เมย์เดย์ 1 พ.ค. วาระ เสียงร้องคนแรงงาน

30.04.22 | 08:22 น.

สกู๊ปหน้า 1 : เมย์เดย์ 1 พ.ค. วาระ เสียงร้องคนแรงงาน

1 พฤษภาคมของทุกปี คือ “วันแรงงานแห่งชาติ” หรือที่สากลเรียกว่า เมย์เดย์ (May Day) ถือเป็นวันที่กลุ่มผู้ใช้แรงงานต่างออกมาต่อสู้ เรียกร้องเพื่อสิทธิแรงงานด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นค่าจ้าง การออกกฎหมายเพื่อผู้ใช้แรงงาน สวัสดิการ หรือแม้กระทั่งการคุ้มครองสิทธิแรงงาน


วันแรงงานแห่งชาติปีนี้ เหมือนเช่นทุกปี รัฐบาลได้สนับสนุนให้มีการจัดงานวันแรงงานแห่งชาติ ประจำปี 2565 ที่กระทรวงแรงงาน โดยมีคณะกรรมการจัดงานวันแรงงานแห่งชาติ ประกอบด้วย สภาองค์การลูกจ้าง 14 แห่ง สหพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจแห่งประเทศไทย และศูนย์ประสานงานแรงงานนอกระบบ โดยมี “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานเปิดงานและกล่าวสุนทรพจน์ต่อผู้ใช้แรงงาน พร้อมรับข้อเรียกร้องต่างๆ จากผู้ใช้แรงงาน

สำหรับข้อเรียกร้องหลักๆ ที่กลุ่มผู้ใช้แรงงานเรียกร้องกันอย่างต่อเนื่อง คงหนีไม่พ้นเรื่อง “การปรับขึ้นค่าจ้าง” ซึ่ง ล่าสุดทั้ง “นายสุชาติ ชมกลิ่น” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และ นายบุญชอบ สุทธมนัสวงษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการค่าจ้าง (บอร์ดค่าจ้าง) ต่างออกมายืนยันว่าเรื่องจากอยู่ระหว่างดำเนินการโดยการพิจารณานั้นอยู่ในรูปของ “คณะกรรมการไตรภาคี” จากทั้งฝ่ายนายจ้าง ลูกจ้าง และรัฐบาล

อย่างไรก็ดี “นายสาวิทย์ แก้วหวาน” ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) ได้กล่าวถึงข้อเรียกร้องจากรัฐบาลเนื่องในวันแรงงานแห่งชาติว่า ในส่วนของ คสรท.และภาคีเครือข่าย จะมีการยื่นข้อเรียกร้องประมาณ 10 ข้อ โดยหลักๆ แล้วเป็นเรื่องของค่าจ้างขั้นต่ำ ที่ก่อนหน้านี้ได้มีการเสนอตัวเลขไป 492 บาท เนื่องจากเหตุผลค่าครองชีพสูงขึ้น ราคาค่าสินค้าต่างๆ มีการปรับตัวสูงขึ้นตาม ประกอบกับ อัตราค่าจ้างขั้นต่ำไม่มีการปรับขึ้นมาเป็นเวลา 2 ปีแล้ว โดยล่าสุดที่ปรับไปเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2563 และไม่ได้ปรับขึ้นอีกเลย

Advertisement

“สถานการณ์ในขณะนี้ ราคาสินค้าต่างๆ มีการปรับราคาสูงขึ้น เราจึงไม่มีทางเลือกอื่น ตอนแรกเราเรียกร้องให้รัฐบาลควบคุมราคาสินค้า แต่ทางรัฐบาลไม่สามารถที่จะทำได้ เลยเสนอให้ปรับตัวเลขค่าแรงขั้นต่ำเป็น 492 บาท และให้ปรับเท่ากันทั่วประเทศ เพราะราคาสินค้าไม่ได้เลือกโซน เลือกเขต หรือจังหวัด มันขึ้นเหมือนกันหมด ราคาสินค้าที่พี่น้องประชาชนนิยมซื้อตามร้านสะดวกซื้อก็ปรับราคาเท่ากัน จึงเสนอให้ปรับเท่ากันทั้งประเทศ” นายสาวิทย์กล่าว

ทั้งนี้ ประธาน คสรท.กล่าวว่า เรื่องของการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ ได้ยึดตัวเลขของปี 2560 ไม่ใช่ปีปัจจุบัน และนำตัวเลขยื่นต่อรัฐบาลเมื่อปีที่ผ่านมา และได้ไปติดตามอีกครั้งจนได้หารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ซึ่งรัฐมนตรียืนยันว่าขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำแน่นอน แต่ขึ้นเท่าไร ยังไม่ให้คำยืนยัน

“ดังนั้น 492 บาท ในปัจจุบัน ผมยังคิดว่ามันอยู่ยาก และจำนวน 492 บาทนี้ เราเอามาจากปี 2560 ไม่ใช่ปีปัจจุบัน และตัวเลขนี้น่าจะมีความเหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน และการปรับตัวเลขดังกล่าวไม่ได้ทำให้แรงงานมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นมากมาย เพียงแต่ทำใช้ชีวิตไหลลื่นขึ้นมากกว่าเดิม ดังนั้น ตัวเลขนี้จึงเป็นตัวเลขที่เหมาะสม ไม่มีตัวเลขสำรอง” นายสาวิทย์กล่าว

นายสาวิทย์กล่าวว่า ส่วนเรื่องต่อมาคือ รัฐบาลได้ให้เอกชนเข้ามามีบทบาท มีส่วนร่วมในการให้บริการ ลงทุน เกี่ยวข้องกับรัฐมากขึ้น แต่มองว่ากิจการบางสิ่ง บางอย่าง โดยเฉพาะสาธารณูปโภค สาธารณูปการทั้งหลาย เป็นภาษีของประชาชน สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ทั้งน้ำ ไฟฟ้า ประปา ขนส่ง รัฐควรจะเป็นผู้รับผิดชอบเองไม่ใช่ให้เอกชนเข้ามาทำ

“และต่อมาคือ เรื่องของคุณภาพชีวิต ประกันสังคม ที่เราเรียกร้องให้มีการสร้างธนาคารแรงงาน เพื่อให้คนงานสามารถเข้าถึงแหล่งทุน เพื่อนำไปประกอบธุรกิจ หรือหารายได้เสริม ซึ่งเรื่องนี้คณะกรรมการประกันสังคม มีมติเห็นชอบแล้ว แต่ยังเดินเรื่องช้าอยู่ ก็เลยเป็นอีกหนึ่งข้อเรียกร้องที่พยายามผลักดันกันมาหลายปี รวมทั้งการสร้างโรงพยาบาล (รพ.) ประกันสังคม ด้วย เพราะระบบการรักษาพยาบาลในปัจจุบัน มีหลายหน่วยงานที่มีระบบเป็นของตัวเอง เช่น รพ.ตำรวจ รพ.ทหาร แม้กระทั่ง รพ.ในสังกัดมหาวิทยาลัยต่างๆ และเราคิดว่ากองทุนประกันสังคม ที่มีเงินถึง 2.2 ล้านล้านบาท จึงคิดว่าควรจะสร้างสถานพยาบาลที่เป็นของพี่น้องประกันสังคม ซึ่งมีสมาชิกถึง 13 ล้านคน” นายสาวิทย์กล่าว

นอกจากนี้ นายสาวิทย์กล่าวว่า และอีกเรื่องคือ เรื่องของการจ้างแรงงานที่เป็นแบบระยะสั้น ซึ่งพนักงานไม่มีความมั่นคงในการทำงาน จึงคิดว่าการจ้างงานในระยะสั้น บางช่วงบางเวลา หรือแบบสัญญาจ้าง ควรปรับให้เป็นลักษณะการจ้างงานยาวๆ เพื่อที่ผู้ใช้แรงงานมีความมั่นคงในการทำงานและมีความมั่นใจ คุณภาพชีวิตดีขึ้น ไม่เครียด อีกทั้งยังมีประเด็นที่ต้องการปฏิรูปประกันสังคมให้เป็นองค์กรอิสระด้วย

“ยังมีในส่วนของการทำโครงสร้างค่าจ้าง หมายถึงเราจะได้ไม่ต้องมาถกเถียงกันว่าปีนี้จะขึ้นเท่าไร เราทำโครงสร้างค่าจ้างให้มีการปรับขึ้นทุกปี จะเป็นสัดส่วนกี่เปอร์เซ็นต์ก็ว่ากันไปด้วยเงื่อนไข และเหตุผลที่เรารับรู้กัน ซึ่งหากมีโครงสร้างที่ว่านี้ ก็จะช่วยให้ผู้ใช้แรงงานสามารถวางแผนอนาคตได้ เพราะว่าตอนนี้ คนทำงานจนเกษียณอายุก็ยังกินค่าจ้างขั้นต่ำอยู่ แต่มีหนี้สินมากขึ้น ข้อนี้จึงเป็นสาระสำคัญมากๆ” นายสาวิทย์กล่าว และว่า

ทั้งหมดนี้คือข้อเรียกร้องที่บรรดาผู้ใช้แรงงานเสนอต่อรัฐบาล ซึ่งต้องรอดูกันอีกครั้งว่า ในข้อเรียกร้องที่นำเสนอไป จะได้รับการตอบสนองจากรัฐบาลมากน้อยแค่ไหน