ตร.เร่งสอบคดีค้ามนุษย์ ชี้สำนวนรองอธิบดี ดย.กับพี่เลี้ยงเด็ก รอเอกสารเกี่ยวข้อง ส่ง ป.ป.ช.สัปดาห์นี้

8.05.22 | 16:41 น.

ตร.สุราษฎร์ เร่งสอบคดีค้ามนุษย์ สำนวนรอง อธิบดี ดย.กับพี่เลี้ยงเด็ก รอเอกสารกับผลตรวจ ส่ง ป.ป.ช.สัปดาห์นี้ ผู้ว่าฯดึงศึกษาจังหวัด ประถมศึกษาเขต มัธยมศึกษาเขต ช่วย พม.ดูแลเด็กกลุ่มเสี่ยง เข้าเรียนในระบบ

ความคืบหน้าการจับกุมผู้ต้องหาคดีค้ามนุษย์ของศูนย์พิทักษ์เด็ก สตรี ครอบครัว ป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์และภาคประมง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศพดส.ตร) ในพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี ตั้งแต่วันที่ 7 พ.ย.2564 ถึงปัจจุบัน ศาลได้อนุมัติหมายจับผู้ต้องหาทั้งสิ้น 41 ราย แบ่งเป็น แม่เล้า 12 ราย ผู้ซื้อบริการ 28 ราย และผู้สนับสนุน 1 ราย คุ้มครองเด็กไม่เกิน 15 ปี จำนวน 10 ราย โดยได้ติดตามจับกุมผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องในคดีอย่างต่อเนื่องนั้น

เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม พ.ต.อ.กิตติพงษ์ ทองทิพย์ รอง ผบก.ภ.จว.สุราษฎร์ธานี ในฐานะหัวหน้าชุดปฏิบัติการ ศพดส.ตร.ภาค 8 และหัวหน้าชุดปฏิบัติการปราบปรามการล่วงละเมิดต่อเด็กทางอินเตอร์เน็ต ภาค 8 เปิดเผยการสอบสวนเพื่อดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า ภายหลังได้สอบปากคำพยานซึ่งเป็นเด็กในความคุ้มครองของบ้านพักเด็กและครอบครัวสุราษฎร์ธานี จำนวน 8 ราย ได้ให้การว่ามี นายเอ็ม มีหน้าที่เป็นครูพี่เลี้ยงใช้กำลังทำร้ายร่างกาย ตำรวจจึงเรียกตัวนายเอ็ม พนักงานราชการ ตำแหน่งพี่เลี้ยง มารับทราบข้อกล่าวหา ทำร้ายร่างการผู้อื่นไม่ถึงกับเป็นอัตรายแก่กายและจิตใจ, กระทำการอันเป็นการทารุณกรรมเด็ก และเป็นผู้ปฏิบัติงานในสถานแรกรับ ทำร้ายร่างกาย หรือลงโทษด้วยวิธีการรุนแรงไม่เป็นไปตามที่ระเบียบกำหนด ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก และนำตัวขออนุญาตฝากขังที่ศาลแขวงสุราษฎร์ธานี ขณะนี้อยู่ระหว่างควบคุมตามอำนาจศาล คาดว่าพนักงานสอบสวนจะสามารถสรุปสำนวนส่งพนักงานอัยการเพื่อพิจารณาฟ้องต่อศาลได้เมื่อพนักงานสอบสวนได้รับผลการตรวจร่างกายผู้เสียหาย

พ.ต.อ.กิตติพงษ์กล่าวว่า กรณีการสอบสวนพบมีข้าราชการระดับสูงในกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เป็นผู้ถูกกล่าวหาในความผิดตามมาตรา 157 ฐานความผิดเป็นพนักงานปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ความผิดมาตรา 139 ฐานความผิดข่มขืนใจเจ้าพนักงานให้ปฏิบัติการอันมิชอบด้วยหน้าที่ หรือให้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย และข้อหาขัดขวางการสืบสวนการฟ้องร้อง หรือการดำเนินคดีความผิดฐานค้ามนุษย์ เพื่อมิให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยถ้าเป็นการทำอย่างหนึ่งอย่างใดตาม พ.ร.บ.ค้ามนุษย์ พนักงานสอบสวนในคดีได้สอบปากคำพยานบุคคลเสร็จเรียบร้อย จำนวน 3 ปาก และพยานแวดล้อมอีกจำนวนหนึ่ง รอเพียงพยานเอกสารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คาดว่าจะสามารถส่งสำนวนสอบสวนให้ ป.ป.ช.ประจำจังหวัดสุราษฎร์ธานีได้ภายในสัปดาห์นี้

พ.ต.อ.พัลลภ สุริยกุล ณ อยุธยา รอง ผบก.สำนักเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ฝ่ายอำนวยการศูนย์ปฏิบัติการปราบปรามการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กทางอินเตอร์เน็ต สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า คดีนี้ชุดสืบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานในขบวนการค้าประเวณีเด็กที่มี น.ส.รุ่งฤดี หรือ เจ๊น้ำ เป็นแม่เล้า พบความเชื่อมโยงไปยังบุคคลอื่นๆ ในขบวนการอีกหลายคน แต่เป็นลักษณะเครือข่ายเฉพาะภายในพื้นที่ ส่วนกลุ่มผู้ซื้อบริการมีหลากหลายในหลายจังหวัด

“ชุดทำงานยังคงเดินหน้าสืบสวนหาตัวผู้เกี่ยวข้องมาดำเนินคดีไม่มียกเว้น เพื่อเป็นการคุ้มครองและช่วยเหลือเหยื่อ โดยในช่วง 5 เดือนการทำงานอย่างต่อเนื่องของเจ้าหน้าที่สามารถออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องได้แล้ว จำนวน 42 หมาย ติดตามจับกุมได้ 36 คน และยังไม่สามารถจับกุมได้ 5 หมาย ผู้ต้องหา 4 คน คาดว่าในสัปดาห์นี้จะขออนุมัติหมายจับผู้ต้องหาเพิ่มเติมเป็นชุดที่ 4” พ.ต.อ.พัลลภกล่าว

Advertisement

แหล่งข่าวชุดคลี่คลายคดีระบุว่า ผู้ต้องหาที่ยังหลบหนีการจับกุมมี จำนวน 4 ราย มีผู้สนับสนุนเป็นผู้หญิง 1 ราย และผู้ซื้อบริการทางเพศ 3 ราย โดย 1 ใน 4 คือ นาย ส ลูกชายอดีตนักการเมือง ที่มีหมายจับยังไม่สามารถควบคุมตัวได้ จำนวน 2 หมาย โดยมีเพียงกระแสข่าวจะมีการติดต่อเพื่อขอมอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ด้านนายวิชวุทย์ จินโต ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า ที่ผ่านมาทางจังหวัดไม่ได้ละเลยปัญหา และพอจะมีเบาะแสเกี่ยวกับพฤติกรรมการรวมกลุ่มเด็กๆ เหล่านี้มาบ้าง แต่ที่ผ่านมามีเพียงหน่วยงานของ พมจ.สุราษฎร์ธานี เท่านั้นที่ค่อยสอดส่องดูแลและให้ความช่วยเหลือ แต่ยอมรับว่าไม่ทั่วถึง ซึ่งในส่วนของคดีอาญาให้เป็นหน้าที่ของฝ่ายกฎหมาย และทางจังหวัดตนจะเข้าไปดูแลเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตด้วยการบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือ พมจ. ศึกษาธิการจังหวัด (ศธ.) สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) เขต 1-3 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) สุราษฎร์ธานี ชุมพร เข้าติดตามและปรับทัศนคติเยาวชน รวมถึงปรับวิถีชีวิตและวิธีเลี้ยงดูเยาวชน โดยเฉพาะการให้ความรู้กับผู้ปกครองในการเลี้ยงดูบุตรหลานในยุคโซเชียลที่ผู้ใหญ่จะต้องเรียนรู้ให้เท่าทัน รวมถึงหาทางป้องกันไม่ให้บุตรหลานหลงผิด

นายวิชวุทย์กล่าวต่อว่า ได้มีการแต่งตั้งคณะทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยจัดชุดติดตามกลุ่มเป้าหมายที่เป็นกลุ่มเตร็ดเตร่ ไม่มีอาชีพเป็นหลักแหล่งและอยู่นอกระบบการศึกษา แต่มีความเป็นอยู่หรูหราฟุ่มเฟือย โดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้ชีวิตอยู่กับสถานบันเทิง เช่น ผับ บาร์ เพื่อแก้ไขปัญหาเป็นรายๆ และได้มอบหมายให้หน่วยงานด้านการศึกษาในทุกระดับชั้นเร่งติดตามให้เด็กและเยาวชนในกลุ่มเสี่ยงกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา ทั้งภาคบังคับและภาคสมัครใจ และการนำเด็กเข้าสู่กระบวนการฝึกอาชีพ

“จังหวัดจะทำหนังสือความร่วมมือของหน่วยงานระดับชาติ โดยเฉพาะหน่วยงานในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ให้ตรวจจับและบล๊อกโทรศัพท์มือถือ หรือ IP Address ที่เข้าถึงเว็บไซต์ หรือกลุ่มเพจที่เสี่ยงอันตรายเรื่องเพศและยาเสพติด” นายวิชวุทย์กล่าว