รมว.สุชาติ มอบโฆษกรับ 14 ข้อเรียกร้องจากแกนนำ คสรท.และ สรส. ยันรัฐบาลมุ่งยกระดับศักยภาพพัฒนาคุณภาพชีวิตทุกมิติ
เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม ที่หน้าทำเนียบรัฐบาล นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มอบหมายให้นายวรรณรัตน์ ศรีสุขใส รองปลัดกระทรวงแรงงาน ในฐานะโฆษกกระทรวงแรงงาน เป็นตัวแทนรัฐบาลรับหนังสือข้อเรียกร้องเนื่องในวันแรงงานแห่งชาติประจำปี 2565 จากคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) และสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) โดยนายสาวิทย์ แก้วหวาน ประธาน คสรท. เป็นผู้ยื่นข้อเรียกร้อง
นายวรรณรัตน์กล่าวว่า เนื่องในวันแรงงานแห่งชาติของทุกปีจะมีการจัดกิจกรรมของพี่น้องผู้ใช้แรงงาน รวมทั้งการยื่นข้อเรียกร้องมายังรัฐบาล ในวันนี้นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้มอบหมายให้กระผมในนามตัวแทนรัฐบาลมารับหนังสือข้อเรียกร้องจากผู้นำแรงงาน ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งกำกับดูแลกระทรวงแรงงาน และนายสุชาติได้ให้ความสำคัญกับการมุ่งยกระดับศักยภาพและดูแลคุณภาพชีวิตของพี่น้องผู้ใช้แรงงานทุกมิติ ซึ่งล้วนเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนพัฒนาความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานจะได้เร่งดำเนินการตามข้อเรียกร้องและจะรายงานผลการดำเนินให้ทราบต่อไป
สำหรับข้อเรียกร้องเนื่องในวันแรงงานแห่งชาติประจำปี 2565 ของ คสรท.และ สรส.มีจำนวน 14 ข้อ ได้แก่ 1) รัฐต้องกำหนดค่าจ้างแรงงานที่เป็นธรรมให้ครอบคลุมผู้ใช้แรงงานทุกภาคส่วน
2) รัฐต้องควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะราคาน้ำมัน เพื่อเพิ่มรายได้ เพิ่มกำลังซื้อให้กับประชาชน โดยเฉพาะผู้ใช้แรงงานซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนกิจกรรมเศรษฐกิจฐานล่างในภาพรวมได้อย่างแท้จริง
3) รัฐต้องหยุดการแปรรูปรัฐวิสาหกิจในทุกรูปแบบและให้มีการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจเพื่อให้เกิดการพัฒนาศักยภาพในการให้บริการที่ดี มีคุณภาพ เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ ประชาชน
4) รัฐต้องปรับปรุงโครงสร้างทางภาษีเพื่อลดความเหลื่อมล้ำสร้างเป็นธรรมให้กับประชาชนอย่างยั่งยืน เพิ่มศักยภาพการจัดเก็บภาษีเพื่อนำมาใช้เป็นงบประมาณแผ่นดินในการพัฒนาประเทศยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับประชาชนทุกมติทุกคนอย่างเป็นธรรมและเท่าเทียมด้วยการปรับปรุงการจัดเก็บภาษีน้ำมันที่ซ้ำซ้อน รวมถึงกำหนดการงดเก็บ หรือเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันให้มีความเหมาะสม รวมถึงยกเลิกการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน กำหนดให้มีการจัดเก็บภาษีอัตราก้าวหน้าอย่างจริงจัง การจัดเก็บภาษีการซื้อขายหุ้นในอัตราที่ไม่น้อยจนเกินไป ภาษีที่ดิน ภาษีมรดกให้เป็นรูปธรรมโดยเร็ว
5) รัฐต้องปฏิรูปการประกันสังคม
6) รัฐต้องจัดสวัสดิการถ้วนหน้าที่มีคุณภาพให้แก่ประชาชนทุกคนได้เข้าถึงอย่างเท่าเทียมโดยไม่เลือกปฏิบัติ
7) รัฐบาลต้องให้สัตยาบันอนุสัญญาขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO)
8) รัฐบาลต้องยกเลิกนโยบายการจำกัดอัตรากำลังบุคลากรภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และยกเลิกนโยบายการลดสิทธิประโยชน์ สวัสดิการของพนักงานและครอบครัว

9) รัฐต้องกำหนดให้ลูกจ้างภาครัฐในหน่วยงานราชการต่างๆ ทั้งส่วนกลางและท้องถิ่นรับค่าจ้างจากงบประมาณแผ่นดิน และต้องบรรจุเป็นข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างประจำ
10) รัฐต้องดูแลให้มีการปฏิบัติและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด กรณีที่นายจ้างเลิกจ้างคนงานโดยไม่จ่ายค่าชดเชย หรือจ่ายไม่ครบที่กฎหมายกำหนด เช่น การปิดกิจการ หรือการยุบเลิกกิจการในทุกรูปแบบ (ตามรัฐธรรมธรรมนูญ หมวด 5 มาตรา 53)
11) รัฐต้องจัดตั้งกองทุนประกันความเสี่ยงจากการลงทุน โดยให้นายจ้างจ่ายเงินเข้ากองทุนเพื่อเป็นหลักประกันในการคุ้มครองสิทธิของคนงาน เมื่อมีการเลิกจ้างหรือปิดกิจการ โดยนายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชย คนงานต้องได้สิทธิรับเงินจากกองทุนนี้ พร้อมทั้งการสนับสนุนค่าดำเนินการทางคดีระหว่างผู้ประกอบการกับคนงาน หรือรัฐกับผู้ประกอบการที่ทำผิดกฎหมาย
12) รัฐต้องพัฒนากลไกเข้าถึงสิทธิและการบังคับใช้กฎหมายความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน อย่างจริงจัง รัฐจะต้องจัดสรรงบประมาณ ให้แก่สถาบันความปลอดภัยฯ ให้เพียงพอ สำหรับการบริหารจัดการเรื่องความปลอดภัยให้มีประสิทธิภาพ และสร้างกลไก กติกา ภายใต้การมีส่วนร่วมของคนงานทุกภาคส่วน และยกเลิกการใช้แร่ใยหินทุกรูปแบบ
13) รัฐต้องยกเลิกการจ้างงานที่ไม่มั่นคง เช่น การจ้างงานแบบชั่วคราว รายวัน รายชั่วโมง เหมาค่าแรง เหมางาน เหมาบริการ และการจ้างงานบางช่วงเวลา ทั้งภาครัฐและเอกชน
และ 14) ข้อเสนอเพื่อคุ้มครองสิทธิแรงงานข้ามชาติ

