บิ๊กโจ๊ก ขอศาลออกหมายจับจนท.เอี่ยวค้ามนุษย์-ประมงเถื่อน สลด ลูกเรือเล่านอนวันละ1ชม.

11.05.22 | 12:18 น.

‘บิ๊กโจ๊ก’ เปิด สถิติ สตช. สางคดีค้ามนุษย์ ระบุ เตรียม ขอศาลออกหมายจับ จนท.รัฐ เอี่ยวค้าแรงงานประมงเถื่อน

เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.ท. สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้ช่วย ผบ.ตร. ร่วมประชุมชี้แจงแผนปฏิบัติการว่าด้วยกลไกการส่งต่อระดับชาติ การบริหารจัดการคดี และการช่วยเหลือคุ้มครองผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ และการบังคับใช้แรงงานหรือบริการ พ.ศ. 2565


โดยชี้แจงแนวทางปฏิบัติในการบริหารจัดการคดี ว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติรับผิดชอบการใช้กฎหมายในการสืบสวนปราบปราม ความผิดฐานค้ามนุษย์ และความผิดที่เกี่ยวเนื่อง โดยเฉพาะบริเวณด้านกัมพูชา เหยื่อคนไทยที่ถูกหลอกลวงไปทำงานในประเทศกัมพูชา และบังคับค้ามนุษย์ เราสามารถช่วยมาได้ทั้งหมด 786 ราย โดยเป็นเหยื่อค้ามนุษย์ 291 ราย ดำเนินคดีอาญาไปแล้ว 107 ราย สามารถจับกุมผู้ต้องหาที่อยู่ในฝั่งไทยได้ทั้งหมด 31 ราย ส่วนที่เหลือเป็นผู้ต้องหาที่อยู่ในฝั่งกัมพูชา อย่างไรก็ตามจากสถิติครึ่งปีแรกของปี 2565 สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้มากขึ้นกว่า ปี 2564 โดยเห็นได้อย่างชัดเจน

พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า ยกตัวอย่างคดีที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ในความผิดที่พบคือส่วนผู้ใช้บริการ เหยื่อที่เป็นเด็ก ซึ่งหากเป็นคดีปกติจะสามารถดำเนินการได้แค่กรณีกระทำชำเรา กระทำอนาจาร แต่เมื่อสอบสวนหาหลักฐานเชื่อมโยง รวมถึงเส้นทางการเงิน เส้นทางการใช้โทรศัพท์ จึงนำไปสู่การดำเนินคดีฐานค้ามนุษย์ได้ และยังพบข้อมูลด้วยว่า มีการเข้าไปแทรกแซงกระบวนการสืบสวนสอบสวน และมีการกดดันเด็ก

จนกระทั่งมีการดำเนินคดีกับรองอธิบดีกรมกิจการเด็ก กระทรวง พม. ฐานความผิดขัดขวางการสืบสวนสอบสวน คดีความผิดฐานค้ามนุษย์ และในส่วนเจ้าหน้าที่ในที่พักของเด็กที่ใช้ไม้ตีเด็ก ที่ไม่ได้เป็นเหยื่อในคดีนี้ เพื่อเป็นการแสดงให้เหยื่อเห็นอย่างชัดเจนว่า ขอให้เปลี่ยนคำให้การ แล้วให้ทำตามไม่เช่นนั้นจะถูกตีเช่นนี้เหมือนกัน ซึ่งในลักษณะนี้ถือเป็นการล่วงละเมิดทางเพศของเด็กโดยทั้งสิ้น

Advertisement

ซึ่งตน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปลัดกระทรวง พม. รัฐมนตรีว่าการกระทรวง พม. ได้บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด ทำให้การดำเนินงาน มีความชัดเจน และรวดเร็วมากขึ้น ทั้งนี้ วันที่ 1 มกราคม – 10 พฤษภาคม ระยะเวลาเพียง 4 เดือน จาก 168 สำนวน สามารถส่งสำนวนให้อัยการ 91 สำนวน เหลือเพียง 77 สำนวน ในส่วนของการยึดทรัพย์ ปี 2565 ระยะเวลา 4 เดือน สามารถยึดทรัพย์ไปแล้ว 4 ล้านบาท ซึ่งถ้าเปรียบเทียบในปี 2564 ยึดได้ 4.9 ล้านบาท

พล.ต.ท. สุรเชษฐ์ กล่าวว่า สำหรับการดำเนินคดีต่อเจ้าหน้าที่รัฐ ตำรวจ ทหาร และส่วนอื่นๆ ได้เร่งรัดดำเนินคดีทางอาญาและวินัย ส่วนการจ่ายเงินเยียวยาของกระทรวงพม. ก็ได้รับความร่วมมือบูรณาการเป็นอย่างดี ในการลงพื้นที่สอบถามเหยื่อจนได้ข้อมูลได้รวดเร็วขึ้น สามารถนำเอกสารหลักฐานแนบกับสำนวนได้สมบูรณ์มากขึ้น หลังจากที่ได้มีการจับกุมเรือ IUU จำนวน 5 ลำ นั้น ได้เตรียมดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดทั้งหมดตามพ.ร.บ.ฮั้วประมูล และเตรียมออกหมายจับในสัปดาห์หน้า และได้ประสานงานกับโค้ดการ์ด ประเทศมาเลเซียจนกระทั่งสามารถล็อคเรือทั้ง 5 ลำไว้ได้แล้ว ลำสุดท้ายสามารถจับกุมได้เมื่อคืนวันที่ 10 พฤษภาคมที่ผ่านมา และในเย็นวันเดียวกันนี้ตนจะเดินทางไปประเทศมาเลเซียเพื่อร่วมประสานงานกับกรมประมงมาเลเซีย นำเรือ 5 ลำนี้ นำมากักไว้ที่ประเทศไทย ก่อนดำเนินคดีต่อไป

พล.ต.ท. สุรเชษฐ์ กล่าวว่า ส่วนคดีน้ำมันเขียว ก็จะดำเนินคดีกับต้นทาง เจ้าของแท็งก์ โดยไม่จะดำเนินคดีในส่วนของชาวประมงเพราะเป็นเพียงผู้ใช้ อย่างไรก็ตามพบว่ามีการทำเอกสารซีบุ๊กปลอม ในพื้นที่แสมสาร สัตหีบทำให้มีเรือมากกว่า 52 ลำ ที่ประสบปัญหาไม่สามารถออกทะเลได้เนื่องจากมีเอกสารซีบุ๊กปลอม (Seabook : หนังสือคนประจำเรือ) ทำให้แรงงานภาคประมงไม่ได้รับการดูแล ซึ่งทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมการจัดหางาน ลงพื้นที่ร่วมกันตรวจสอบพบว่า มีการปลอมเอกสารรับรอง ออกซีบุ๊ก ให้กับลูกเรือที่ไม่รู้เรื่องและต้องจ่ายเงินจนเป็นเหตุให้ไม่สามารถออกทะเลได้

พล.ต.ท. สุรเชษฐ์ กล่าวว่า จากการตรวจค้นพบพยานหลักฐานหลายส่วน ทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ เจ้าหน้าที่ที่เป็นนายหน้า โดยพบการโอนเงิน และคาดว่าจะสามารถให้ศาลออกหมายจับได้ในอีก 2 สัปดาห์ ส่วนลูกเรือ 52 ลำในสัปดาห์หน้าจะสามารถออกทะเลได้ เนื่องจากไม่ใช่ผู้กระทำผิดแต่เป็นเหยื่อ ส่วนลูกเรือที่พบว่าเสียชีวิต ในช่วง 2 ปี จำนวน 231 ราย พบแล้ว 50 กว่าราย สูญหาย 70 กว่าราย แจ้งว่าเสียชีวิตอีก 50 กว่าราย ซึ่งในส่วนนี้กำลังพยายามตรวจสอบ จากผู้รอดชีวิตที่กระโดดน้ำหนี พบว่าถูกใช้แรงงานหนักมาก นอนวันละ 1 ชั่วโมง ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงเตรียมจับกุมไต๋เรือ และเจ้าของเรือ ฐานผิดกฎหมายแรงงาน และนำไปสู่เรื่องการค้ามนุษย์