เปิดแง่มุมกฎหมาย คดีคุกคามทางเพศ
ปัญหาการคุกคามทางเพศต่อเพศหญิงกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง เมื่อเกิดข่าวหัวไม้ อดีตรองหัวหน้าพรรคการเมือง ถูกกล่าวหาล่วงละเมิด ลวนลามและข่มขืนหญิงสาวหลายราย สังคมกำลังจับตาว่า บทสุดท้ายคดีจะจบ ปิดฉากอย่างไร
บ่อยครั้งในข้อเท็จจริงค่อนข้างมีความชัดเจน แต่คดีทำนองกระทำชำเราล่วงละเมิดทางเพศ พอเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอาจไม่สามารถนำผู้กระทำผิดมาลงโทษได้ หรืออาจได้รับโทษเบาบางลงกว่าที่สังคมเห็นว่าควรจะเป็นจากหลายปัจจัย อาทิ เหตุที่เกิดส่วนใหญ่จะรับรู้กันสองคนเฉพาะผู้ก่อเหตุกับผู้เสียหายแต่ละฝ่ายย่อมยกข้ออ้างเข้าข้างตัวเองที่อาจแตกต่างจากข้อเท็จจริง ดังนั้นต้องมีพยานหลักฐานแน่นหนาพอสมควร
หรือตัวเหยื่อเองเมื่อเจ้าหน้าที่สอบปากคำหรือถูกซักถามในชั้นศาลเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริง อาจเกิดความอับอาย หวั่นเกรงเสื่อมเสียชื่อเสียง ให้การบ่ายเบี่ยงหลบหลีกจนเสียรูปคดี
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นในแง่กฎหมายที่น่าสนใจ
ในเรื่องนี้ ดร.ธนกฤต วรธนัชชากุล อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด ปฏิบัติราชการในหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักงานประสานงานกระบวนการยุติธรรม สถาบันนิติวัชร์ สำนักงานอัยการสูงสุด ให้ความเห็นด้านกฎหมายว่า ความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราและกระทำอนาจารได้มีการปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2562 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม 2562 แก้ไขปรับปรุงบทบัญญัติความผิดเกี่ยวกับเพศในหลายประการ มีประเด็นที่น่าสนใจ ได้แก่
1.แก้ไขบทนิยามคำว่า การกระทำชำเรา ให้มีขอบเขตเฉพาะกรณีการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำล่วงล้ำอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น ส่วนการใช้สิ่งอื่นใดสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่น จะไม่เป็นความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราอีกต่อไป แต่ได้กำหนดให้เป็นความผิดฐานอนาจารในลักษณะร้ายแรง ที่ผู้กระทำต้องได้รับโทษหนักขึ้นในมาตรา 278 วรรคสอง และมาตรา 279 วรรคสี่และวรรคห้า เนื่องจากการใช้วัตถุอื่นใดที่ไม่ใช่อวัยวะของมนุษย์ล่วงล้ำอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่น ไม่ใช่ลักษณะของการกระทำชำเราตามธรรมชาติ แต่มีผลร้ายแรงเทียบเท่ากัน จึงควรกำหนดให้เป็นความผิดฐานอนาจารที่มีลักษณะร้ายแรง โดยกำหนดโทษเทียบเท่าความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราบุคคลตามมาตรา 276 วรรคหนึ่ง และฐานข่มขืนกระทำชำเราเด็กตามมาตรา 277 วรรคหนึ่งและวรรคสอง แล้วแต่กรณี
2.ให้การกระทำความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราและการกระทำความผิดฐานอนาจาร โดยทำให้ผู้ถูกกระทำเข้าใจว่าผู้กระทำมีอาวุธปืนหรือวัตถุระเบิด ผู้กระทำต้องรับโทษหนักขึ้น (มาตรา 276 วรรคสอง, มาตรา 277 วรรคสาม,มาตรา 278 วรรคสาม และมาตรา 279 วรรคหก)
3.แก้ไขระวางโทษขั้นต่ำของความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราเด็กในมาตรา 277 วรรคหนึ่งจาก จำคุกตั้งแต่ 4 ปีถึง 20 ปี และปรับตั้งแต่ 8 หมื่นบาทถึง 4 แสนบาท เป็น จำคุกตั้งแต่ 5 ปีถึง 20 ปี และปรับตั้งแต่ 1 แสนบาท ถึง 4 แสนบาท เนื่องจากการข่มขืนกระทำชำเราเด็กควรกำหนดระวางโทษสูงกว่าการข่มขืนกระทำชำเราบุคคลตามมาตรา 277 และเพื่อยับยั้งผู้กระทำความผิดไม่ให้กระทำต่อเด็กซึ่งมีความสามารถในการป้องกันตัวเองได้น้อยกว่าผู้ใหญ่
4.กำหนดเพิ่มเติมให้การกระทำความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราเด็กและอนาจารเด็กอายุยังไม่เกิน 13 ปี ต้องรับโทษหนักขึ้น (มาตรา 277 วรรคสอง, มาตรา 279 วรรคสอง)
5.เพิ่มการกำหนดโทษจำคุกตลอดชีวิตในมาตรา 280 (1) กรณีการกระทำความผิดฐานอนาจารบุคคลตามมาตรา 278 หรือฐานอนาจารเด็กตามมาตรา 279 ซึ่งเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำได้รับอันตรายสาหัส เนื่องจากได้มีการกำหนดความผิดฐานอนาจารโดยการล่วงล้ำอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่นด้วยวัตถุอื่นใดซึ่งเป็นการกระทำที่มีลักษณะร้ายแรง จึงสมควรเพิ่มโทษจำคุกตลอดชีวิตในมาตรา 280 (1) ที่เป็นเหตุฉกรรจ์ให้ได้สัดส่วนกัน และเพื่อให้ศาลใช้ดุลพินิจในการกำหนดบทลงโทษได้อย่างเหมาะสมกับข้อเท็จจริงในการกระทำความผิดแต่ละกรณี
6.กำหนดให้ความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราเป็นความผิดอาญาแผ่นดินที่ยอมความไม่ได้ เนื่องจากเป็นอาชญากรรมร้ายแรงที่เป็นภัยของสังคมและเป็นการทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจของผู้ถูกกระทำ เว้นแต่เป็นการกระทำระหว่างคู่สมรสเพื่อรักษาความสัมพันธ์ในครอบครัว โดยการกระทำความผิดจะต้องไม่เกิดต่อหน้าธารกำนัล หรือไม่เป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำได้รับอันตรายสาหัสหรือถึงแก่ความตาย จึงจะสามารถยอมความได้ และกำหนดให้ความผิดฐานอนาจารโดยการล่วงล้ำอวัยวะเพศหรือทวารหนักซึ่งมีลักษณะร้ายแรงเทียบเท่าการข่มขืนกระทำชำเรา ไม่ให้เป็นความผิดอันยอมความได้ด้วยเช่นกัน
7.ตัดบทนิยามคำว่า การกระทำชำเรา ในความผิดฐานกระทำชำเราศพตามมาตรา 366/1 วรรคสอง เนื่องจากบทนิยามคำว่า การกระทำชำเรา ตามมาตรา 1(18) ต้องกระทำกับผู้อื่นซึ่งมีชีวิตอยู่เท่านั้น จึงไม่สามารถนำคำว่า กระทำชำเรา มาใช้กับศพซึ่งไม่มีชีวิตและไม่ถือเป็นบุคคลแล้ว และจึงได้ปรับปรุงองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 366/1 โดยใช้ถ้อยคำว่า กระทำเพื่อสนองความใคร่ของตน แทน กระทำชำเราศพ
สำหรับความผิดฐานกระทำอนาจารตามที่บัญญัติไว้ประมวลกฎหมายอาญา มีส่วนที่น่าสนใจ โดยสรุปดังนี้
ผู้ที่กระทำอนาจารแก่บุคคลที่อายุมากกว่า 15 ปี โดยบุคคลนั้นไม่ยินยอม ไม่ว่าจะโดยขู่เข็ญโดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยบุคคลนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ หรือโดยทำให้บุคคลนั้นเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา 278 วรรคหนึ่ง) ผู้ที่กระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไม่ว่าเด็กจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา 279 วรรคหนึ่ง) และถ้าการกระทำอนาจารเป็นการกระทำแก่เด็กอายุไม่เกิน 13 ปี ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปีถึง 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2 หมื่นบาทถึง 2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา 279 วรรคสอง)
สำหรับความผิดฐานกระทำอนาจารบุคคลที่อายุมากกว่า 15 ปี ตามมาตรา 278 วรรคหนึ่ง ดังกล่าวข้างต้น เป็นความผิดอันยอมความได้ แต่ถ้าหากเป็นความผิดที่กระทำต่อหน้าธารกำนัล หรือเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำรับอันตรายสาหัสหรือถึงแก่ความตาย หรือเป็นการกระทำต่อบุคคลตามที่กฎหมายกำหนดไว้ในมาตรา 285 และ 285/2 จะเป็นความผิดที่ไม่สามารถยอมความได้
นอกจากนี้ ความผิดฐานกระทำอนาจารจะต้องรับโทษหนักขึ้นตามที่กฎหมายกำหนดไว้ในกรณีต่างๆ ขึ้นอยู่กับเหตุที่จะต้องรับโทษหนักขึ้นหรือเหตุฉกรรจ์ซึ่งมีอยู่หลายกรณีตามที่ประมวลกฎหมายอาญากำหนดไว้
ในส่วนเรื่องอายุความในการฟ้องคดีนั้นต้องมาพิจารณาดูจากอัตราโทษที่ประมวลกฎหมายอาญากำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นว่ามีอัตราโทษเท่าใด โดยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 ได้กำหนดอายุความในการฟ้องคดีไว้ ที่น่าสนใจ เช่น
(1) 20 ปี สำหรับความผิดต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุก 20 ปี
(2) 15 ปี สำหรับความผิดต้องระวางโทษจำคุกมากกว่า 7 ปีแต่ไม่ถึง 20 ปี
(3) 10 ปี สำหรับความผิดต้องระวางโทษจำคุกกว่า 1 ปี ถึง 7 ปี
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 ดังกล่าว อายุความในการฟ้องคดีสำหรับความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา จะมีอายุความ 20 ปี ส่วนความผิดฐานกระทำอนาจารจะมีอายุความระหว่าง 15-20 ปี แล้วแต่ลักษณะของการกระทำความผิด

