เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 23 เมษายน ที่สำนักงานษิทรา ลอว์เฟิร์ม ถนนสาทรใต้ แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพฯ นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือทนายตั้ม เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชนฯ เปิดเผยถึงกรณีเหยื่ออายุ 18 ปี เข้าแจ้งความกับ สน.ลุมพินี หลังถูกรองหัวหน้าพรรคการเมืองลวนลาม แต่มีนายตำรวจยศ พล.ต.ต. พยายามแทรกแซงคดี เข้าเจรจาเกลี้ยกล่อมแม่ของเหยื่อ จนนายษิทราได้มีการโพสต์ทำนองว่าหากใครมาให้ช่วยทำคดี และขอให้ลบหรือดัดแปลงข้อมูลเพื่อเอาตัวรอด ตนไม่ทำ นั้น
นายษิทราเปิดเผยว่า เมื่อเช้าตนได้เห็นข่าวจากสื่อช่องหนึ่งที่สัมภาษณ์แม่ของเหยื่อ และนำเสนอว่าแม่ของเหยื่อไม่เคยแต่งตั้งตนเป็นทนายความ รวมถึงขอให้ตนลบโพสต์แล้วไม่ยอมลบ ตนจึงโพสต์ไปเช่นนั้น หลังจากโพสต์ไป ผู้สื่อข่าวช่องหนึ่งก็ได้สอบถามแม่ของเหยื่อถึงเรื่องที่เกิดขึ้น จนพบว่าข่าวดังกล่าวเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง ตามแชตที่ตนเคยโพสต์ไป
นายษิทรากล่าวอีกว่า ทุกครั้งที่ตนเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับเหยื่อ ตนขออนุญาตทุกคนก่อนโพสต์ เมื่อตนโพสต์ไปแล้วจะขอให้ตนลบหรือแก้ไขก็คงไม่สามารถทำได้ เพราะตนเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง การโพสต์แล้วลบก็เหมือนเด็กเล่นขายของ ทำให้ตนสูญเสียความน่าเชื่อถือ โดยเหตุการณ์ที่ตนโพสต์เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง โดยในวันที่ตนได้พบกับเหยื่อและแม่ ก่อนจะถ่ายภาพได้ขออนุญาตแล้ว ซึ่งการจะบอกว่าแม่ไม่รู้เรื่องการถ่ายภาพก็คงไม่ใช่ และตนทำทุกอย่างที่แม่ของเหยื่อต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการไม่เผยแพร่คลิปเสียงของนักการเมืองคนดังกล่าวที่โทรเข้ามา
นายษิทรากล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องการแต่งตั้งทนายความ จริงอยู่ว่าในชั้นสอบสวนไม่มีการแต่งตั้งทนายความ แต่การที่แม่ของเหยื่อติดต่อตนมาจนตนประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้นก็ถือว่าได้ช่วยเหลือลูกความแล้ว หากหลังจากนี้แม่ของเหยื่อจะแต่งตั้งทนายใหม่ ตนก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่ยอมรับว่ารู้สึกเสียใจจากการกระทบกระทั่งในเรื่องของความรู้สึกที่เกิดขึ้น ซึ่งทำให้ตนรู้สึกไม่สบายใจ ทั้งที่ออกมาทำโดยไม่ได้ผลประโยชน์ และยังต้องเสี่ยงภัยกับอิทธิพล ไม่รู้ว่าวันใดที่ครอบครัวของตนจะไม่ได้รับความปลอดภัย ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นเหมือนทิ้งตนไว้กลางทาง อย่างไรก็ตาม ต้องขอขอบคุณที่แม่ของเหยื่อยังชื่นชมตนในเรื่องที่ออกมาช่วยเหลือสังคม อย่างไรก็ตาม เนื่องจากคดีของผู้เสียหายรายดังกล่าวค่อนข้างแน่น แม้ตนจะไม่ได้ทำคดีให้ ก็เชื่อว่าผู้ต้องหายังต้องได้รับโทษ ส่วนเหยื่ออีก 14 คน ที่เข้าแจ้งความนั้นก็ยังยืนยันให้ตนและทีมงานเป็นผู้ดูแลในเรื่องของคดีความ ยืนยันว่าตนเคารพความเป็นส่วนตัวของเหยื่อทุกคน หากใครไม่อนุญาตให้เผยแพร่สิ่งใดตนก็จะไม่เผยแพร่
นายษิทรากล่าวอีกว่า ทั้งนี้ เชื่อว่าสาเหตุเกิดจาก อดีต พล.ต.ต.นายหนึ่งที่เข้ามาแทรกแซงจนทำให้เหยื่ออายุ 18 ปี ไม่ให้ความร่วมมือ หลังจากแม่ของเหยื่อปฏิเสธเอกสารการคัดค้านการประกันตัว ตนก็คิดว่าคงทำอะไรไม่ค่อยได้แล้วเพราะยังต้องตัดสินใจผ่าน พล.ต.ต.คนดังกล่าวอยู่ตลอด ซึ่งเดิมทีครั้งแรกที่เหยื่อเข้ามาปรึกษาตน ได้แจ้งว่าไม่มีทนายความหรือบุคคลใดให้คำปรึกษา จนกระทั่งมาทราบภายหลังว่าทุกครั้งจะต้องมีการปรึกษากับอดีตนายตำรวจคนดังกล่าว พร้อมอ้างว่ามีการแต่งตั้งทนายความประจำคดีแล้ว ซึ่งตนเองก็คงหมดประโยชน์ และล่าสุดตนก็ไม่ได้มีการติดต่อกับเหยื่อหรือแม่ของเหยื่อแต่อย่างใด
นายษิทราเชื่อว่ามีขบวนการคอยทำลายชื่อเสียงตนในฐานะทนายความ ซึ่งเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และผู้ถูกกล่าวหาเป็นถึงรองหัวหน้าพรรคการเมือง อาจมีเส้นสายและเครือข่ายที่ทำให้ตนหมดความน่าเชื่อถือได้

