิกในครอบครัว ซึ่งก็คือ บิดามารดา พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันหรือร่วมแต่บิดาหรือมารดาเดียวกัน ลุงป้าน้าอา ปู่ย่าตายาย รวมทั้งบุคคลใด ๆ ที่ต้องพึ่งพาอาศัยและอยู่ในครัวเรือนเดียวกัน ซึ่งขอบเขตกว้างมาก จึงเกิดคำถามว่าคนในครอบครัวคือแค่ไหน

2) จากสถิติคนที่กระทำความรุนแรงในครอบครัวส่วนมากเป็นเพศชาย และผู้ถูกกระทำส่วนมากเป็นเพศหญิง แต่กฎหมายไม่ได้เขียนคุ้มครองผู้ถูกกระทำเลย โดยการกระทำที่เป็นความรุนแรงในครอบครัวมีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่ในกฎหมายบัญญัติไว้ว่าให้ความผิดดังกล่าวยอมความได้ และหากเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ฐานทำร้ายร่างกาย ก็ให้เป็นความผิดอันยอมความได้ด้วย เห็นว่าการพิทักษ์สิทธิผู้ถูกกระทำมีความเบาบาง ในทางปฏิบัติแล้วไม่มีใครกลัว ความรุนแรงในครอบครัวก็ไม่สิ้นสุด เกิดคำถามว่ากฎหมายนี้เป็นการคุ้มครองสิทธิผู้กระทำหรือผู้ถูกกระทำกันแน่ จะให้กฎหมายมุ่งแก้ไขพฤติกรรมผู้กระทำก็ควรจะมีเงื่อนไขในเรื่องการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อเป็นเกณฑ์พิจารณาการยอมความด้วย ซึ่งตั้งแต่กฎหมายฉบับนี้ความรุนแรงในครอบครัวไม่ลดลงเลย จึงมีการทบทวน โดยกระทรวงได้ร่วมมือกับศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ในการสร้างเงื่อนไขมาตรการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมก่อนการยอมความ เพื่อให้เกิดความสงบสุขในครอบครัว ใน

ประเด็นที่สอง เรื่องพรบ.ความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 กฎหมายได้พูดถึงเพศทางเลือกไว้ และได้สร้างดุลยภาพไว้ให้เป็นกฎหมายทางเลือกว่าผู้ได้รับความเดือดร้อนจะเลือกใช้สิทธิตามกฎหมายนี้หรือไม่ก็ได้ โดยมีคกก.วินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ ชี้ขาดตัดสินให้ว่าการกระทำนี้มีการแบ่งแยกกีดกันจำกัดสิทธิทางเพศหรือไม่ และข้อที่สอง คือ มีโทษปรับทางอาญาไว้เพื่อต้องการสร้างดุลยภาพทางเพศ ว่าเมื่อฝ่าฝืนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการ วลพ. จะมีโทษทางอาญา

นายเผ่าพันธ์ กล่าวว่า เมื่อมีการกระทำความผิดอาญาเกิดขึ้น หน้าที่ของกระบวนการยุติธรรมคือนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ จะมีกระบวนการพิสูจน์ความผิดนั้นคือการดำเนินคดีอาญา ตั้งแต่ชั้นจับกุม สอบสวน ส่งฟ้อง พิจารณา และพิพากษา เพื่อที่จะพิสูจน์ว่าใครเป็นผู้กระทำความผิดที่จะต้องได้รับโทษตามกฎหมาย ถ้าพิจารณาบทบาทและเป้าหมายของกระบวนการยุติธรรมกระแสหลักที่จะเอาตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ ในด้านของผู้เสียหาย หลังจากผู้เสียหายร้องทุกข์แล้ว โจทก์จะเรียกมาเป็นพยานเพื่อพิสูจน์ความผิด แล้วจึงหมดบทบาทหน้าที่ของผู้เสียหาย ส่วนความเสียหายที่ผู้เสียหายได้รับจะได้รับการชดเชยอย่างไรในอดีตเป็นเรื่องส่วนตัว ผู้เสียหายต้องไปฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งด้วยตนเอง จนกระทั้ง 10 ปีที่แล้ว เกิดกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ (RJ) ให้ความสำคัญกับตัวผู้เสียหายมากขึ้น ตัวผู้เสียหายเริ่มมีบทบาทนอกเหนือจากการที่ผู้เสียหายมาเป็นพยาน เพราะมองว่าตัวผู้เสียหายควรได้รับการดูแลไม่น้อยไปกว่าตัวผู้ต้องหาหรือจำเลย ผู้เสียหายได้รับความเสียหายตั้งแต่วินาทีแรกที่มีการกระทำความผิดอาญาเกิดขึ้นและความเสียหายจะอยู่กับตัวผู้เสียหายตลอดจนกว่าจะได้รับการชดใช้เยียวยา ในขณะที่ตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยได้รับความเดือนร้อนก็ต่อเมื่อถูกนำตัวเข้ามาอยู่ในกระบวนการทางอาญา ต่อมาแนวคิด ถูกนำมาบัญญัติไว้ในกฎหมาย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด 2 เรื่อง ได้แก่ ในป.วิ อาญา มาตรา 44/1 ที่ให้สิทธิผู้เสียหายยื่นคำร้องขอชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญาโดยไม่ต้องเสียค่าขึ้นศาล หากผู้เสียหายต้องการทนายความ ศาลจัดหาทนายความให้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และใน ป.อาญา มาตรา 56 เรื่องการรอการลงโทษ การรอการกำหนดโทษ ศาลสามารถกำหนดให้การชดใช้เยียวยาตามที่ผู้กระทำความผิดและผู้เสียหายตกลงกันเป็นเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติได้ หากจำเลยที่ศาลรอการลงโทษไม่ชดใช้ให้ผู้เสียหายตามที่ศาลกำหนดเป็นเงื่อนไขคุมประพฤติเท่ากับเป็นการผิดเงื่อนไข อาจจะถูกลงโทษที่รอไว้ก็ได้ แสดงให้เห็นว่ากฎหมายเริ่มเข้ามาดูแลผู้เสียหายมากขึ้น

นายเผ่าพันธุ์ กล่าวต่อว่า การท้าทายในการคุ้มครองสิทธิผู้เสียหายในสถานการณ์ปัจจุบัน ยกตัวอย่างเช่น ผู้เสียหายถูกคุกคามทางเพศมา ข้อแรกทำอย่างไรให้ผู้เสียหายทราบว่าต้องทำสิ่งใดก่อนเพื่อให้ได้รับการชดใช้เยียวยา ข้อที่สองเมื่อแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีแล้ว ทำอย่างไรให้ผู้เสียหายทราบว่าการดำเนินคดีถึงขั้นตอนใด โดยไม่ต้องคอยติดตามผลการดำเนินคดีด้วยตนเอง ข้อที่สามเรื่องที่ประชาชนต้องทำเองเช่น การบังคับคดี เมื่อศาลพิพากษาแล้ว ต้องคอยติดตามบังคับคดีด้วยตนเอง การเยียวยาไม่เป็นรูปธรรมหากพูดเป็นภาษาชาวบ้านคือ ได้รับแค่กระดาษ นำไปสู่นโยบายของประธานศาลฎีกาคนปัจจุบัน น.ส.ปิยกุล บุญเพิ่ม ที่ต้องการให้ทางศาลยุติธรรมยกระดับการคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหาย ให้ผู้เสียหายได้รับการชดใช้เยียวยาค่าเสียหายทุกมิติอย่างเป็นรูปธรรม กล่าวคือได้รับการชดใช้เยียวยาค่าเสียหายที่เป็นตัวเงินจากผู้กระทำความผิดและความเสียหายทางจิตใจที่เยียวยาได้โดยไม่ต้องใช้เป็นจำนวนเงิน การสืบพยานในคดีอาญาโดยปกติแล้ว ต้องสืบพยานเปิดเผยต่อหน้าจำเลย ประชาชนทั่วไปมีสิทธิเข้าฟังการพิจารณา แต่หากผู้เสียหายเกิดความกลัว ความอายในคดีข่มขืน ศาลอาจจะพิจารณาคดีเป็นการลับกล่าวคือไม่ให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องในคดีเข้าฟ้งการพิจารณาแต่จำเลยยังคงอยู่ในห้องได้ เพราะฉะนั้นการพิจารณาลับจะคุ้มครองผู้เสียหายได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งตอนนี้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาจะบัญญัติถึงการสืบพยานแบบไม่เผชิญหน้า ถ้าพยานมีความเกรงกลัวต่อจำเลย เวลาสืบพยานศาลอาจไม่ให้พยานเผชิญหน้ากับตัวจำเลยโดยตรง โดยใช้วิธีสืบพยานผ่านจอภาพ ด้านการสร้างดุลยภาพแห่งสิทธิในคดีอาญา ทางฝั่งผู้ต้องหาหรือจำเลยก็ต้องได้รับการดูแลด้วย ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ เรื่องการประกันตัว เมื่อมีข่าวการออกหมายจับผู้ต้องหามาฝากขัง ผู้เสียหายเดินทางมาศาลเพื่อคัดค้านการประกันตัว ศาลให้ประกันตัวแต่มีการวางเงื่อนไขตามข้อคัดค้านของผู้เสียหาย แต่หากเป็นชาวบ้านธรรมดาอาจไม่ทราบถึงการออกหมายจับดังกล่าว จึงเดินทางมาคัดค้านการประกันตัวไม่ทัน จึงทำให้เกิดช่องว่างในทางปฏิบัติที่ใช้สิทธิตามกฎหมายไม่ทัน ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาบัญญัติถึงสิทธิของผู้ต้องหาไว้เป็นหมวดหมู่หลายประการ ในขณะที่บัญญัติถึงสิทธิของผู้เสียหายไว้กระจัดกระจายและไม่มีบทบัญญัติเฉพาะในเรื่องสิทธิของผู้เสียหาย ศาลจึงพยายามลดช่องว่างของกฎหมายโดยการออกคำแนะนำของประธานศาลฎีกาเกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัติต่อผู้เสียหายในคดีอาญา พ.ศ. 2563 และคำแนะนำของประธานศาลฎีกาเกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัติต่อผู้เสียหายในคดีค้ามนุษย์ พ.ศ. 2565 ซึ่งได้มีการคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหาย เช่น ในเรื่องการเผยแพร่คำพิพากษาในคดีค้ามนุษย์ บางครั้งตัวผู้เสียหายอาจจะไม่ต้องการให้ชื่อหรือรายละเอียดของตนเองไปอยู่ในเอกสารที่เป็นสาธารณะ ศาลจึงอาจสั่งห้ามไม่ให้ระบุชื่อหรือข้อความที่จะทำให้ระบุไปถึงตัวผู้เสียหายได้

ดร. ธนกฤต กล่าวเสริมว่า มีตัวอย่างกฎหมายระหว่างประเทศที่วางหลักเกณฑ์ในการคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายไว้ ได้แก่ อนุสัญญายุโรปว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ค.ศ. 1950 (The European Convention on Human Rights) ซึ่งกำหนดคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายภายใต้หลักนิติธรรมสากลให้ได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม โดยบัญญัติไว้ว่า “บุคคลยอมได้รับการพิจารณาคดีอย่างเปิดเผย รวดเร็ว และเป็นธรรม โดยศาลที่เป็นอิสระและปราศจากการแทรกแซง” นอกจากนี้ยังบัญญัติเอาไว้ว่า “ผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการใช้อำนาจของรัฐ การตัดสินคดีและการบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลที่ไม่เป็นธรรมย่อมมีสิทธิในการเรียกร้องค่าชดเชยความเสียหายจากรัฐผ่านหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้” นอกจากนี้ยังมีกฎบัตรสิทธิขั้นพื้นฐานแห่งสหภาพยุโรป (The Charter of Fundamental Rights of the European Union) ซึ่งบัญญัติถึงสิทธิในกระบวนการยุติธรรมว่า “บุคคลต้องได้รับการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม โดยศาลที่มีอำนาจเพื่อเป็นการเยียวยาสิทธิของตนที่ถูกละเมิด และในกรณีที่คู่ความในคดีขาดแคลนทุนทรัพย์ รัฐมีหน้าที่จัดหาความช่วยเหลือแก่ประชาชนด้านกฎหมายในคดีดังกล่าวด้วย” ในสถานการณ์ปัจจุบันคนจำนวนมากยังตั้งคำถามถึงหลักนิติธรรมในประเทศไทยว่า ประเทศไทยอยู่ภายใต้หลักนิติธรรมที่สมบูรณ์ถูกต้องตามหลักสากลแล้วหรือยัง กฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายที่อยู่ภายใต้หลักนิติธรรม อย่างน้อยต้องมีองค์ประกอบดังนี้ 1) กฎหมายต้องดีมีความถูกต้องเป็นธรรม 2) การบังคับใช้กฎหมายต้องเสมอภาคเท่าเทียมกัน ตรงไปตรงมา ไม่เลือกปฏิบัติ และต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายบัญญัติไว้

สุดท้าย นายเผ่าพันธ์ กล่าวเสริมจากช่วงแรกว่า การท้าทายในการคุ้มครองสิทธิผู้เสียหายโดยให้คำนึงถึงหลักนิติธรรมว่า ข้อแรกทำอย่างไรให้ผู้เสียหายสามารถถามได้ว่าตัวเองจะได้รับการเยียวยาความเสียหายอย่างไรได้โดยง่าย ข้อที่สองจะตามว่าความคืบหน้าในคดีไปถึงขั้นตอนใดได้โดยง่าย ปัจจุบันมีร่างพรบ.กำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม พ.ศ…… ซึ่งมีหลักการสำคัญ คือ 1) ต้องกำหนดเวลา 2) ต้องสามารถให้ตามความคืบหน้าได้ และข้อที่สามจะทำเองอย่างไรที่จะทำได้โดยง่าย ปัจจุบันกำลังปรับปรุงแก้ไขระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมให้มีการตั้งทนายความช่วยสืบทรัพย์บังคับคดีแก่ผู้เสียหาย