พสกนิกรถวายราชสักการะพระบรมศพที่พระบรมมหาราชวังเนืองแน่น ต่อแถวยาวกว่า 3 กม. คณาจารย์-นิสิตจุฬาฯ 3 พันคน ร่วมกล่าวบทอาเศียรวาทน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ
ต่อแถว3กม.รอถวายสักการะ
เมื่อเวลา 07.03 น. วันที่ 23 ตุลาคม สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปยังพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง พร้อมด้วย คุณพลอยไพลินและคุณสิริกิติยา เจนเซน พระธิดาในทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายภัตตาหารเช้าแด่พระพิธีธรรม ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อย หน้าพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงจุดธูปเทียนบูชาพระพุทธรูปประจำพระชนมวารเป็นพระพุทธรูปประทับยืนแบบสมภังค์ แสดงปางห้ามญาติหรืออภัยมุทราด้วยพระหัตถ์ขวาเพียงข้างเดียว ที่หน้าพระแท่นนพปฎลมหาเศวตฉัตร จากนั้นประเคนสำรับภัตตาหารแด่พระพิธีธรรม 8 รูป จากวัดบวรนิเวศวิหารและวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร
เวลา 08.04 น. ที่ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง สำนักพระราชวังเปิดให้พสกนิกรเข้าถวายสักการะพระบรมศพเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ และลงนามสมุดหลวงเพื่อแสดงความไว้อาลัย แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ระหว่างเวลา 08.00-16.00 น. โดยตั้งแต่ช่วงเช้ามีพสกนิกรพร้อมใจใส่ชุดสีดำ มานั่งต่อแถวรอก่อนเวลาเปิดให้เข้า ครั้นถึงเวลาประกอบกับเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์พสกนิกรจากทั่วประเทศยิ่งทยอยมาเข้าต่อแถว จนยาวออกไปนอกพระบรมมหาราชวังที่ประตูวิเศษไชยศรี ถึงถนนหน้าพระธาตุ ไปหน้าวัดมหาธาตุฯ ก่อนวกกลับท้ายแถวอยู่ภายในสนามหลวงขึ้นไปทางทิศเหนือวกไปวนมา รวมระยะทางกว่า 3 กิโลเมตร ขณะที่เจ้าหน้าที่ได้จัดแถวตอนเรียง 4 ทยอยเข้าเป็นชุดๆ เพื่อให้พสกนิกรได้เข้าอย่างทั่วถึง
เวลา 11.00 น. พล.ต.ม.จ.จุลเจิม ยุคล ทรงเป็นประธานถวายภัตตาหารเพล แด่พระพิธีธรรม ขณะที่ช่วงบ่ายยังมีพสกนิกรมาเป็นครอบครัวหลั่งไหลมาถวายราชสักการะพระบรมศพอย่างต่อเนื่อง ไม่ย่อท้อต่ออากาศร้อนจัดตลอดทั้งวัน
จุฬาฯร่วมกล่าวอาเศียรวาท
เวลา 11.10 น. คณาจารย์ พร้อมด้วยนิสิต และบุคลากร จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กว่า 3,000 คน นำโดย รศ.ดร.บัญชา ชลาภิรมย์ รองอธิการบดีด้านการพัฒนานิสิตและนิสิตเก่าสัมพันธ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกันกล่าวบทอาเศียรวาทน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ บริเวณสนามหญ้าด้านหน้าศาลาสหทัยสมาคม หลังจากมีการรวมตัวกันที่จุฬาฯ ตั้งแต่เวลา 07.00 น.กระทั่งเวลา 08.30 น.ได้ร่วมกันกล่าวอาเศียรวาท แล้วจึงเดินทางมาถวายบังคมพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 บริเวณลานพระราชวังดุสิตซึ่งเป็นธรรมเนียมที่ปฏิบัติสืบกันมาทุกปี
3พันคนเดินเท้ามามหาราชวัง
รศ.ดร.บัญชา ชลาภิรมย์ กล่าวว่า เนื่องจากปีนี้เกิดการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ ทางจุฬาฯ จึงได้นัดแนะผ่านทางโซเชียลเน็ตเวิร์กเพื่อมาสักการะพระบรมศพ ปรากฏว่า มีนักศึกษาพร้อมใจกันมาร่วมกิจกรรมครั้งนี้กว่า 3,000 คน ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงเป็นองค์พระบรมราชูปถัมภกของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยเดินเท้าจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเข้ามาทางประตูสวัสดิโสภา ผ่านประตูมณีนพรัตน์มายังสนามหญ้าหน้าศาลาสหทัยฯ
เวลา 18.56 น. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปยังพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช มีพระพิธีธรรม 8 รูปจากวัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร และวัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร สวดพระอภิธรรมพระบรมศพ
เวลา 21.18 น. สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จฯ พร้อมด้วย พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง
ข้อปฏิบัติถวายบังคมพระบรมศพ
กระทั่งเวลา 17.00 น. สำนักพระราชวังสรุปจำนวนพสกนิกรที่มาถวายสักการะเป็นวันที่ 9 ทั้งสิ้น 36,486 คน และมียอดเงินที่ทูลเกล้าฯถวายเพื่อบำเพ็ญพระราชกุศล จำนวน 1,304,870 บาท รวมยอด 9 วันแล้วทั้งสิ้น 5,479,954.25 บาท
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั้งนี้ ภายหลังจากพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลปัณรสมวารครบ 15 วัน สำนักพระราชวังจะเปิดให้พสกนิกรเข้าถวายบังคมพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง เป็นวันเสาร์ที่ 29 ตุลาคม ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น. จากเดิมเป็นช่วงบ่ายวันศุกร์ที่ 28 ตุลาคม ซึ่งโดยหลักของการแต่งกายเพื่อเข้าชมพระที่นั่ง ได้แก่ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท และพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ผู้เข้าต้องแต่งกายสุภาพ ผู้หญิงต้องใส่กระโปรงเท่านั้น กระโปรงยาวคลุมเข่า ใส่เสื้อคลุมไหล่ ส่วนผู้ชายไม่ให้ใส่กางเกงยีนส์ ไม่ควรใส่เสื้อยืดคอกลม
เจ้าหน้าที่แจ้งอีกว่า ยิ่งเมื่อเป็นงานพระราชพิธีใหญ่สูงสุดของประเทศ ที่พระองค์ยังประทับอยู่ในพระที่นั่ง ผู้จะเข้าเฝ้าฯ ถวายบังคม ยิ่งต้องแต่งกายสุภาพไว้ทุกข์ เช่น ผู้หญิงควรใส่กระโปรงสีดำ ใส่ถุงน่องดำ ผู้ชายใส่เสื้อเชิ้ต ผูกเนกไท ทั้งนี้ยิ่งแต่งกายไว้ทุกข์สุภาพมากเท่าไร ยิ่งเป็นการถวายพระเกียรติพระองค์เท่านั้น นอกจากนี้การถ่ายภาพและเซลฟี่ห้ามเด็ดขาด ทั้งภายในและโดยรอบบริเวณพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท
รอสำนักพระราชวังประกาศ
ส่วนที่เริ่มมีการแจกบัตรคิวสำหรับผู้ที่ต้องการเข้าไปในพระบรมมหาราชวัง ครั้งละ 100 คน เฉลี่ยแล้ววันละประมาณ 30,000-40,000 คน ที่ท้องสนามหลวงนั้น ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประกาศโดยทางการของสำนักพระราชวังยังไม่มีเรื่องดังกล่าว คาดว่าอาจเป็นการหารือของผู้เกี่ยวข้อง เบื้องต้นทราบว่าในวันที่ 28 ตุลาคมนี้ สำนักพระราชวังจะเปิดให้พสกนิกรเข้าถวายสักการะพระบรมศพเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ และลงนามสมุดหลวงเพื่อแสดงความไว้อาลัยจนถึงเวลา 12.00 น. ก่อนเปิดให้เข้าเฝ้าฯ ถวายบังคม ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในเวลา 13.00 น.เป็นต้นไป อย่างไรก็ดี คาดว่าเร็วๆ นี้น่าจะมีประกาศระเบียบปฏิบัติอย่างเป็นทางการต่อไป
พสกนิกรน้อมนำคำสอน
นายนพพงษ์ ศรีมุข อายุ 43 ปี ชาว อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ ถือพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชในอ้อมกอด ใบหน้าเศร้าหมองมายืนต่อแถวรอตั้งแต่เวลา 06.00 น. ได้เข้าถวายสักการะเวลา 09.00 น. กล่าวด้วยน้ำเสียงโศกเศร้าว่า พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์นักคิดนักพัฒนา จะเห็นได้ว่าองค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ได้ประกาศยกย่องพระองค์ ยกย่องผลงานของพระองค์ เช่น กังหันน้ำชัยพัฒนาที่ใช้ได้จริง ทั้งฟอกน้ำให้สะอาด ฟอกอากาศให้สดชื่น หรือหญ้าแฝกที่ทรงแนะนำให้ปลูก ช่วยให้หน้าดินไม่ชะล้างไปกับลมและฝน อย่างไรก็ดี ได้พยายามศึกษาโครงการพระราชดำริ แนวคำสอนของพระองค์ ทุกวันนี้น้อมนำมาปฏิบัติใช้อยู่คือ ทำวันนี้ให้ดี เพื่อวันข้างหน้าจะได้อยู่สบาย
ขณะที่ นางเกษร เช้ากระจ่าง อายุ 54 ปี ชาวสกลนคร อาศัยอยู่เขตลาดพร้าว กทม. กล่าวว่า ตื่นตั้งแต่เวลา 03.00 น. เพื่อเตรียมมาถวายสักการะพระองค์ พระองค์ทรงเข้าไปพัฒนาจ.สกลนครจนเปลี่ยนไปมาก จากพื้นที่สีแดงวันนี้ไม่มีคอมมิวนิสต์อีกแล้ว เพราะประชาชนมีอาชีพ มีงานทำ จากโครงการพระราชดำริของทั้งสองพระองค์ เช่น เลี้ยงหม่อนไหม รวมถึงโครงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ตนจะน้อมนำหลักคำสอนของพระองค์ จากที่ปฏิบัติใช้อยู่แล้ว ไปแนะนำลูกหลาน โดยเฉพาะเรื่องการประหยัดพอเพียง จะยกเรื่องนาฬิกาของพระองค์ที่เป็นถึงพระมหากษัตริย์ แต่ทรงนาฬิกาข้อมือที่ราคาไม่กี่บาท เพราะเด็กสมัยนี้ใช้ของฟุ่มเฟือย ก็จะชี้ให้เป็นตัวอย่าง
มท.อำนวยความสะดวกเข้ากรุง
นายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ภายหลังจากพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลครบ 15 วัน ตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มีนโยบายให้กระทรวงมหาดไทยอำนวยความสะดวกแก่พี่น้องประชาชนจากต่างจังหวัด ที่จะเดินทางมาร่วมเข้าเฝ้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท โดยจัดทำแผนงานให้กรมการปกครองเป็นหน่วยงานหลักในการประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค ทั้งนี้ ได้กำหนดเป้าหมายจำนวนคนจากจังหวัดต่างๆ วันละ 5 จังหวัด จังหวัดละ 600 คน รวมวันละ 3,000 คน เป็นเวลา 79 วัน และกำหนดวันละ 6 จังหวัด จังหวัดละ 600 คน รวมวันละ 3,600 คน เป็นเวลา 5 วัน รวม 84 วัน ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2559 ถึงวันที่ 20 มกราคม 2560 รวมทั้งสิ้น 255,000 คน
เตรียมอาหาร-เครื่องดื่มรองรับ
นายกฤษฎากล่าวว่า ให้ทุกจังหวัดรวบรวมประชาชนที่มีความประสงค์จะเดินทางมาเข้าเฝ้าฯ กราบถวายบังคมพระบรมศพตามจำนวนที่กำหนด เน้นกลุ่มประชาชนทั่วไปเป็นหลักและมีข้าราชการ ผู้บริหาร พนักงาน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ตามความเหมาะสม และกำหนดเส้นทางการเดินทาง จุดพักระหว่างทาง จุดพักคอย ก่อนเข้าพื้นที่เป้าหมายและจุดรับ-ส่งประชาชนของจังหวัดแต่ละภาค กำหนดวันเดินทางของแต่ละจังหวัดให้เดินทางวันละ 5 จังหวัด ครอบคลุมทั้ง 4 ภาค ด้านการจัดระบบบริการระหว่างเดินทาง ให้จัดเจ้าหน้าที่ประสานงานส่วนกลาง ผู้ประสานงานของจังหวัด และผู้ประสานงานประจำรถแต่ละคัน จัดเจ้าหน้าที่พยาบาลประจำรถ รวมทั้งจัดบริการอาหาร น้ำดื่ม ห้องสุขา ประจำจุดพักระหว่างทาง และจุดพักคอย ให้พร้อมทุกจุด และมีระบบการรายงานเพื่อให้ทราบถึงผลการดำเนินงานประจำวันและการดำเนินงานในภาพรวมด้วย
กำชับจว.แนะนำจุดเดินรถในกรุง
นายกฤษฎากล่าวว่า สำหรับการปฏิบัติ กระทรวงมหาดไทยได้สั่งการให้ทุกจังหวัดดำเนินการ ดังนี้ 1.ให้จังหวัดแต่งตั้งคณะทำงานอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน และมอบหมายความรับผิดชอบให้หน่วยงาน บุคคลทั้งภาครัฐ และเอกชน ได้เข้ามามีส่วนร่วมอย่างพร้อมเพียง 2.ชี้แจงทำความเข้าใจในแนวทางการดำเนินงานให้แก่หน่วยงานที่ได้รับมอบหมาย โดยเฉพาะอำเภอ นายอำเภอต้องให้ความสำคัญในภารกิจดังกล่าว 3.กำชับผู้ได้รับมอบหมายถือปฏิบัติตามแผนงานอย่างเคร่งครัด ทั้งในเรื่องผู้เดินทาง สถานที่ เวลานัดหมายที่กำหนดตามแผน 4.กรณีมีองค์กรภาคประชาชน หรือองค์กรเอกชนในพื้นที่ประสงค์จะนำบุคคล หรือสมาชิกในองค์กรเดินทางเข้าเฝ้าฯ กราบถวายบังคมพระบรมศพ ขอให้จังหวัดแนะนำเส้นทางการเดินทาง จุดจอดรถในพื้นที่กรุงเทพฯ รวมทั้งจุดบริการรับ-ส่ง ประชาชนในการเดินทาง รวมทั้งแนะนำการแต่งกายที่เหมาะสมข้อปฏิบัติต่างๆ โดยให้จังหวัดประสานงานไปที่ศูนย์อำนวยการกรมการปกครอง หมายเลขโทรศัพท์ 0-2278-1008 ต่อ 319 เพื่อแจ้งจำนวนคน ยานพาหนะชื่อผู้ประสานงาน พร้อมเบอร์โทรศัพท์ วัน เวลา เพื่อสนับสนุนในการอำนวยความสะดวกต่อไป
ย้ำคำนึงความสมัครใจปชช.
ปลัดกระทรวงมหาดไทยกล่าวว่า ข้อเน้นย้ำและข้อระมัดระวังในการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน คือในการรวบรวมประชาชนที่มีความประสงค์จะเดินทาง ต้องคำนึงถึงความสมัครใจ การกระจายครอบคลุมทุกอำเภอ ตำบล ตลอดจนผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จะต้องไม่ซ้ำบุคคลในการเดินทางแต่ละครั้ง และควรจัดทำบัญชีรายชื่อ เบอร์โทรศัพท์ ลำดับประจำตัวของผู้เดินทาง เพื่อสะดวกในการจัดระเบียบและตรวจนับผู้เดินทางกรณีพลัดหลง ด้านการจัดระบบการเดินทาง ต้องจัดให้มีผู้ประสานการเดินทางทั้งระดับจังหวัด และผู้ประสานงานระดับอำเภอ ผู้ประสานงานประจำรถยนต์ ให้สามารถติดต่อสื่อสารได้ตลอดเวลา เพื่อให้ผู้เดินทางได้รับความสะดวกตลอดเส้นทาง
ตารางกราบถวายบังคมพระบรมศพ
การเดินทางของประชาชนในต่างจังหวัด โดยการอำนวยความสะดวกของกระทรวงมหาดไทย จะแบ่งเป็นกลุ่มจังหวัด จังหวัดละ 600 คน เริ่มตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2559-20 มกราคม 2560
ประกอบด้วย วันที่ 29 ตุลาคม กำแพงเพชร กาญจนบุรี จันทบุรี กาฬสินธุ์ กระบี่ วันที่ 30 ตุลาคม ประกอบด้วย เชียงราย ฉะเชิงเทรา ขอนแก่น ชัยภูมิ ชุมพร วันที่ 31 ตุลาคม ประกอบด้วย เชียงใหม่ ชลบุรี ชัยนาท นครพนม ตรัง วันที่ 1 พฤศจิกายน ประกอบด้วย ตาก ตราด นครราชสีมา บึงกาฬ นครศรีธรรมราช วันที่ 2 พฤศจิกายน ประกอบด้วย นครสวรรค์ น่าน นครนายก บุรีรัมย์ นราธิวาส วันที่ 3 พฤศจิกายน ประกอบด้วย พะเยา นครปฐม นนทบุรี มหาสารคาม ปัตตานี วันที่ 4 พฤศจิกายน พิจิตร ปทุมธานี มุกดาหาร ยโสธร พังงา วันที่ 5 พฤศจิกายน พิษณุโลก ประจวบคีรีขันธ์ ปราจีนบุรี ร้อยเอ็ด พัทลุง วันที่ 6 พฤศจิกายน เพชรบูรณ์ พระนครศรีอยุธยา เลย ศรีสะเกษ ภูเก็ต วันที่ 7 พฤศจิกายน แพร่ แม่ฮ่องสอน เพชรบุรี สกลนคร ยะลา วันที่ 8 พฤศจิกายน ลำปาง ระยอง ราชบุรี สุรินทร์ ระนอง วันที่ 9 พฤศจิกายน ลำพูน ลพบุรี หนองคาย หนองบัวลำภู สงขลา วันที่ 10 พฤศจิกายน สุโขทัย สมุทรปราการ สมุทรสงคราม อำนาจเจริญ สตูล วันที่ 11 พฤศจิกายน อุตรดิตถ์ สมุทรสาคร อุดรธานี อุบลราชธานี สุราษฎร์ธานี วันที่ 12 พฤศจิกายน อุทัยธานี สระแก้ว สระบุรี สิงห์บุรี สุพรรณบุรี อ่างทอง
เดินทางรอบที่ 2
วันที่ 13 พฤศจิกายน กำแพงเพชร กาญจนบุรี จันทบุรี กาฬสินธุ์ กระบี่ วันที่ 14 พฤศจิกายน เชียงราย ฉะเชิงเทรา ขอนแก่น ชัยภูมิ ชุมพร วันที่ 15 พฤศจิกายน เชียงใหม่ ชลบุรี ชัยนาท นครพนม ตรัง วันที่ 16 พฤศจิกายน ตาก ตราด นครราชสีมา บึงกาฬ นครศรีธรรมราช วันที่ 17 พฤศจิกายน นครสวรรค์ น่าน นครนายก บุรีรัมย์ นราธิวาส วันที่ 18 พฤศจิกายน พะเยา นครปฐม นนทบุรี มหาสารคาม ปัตตานี วันที่ 19 พฤศจิกายน พิจิตร ปทุมธานี มุกดาหาร ยโสธร พังงา วันที่ 20 พฤศจิกายน พิษณุโลก ประจวบคีรีขันธ์ ปราจีนบุรี ร้อยเอ็ด พัทลุง วันที่ 21 พฤศจิกายน เพชรบูรณ์ พระนครศรีอยุธยา เลย ศรีสะเกษ ภูเก็ต วันที่ 22 พฤศจิกายน แพร่ แม่ฮ่องสอน เพชรบุรี สกลนคร ยะลา วันที่ 23 พฤศจิกายน ลำปาง ระยอง ราชบุรี สุรินทร์ ระนอง วันที่ 24 พฤศจิกายน ลำพูน ลพบุรี หนองคาย หนองบัวลำภู สงขลา วันที่ 25 พฤศจิกายน สุโขทัย สมุทรปราการ สมุทรสงคราม อำนาจเจริญ สตูล วันที่ 26 พฤศจิกายน อุตรดิตถ์ สมุทรสาคร อุดรธานี อุบลราชธานี สุราษฎร์ธานี วันที่ 27 พฤศจิกายน อุทัยธานี สระแก้ว สระบุรี สิงห์บุรี สุพรรณบุรี อ่างทอง
เดินทางรอบที่ 3
วันที่ 28 พฤศจิกายน กำแพงเพชร กาญจนบุรี จันทบุรี กาฬสินธุ์ กระบี่ วันที่ 29 พฤศจิกายน เชียงราย ฉะเชิงเทรา ขอนแก่น ชัยภูมิ ชุมพร วันที่ 30 พฤศจิกายน เชียงใหม่ ชลบุรี ชัยนาท นครพนม ตรัง
วันที่ 1 ธันวาคม ตาก ตราด นครราชสีมา บึงกาฬ นครศรีธรรมราช วันที่ 2 ธันวาคม นครสวรรค์ น่าน นครนายก บุรีรัมย์ นราธิวาส วันที่ 3 ธันวาคม พะเยา นครปฐม นนทบุรี มหาสารคาม ปัตตานี วันที่ 4 ธันวาคม พิจิตร ปทุมธานี มุกดาหาร ยโสธร พังงา วันที่ 5 ธันวาคม พิษณุโลก ประจวบคีรีขันธ์ ปราจีนบุรี ร้อยเอ็ด พัทลุง วันที่ 6 ธันวาคม เพชรบูรณ์ พระนครศรีอยุธยา เลย ศรีสะเกษ ภูเก็ต วันที่ 7 ธันวาคม แพร่ แม่ฮ่องสอน เพชรบุรี สกลนคร ยะลา วันที่ 8 ธันวาคม ลำปาง ระยอง ราชบุรี สุรินทร์ ระนอง วันที่ 9 ธันวาคม ลำพูน ลพบุรี หนองคาย หนองบัวลำภู สงขลา วันที่ 10 ธันวาคม สุโขทัย สมุทรปราการ สมุทรสงคราม อำนาจเจริญ สตูล วันที่ 11 ธันวาคม อุตรดิตถ์ สมุทรสาคร อุดรธานี อุบลราชธานี สุราษฎร์ธานี วันที่ 12 ธันวาคม อุทัยธานี สระแก้ว สระบุรี สิงห์บุรี สุพรรณบุรี อ่างทอง
เดินทางรอบที่ 4
วันที่ 13 ธันวาคม กำแพงเพชร กาญจนบุรี จันทบุรี กาฬสินธุ์ กระบี่ วันที่ 14 ธันวาคม เชียงราย ฉะเชิงเทรา ขอนแก่น ชัยภูมิ ชุมพร วันที่ 15 ธันวาคม เชียงใหม่ ชลบุรี ชัยนาท นครพนม ตรัง
วันที่ 16 ธันวาคม ตาก ตราด นครราชสีมา บึงกาฬ นครศรีธรรมราช วันที่ 17 ธันวาคม นครสวรรค์ น่าน นครนายก บุรีรัมย์ นราธิวาส วันที่ 18 ธันวาคม พะเยา นครปฐม นนทบุรี มหาสารคาม ปัตตานี วันที่ 19 ธันวาคม พิจิตร ปทุมธานี มุกดาหาร ยโสธร พังงา วันที่ 20 ธันวาคม พิษณุโลก ประจวบคีรีขันธ์ ปราจีนบุรี ร้อยเอ็ด พัทลุง วันที่ 21 ธันวาคม เพชรบูรณ์ พระนครศรีอยุธยา เลย ศรีสะเกษ ภูเก็ต วันที่ 22 ธันวาคม แพร่ แม่ฮ่องสอน เพชรบุรี สกลนคร ยะลา วันที่ 23 ธันวาคม ลำปาง ระยอง ราชบุรี สุรินทร์ ระนอง วันที่ 24 ธันวาคม ลำพูน ลพบุรี หนองคาย หนองบัวลำภู สงขลา วันที่ 25 ธันวาคม สุโขทัย สมุทรปราการ สมุทรสงคราม อำนาจเจริญ สตูล วันที่ 26 ธันวาคม อุตรดิตถ์ สมุทรสาคร อุดรธานี อุบลราชธานี สุราษฎร์ธานี วันที่ 27 ธันวาคม อุทัยธานี สระแก้ว สระบุรี สิงห์บุรี สุพรรณบุรี อ่างทอง
เดินทางรอบที่ 5
วันที่ 28 ธันวาคม กำแพงเพชร กาญจนบุรี จันทบุรี กาฬสินธุ์ กระบี่ วันที่ 29 ธันวาคม เชียงราย ฉะเชิงเทรา ขอนแก่น ชัยภูมิ ชุมพร วันที่ 30 ธันวาคม เชียงใหม่ ชลบุรี ชัยนาท นครพนม ตรัง
วันที่ 31 ธันวาคม ตาก ตราด นครราชสีมา บึงกาฬ นครศรีธรรมราช วันที่ 1 มกราคม 2560 นครสวรรค์ น่าน นครนายก บุรีรัมย์ นราธิวาส วันที่ 2 มกราคม พะเยา นครปฐม นนทบุรี มหาสารคาม ปัตตานี วันที่ 3 มกราคม พิจิตร ปทุมธานี มุกดาหาร ยโสธร พังงา วันที่ 4 มกราคม พิษณุโลก ประจวบคีรีขันธ์ ปราจีนบุรี ร้อยเอ็ด พัทลุง วันที่ 5 มกราคม เพชรบูรณ์ พระนครศรีอยุธยา เลย ศรีสะเกษ ภูเก็ต วันที่ 6 มกราคม แพร่ แม่ฮ่องสอน เพชรบุรี สกลนคร ยะลา วันที่ 7 มกราคม ลำปาง ระยอง ราชบุรี สุรินทร์ ระนอง วันที่ 8 มกราคม ลำพูน ลพบุรี หนองคาย หนองบัวลำภู สงขลา วันที่ 9 มกราคม สุโขทัย สมุทรปราการ สมุทรสงคราม อำนาจเจริญ สตูล วันที่ 10 มกราคม อุตรดิตถ์ สมุทรสาคร อุดรธานี อุบลราชธานี สุราษฎร์ธานี วันที่ 11 มกราคม อุทัยธานี สระแก้ว สระบุรี สิงห์บุรี สุพรรณบุรี อ่างทอง
เดินทางรอบที่ 6
วันที่ 12 มกราคม กำแพงเพชร กาญจนบุรี จันทบุรี กาฬสินธุ์ กระบี่ วันที่ 13 มกราคม เชียงราย ฉะเชิงเทรา ขอนแก่น ชัยภูมิ ชุมพร วันที่ 14 มกราคม เชียงใหม่ ชลบุรี ชัยนาท นครพนม ตรัง
วันที่ 15 มกราคม ตาก ตราด นครราชสีมา บึงกาฬ นครศรีธรรมราช วันที่ 16 มกราคม นครสวรรค์ น่าน นครนายก บุรีรัมย์ นราธิวาส วันที่ 17 มกราคม พะเยา นครปฐม นนทบุรี มหาสารคาม ปัตตานี วันที่ 18 มกราคม พิจิตร ปทุมธานี มุกดาหาร ยโสธร พังงา วันที่ 19 มกราคม พิษณุโลก ประจวบคีรีขันธ์ ปราจีนบุรี ร้อยเอ็ด พัทลุง วันที่ 20 มกราคม เพชรบูรณ์ พระนครศรีอยุธยา เลย ศรีสะเกษ ภูเก็ต
ปรับจราจรรอบสนามหลวง
พล.ต.ต.จิรพัฒน์ ภูมิจิตร รรท.รอง ผบช.น.(กำกับดูแลงานจราจร) กล่าวว่า ตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม ทางสำนักพระราชวังจะเปิดให้ประชาชนเข้ากราบสักการะพระบรมศพ ภายในพระบรมมหาราชวัง ว่า จากเมื่อคืนวันที่ 22 ตุลาคม ที่มีประชาชนเดินทางมาร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี และกราบสักการะพระบรมศพประมาณ 300,000 คน ทยอยเดินทางมาตั้งแต่ช่วงเช้าและ
กลับหลังเวลา 22.30 น. ทำให้ช่วงเวลาเดินทางกลับพร้อมกันจะแออัด แต่ก็สามารถบริหารจัดการจราจรได้ไม่มีปัญหาอะไร อย่างไรก็ตาม ในค่ำวันนี้จะเปลี่ยนแปลงการจราจรและทดลองใช้โดยหลังจากพระบรมวงศานุวงศ์เสด็จพระราชดำเนินกลับ ทางตำรวจยังจะไม่ปล่อยรถหรือเปิดถนน จะปิดต่อเนื่องไปอีกประมาณ 30 นาที เพื่อให้รถยนต์คณะผู้มาร่วมพระราชพิธีออกไปก่อน จึงจะปล่อยรถตามปกติ เพื่อจะให้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ปฏิบัติงานเต็มกำลังในการจัดการจราจรและดูแลประชาชนทยอยกลับเดินถนนอย่างปลอดภัย
รรท.รอง ผบช.น.กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังตัดเส้นทางจราจรด้านทิศเหนือสำหรับรถยนต์บริการรับ-ส่ง ประชาชน ที่ข้ามสะพานผ่านฟ้า เมื่อส่งผู้โดยสารเสร็จแล้วจะปัดรถให้ขึ้นสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้าแล้วให้ไปกลับรถมาเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาจราจร

